ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : ก่อนเดินทาง

เช็คเลย! 10 อย่างที่มหาวิทยาลัยมองหาจากตัวผู้สมัคร

969

 

บทความนี้พูดถึงภาพรวมของสิ่งที่มหาวิทยาลัยมองหาจากตัวผู้สมัคร มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะกับนักเรียนนักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบในอีก 2-3 ปีข้างหน้าเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่คนที่กำลังจะเรียนจบในปีนี้แล้ววางแผนจะเรียนต่อปริญญาตรีหรือโทก็ตามค่ะ 

 

แล้วอะไรคือสิ่งที่มหาวิทยาลัยมองหาจากตัวผู้สมัครกันล่ะ? ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะเราได้รวบรวมสิ่งเหล่านั้นมาให้เพื่อน ๆ ได้ทำความเข้าใจกันไว้ที่นี่แล้ว ซึ่งเป็น 10 สิ่งที่กรรมการของมหาวิทยาลัยยอมรับว่ามีผลต่อการคัดเลือกเข้าเรียนต่อเป็นอย่างมากค่ะ

 

 

 

1. คะแนนจากการทดสอบมาตรฐานต่าง ๆ

 

แน่นอนว่ามหาวิทยาลัยทั่วโลกหลายแห่งได้มีข้อกำหนดให้ผู้สมัครต้องมีคะแนนสอบ SAT หรือ ACT โดยกรรมการจะมีเกณฑ์คะแนนมาตรฐานที่เทียบจากคะแนนเฉลี่ยของนักศึกษาปัจจุบันค่ะ คะแนนสอบเหล่านี้นับเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมากอันดับต้น ๆ ของการพิจารณาเข้าเรียนต่อ ส่วนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่ไม่ได้ต้องการคะแนนสอบพวกนี้ก็จะใช้ตัวชี้วัดอื่น ๆ เช่น เกรดเฉลี่ยตอนม.ปลาย หรือ พอร์ตโฟลิโอ ที่จะสามารถแสดงถึงความสามารถและความสนใจของตัวเราได้ค่ะ

 

บทความเกี่ยวข้องที่น่าสนใจ คลิ๊กเลยค่ะ >>> การสอบวัดระดับประเภทต่าง ๆ

 

 

 

2. GPA สวย ๆ

 

เพื่อน ๆ คงทราบกันดีอยู่แล้วว่าอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ข้อแรกก็คือคะแนนเฉลี่ยสะสมหรือ Grade Point Average (GPA) มหาวิทยาลัยที่เพื่อน ๆ ไปสมัครเรียนจะต้องถามถึง transcript ตอนม.ปลายของพวกเราอย่างแน่นอนค่ะ และยิ่งไปกว่านั้นเขาอาจนำเอาข้อมูลคะแนนของเราไปคำนวณเป็น GPA ใหม่ตามสูตรการคำนวณของมหาวิทยาลัยที่อาจมีการให้น้ำหนักคะแนนในแต่ละรายวิชาไม่เท่ากันอีกด้วยค่ะ ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของเพื่อน ๆ ก็คือจะต้องรักษาเกรดให้อยู่สูงที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ค่ะ ถึงแม้ว่าเพื่อน ๆ บางคนอาจจะมีเกรดที่ไม่ค่อยสวยงามนักในปีแรก ๆ แต่ถ้าเพื่อน ๆ สามารถผลักดันตัวเองขึ้นมาได้ มันจะส่งผลที่ดีต่อการคัดเลือกเข้าเรียนต่ออย่างแน่นอนค่ะ เพราะกรรมการของมหาวิทยาลัยเขาจะมองถึงแนวโน้มการพัฒนาของตัวเราด้วย มันแสดงถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพภายในตัวของเราค่ะ 

 

 

 

3. การเลือกเรียนวิชาที่น่าสนใจ

 

สิ่งที่ถือเป็นความท้าทายในสายตาคณะกรรมการคงไม่ใช่แค่การที่เพื่อน ๆ จะสามารถทำเกรดดี ๆ ได้ แต่เพื่อน ๆ จะต้องทำเกรดดี ๆ ในวิชาที่น่าสนใจได้ด้วย เพื่อน ๆ อาจไม่จำเป็นต้องลำบากถึงขนาดไปลงเรียนวิชาหิน ๆ ในหลักสูตร International Baccalaureate (IB) แต่อย่างน้อยเราก็ควรจะใช้จุดแข็งหรือความสามารถของตัวเองเพื่อหาความรู้เพิ่มเติมในหลักสูตร Honors หรือ Advanced Placement (AP) ค่ะ แน่นอนว่ากรรมการจะต้องให้ความสำคัญกับวิชาที่ “ถึกกว่า” วิชาทั่ว ๆ ไปค่ะ และถึงแม้ว่าเพื่อน ๆ จะได้เกรด B ในวิชาเหล่านี้ (IB, Honors, AP) แต่ในสายตาของคณะกรรมการ มันอาจดูเป็นเกรดที่สวยงามกว่าเกรด A ของรายวิชาทั่ว ๆ ไป

 

 

 

4. อันดับคะแนนระดับต้น ๆ 

 

อันดับคะแนนในชั้นก็มีผลต่อการพิจารณาเข้าศึกษาต่อเช่นกันค่ะ ถึงแม้ว่าในขณะนี้มันจะถูกลดความสำคัญลงบ้างแล้วในหลายมหาวิทยาลัยก็ตาม ส่วนหนึ่งก็เพราะความเลื่อมล้ำของคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนต่าง ๆ กัน ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อนักเรียนเก่ง ๆ ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนชื่อดังที่มีการแข่งขันสูงมาก ๆ ค่ะ ดังนั้นอันดับคะแนนในชั้นเรียนอาจใช้เป็นตัวชี้วัดได้ไม่ดีเท่าเกรดเฉลี่ยสะสมค่ะ เราก็ขอเอาใจช่วยให้มหาวิทยาลัยที่เพื่อน ๆ สมัครไม่เอาอันดับคะแนนมาเป็นตัวตัดสินละกันนะคะ

 

 

 

5. ตำแหน่งหัวหน้าในองค์กรต่าง ๆ

 

มหาวิทยาลัยส่วนมากกำลังมองหาภาวะความเป็นผู้นำจากตัวผู้สมัครอยู่ค่ะ เพื่อน ๆ สามารถทำให้ใบสมัครของตัวเองโดดเด่นกว่าคนอื่นได้ง่าย ๆ เลยค่ะ เพียงแค่เรามีตำแหน่งที่แสดงถึงความเป็นผู้นำในองค์กรใด ๆ สัก 1-2 องค์กรเท่านั้นเองค่ะ เพื่อน ๆ เชื่อหรือไม่คะว่าการเป็นหัวหน้าเพียงไม่กี่ชมรม มันมีความหมายมากกว่าการเป็นสมาชิกของสิบชมรมอีกค่ะ เพราะไม่เพียงแต่มันจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเรา แต่มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับนักศึกษาที่จะมาช่วยพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยในอนาคตอีกด้วยค่ะ เพื่อน ๆ อาจไม่จำเป็นต้องเป็นถึงประธานนักเรียน ประธานกีฬา หรือประธานชมรม แค่เพื่อน ๆ สามารถเป็นผู้นำของกลุ่มคนทำงานกลุ่มหนึ่งได้ก็เพียงพอแล้วล่ะค่ะ

 

 

 

 

 

 

6. การเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม

 

ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยจะไม่ได้มีข้อกำหนดว่าผู้สมัครต้องเคยผ่านงานกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เพื่อน ๆ ก็ควรจะเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ในชุมชนใกล้เคียงบ้างค่ะ  เพราะกิจกรรมที่ไม่ได้อยู่ในข้อบังคับนี้มันสามารถแสดงได้ว่ายิ่งผู้สมัครเข้าร่วมมากเท่าไหร่ เขาก็มีโอกาสจะกลายเป็นกำลังหลักสำหรับกิจกรรมในมหาวิทยาลัยได้มากเท่านั้น นอกจากนี้กรรมการผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากยังยอมรับอีกด้วยว่ากิจกรรมเหล่านี้ได้สร้างคุณค่าให้กับสังคมอย่างมากมายและทำให้เราเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วยค่ะ 

 

 

 

7. เรียงความ (Essay) ที่ดี

 

เพื่อน ๆ อาจสงสัยว่าทำไมเราถึงจัดเรื่องการเขียนเรียงความไว้ในอันดับที่ 7 คงต้องอธิบายกันตรงนี้เลยนะคะว่าจริงอยู่ที่หลักสูตรที่เพื่อน ๆ ต้องการเข้าเรียนต่อส่วนจะให้ความสำคัญกับเรียงความเป็นอันดับหนึ่ง แต่บางหลักสูตรนั้นเรียงความไม่มีความจำเป็นต่อการสมัครเรียนเลยค่ะ เรียงความถือเป็นเครื่องที่ดีที่จะทำให้กรรมการรู้จักตัวผู้สมัครมากยิ่งขึ้น รวมถึงเหตุผลที่ผู้สมัครอยากเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยของเขาอีกด้วย ดังนั้นหากมหาวิทยาลัยในฝันของเพื่อน ๆ มีข้อกำหนดให้ต้องส่งเรียงความด้วย เพื่อน ๆ จะต้องอ่านและตอบคำถามให้ละเอียด ตรวจสอบและทำการแก้ไขให้ถี่ถ้วนนะคะ เรียงความที่ดีจะสามารถเปิดเผยถึงเรื่องราวและทัศนคติของผู้เขียนได้ค่ะ กรรมการบางท่านได้ออกมายอมรับว่าถึงแม้ว่าคุณสมบัติอื่น ๆ ของผู้สมัครอาจจะยังไม่สมบูรณ์ที่สุด แต่เรียงความที่ยอดเยี่ยมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราได้รับพิจารณาเข้าเรียนต่อค่ะ 

 

บทความเกี่ยวข้องที่น่าสนใจ คลิ๊กเลยค่ะ >>> 10 ข้อผิดพลาดซ้ำๆที่ของการเขียนเรียงความเพื่อสอบเข้าเรียนต่อ

 

 

 

8. จดหมาย Recommendation ที่สมบูรณ์แบบจากอาจารย์

 

จดหมาย Recommendation ที่สมบูรณ์แบบจะต้องบอกเล่าเรื่องราว จุดแข็ง หรือความสำเร็จของเราได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งจดหมายนี้เองจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ช่วยให้เราได้เข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกได้ค่ะ เพื่อน ๆ จะต้องขอให้คุณครูหรืออาจารย์ที่ใกล้ชิดกับเพื่อน ๆ ช่วยเขียนจดหมายฉบับนี้ให้กับเราค่ะ แต่ก็อย่าลืมเผื่อเวลาให้กับคุณครูเยอะ ๆ ด้วยนะคะ โดยเฉพาะกับคนที่ป๊อปมาก ๆ ในหมู่นักเรียน เพื่อจดหมายการแนะนำของเราจะได้ออกมาสมบูรณ์มากที่สุดนั่นเองค่ะ 

 

 

 

9. จดหมาย Recommendation จากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง

 

เพื่อน ๆ สามารถลองไปขอให้หัวหน้าแผนกของบริษัทที่เพื่อน ๆ เคยฝึกงานด้วยเขียนจดหมาย Recommendation ให้ได้นะคะ เพราะเขาจะอธิบายตัวเราจากมุมมองของคนทำงานได้ดีค่ะ กรรมการมหาวิทยาลัยจะได้เห็นว่าเราสามารถนำเอาสิ่งที่เราได้เรียนมามาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้จริงค่ะ หรืออาจจะเป็นหัวหน้าโครงการที่เราไปเข้าร่วมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมอาสาของชุมชน หรือแม้แต่กระทั่งโค้ชผู้ฝึกสอนในชมรมกีฬาก็ยังได้ค่ะ และยิ่งถ้าเพื่อน ๆ มีธุรกิจเป็นของตัวเองเช่นว่าเคยเปิดร้านขายของต่าง ๆ เราก็สามารถขอให้ลูกค้าของเราช่วยเขียนจดหมายให้ด้วยก็ได้ค่ะ แต่ก็อย่าลืมว่าจดหมายที่น่าเชื่อถือจะต้องมาจากบุคคลที่น่าเชื่อถือนะคะ

 

 

 

10. ประสบการณ์ทำงาน

 

ประสบการณ์ทำงานจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจในตัวเราให้กับคณะกรรมการได้เป็นอย่างดี แต่หากเพื่อน ๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานพาร์ทไทม์ ฝึกงานช่วงปิดเทอม หรือทำธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองเลย ก็อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ เราเชื่อว่าเพื่อน ๆ จะต้องมีประสบการณ์แปลก ๆ ที่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นเรียงความดี ๆ เพื่อเสนอให้กับกรรมการอย่างแน่นอน เรื่องราวของเราควรจะบอกเล่าถึงความเป็นมืออาชีพและทักษะการบริหารจัดการเวลาที่ดีค่ะ กรรมการจะชื่นชอบคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หากเราเคยเปิดธุรกิจหรือรับจ๊อบทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ อะไรก็บอกเขาด้วยความภาคภูมิใจไปเลยค่ะ ไม่ต้องสนใจนะคะว่าสิ่งที่เราทำมันจะดูไม่ยิ่งใหญ่มากพอ แค่เพื่อน ๆ แสดงให้เขาว่าเราทำได้และสามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ก็เพียงพอแล้วล่ะค่ะ

 

บทความเกี่ยวข้องที่น่าสนใจ คลิ๊กเลยค่ะ >>> ารฝึกงาน

 

 

 

ค้นหาคอร์ส

เลือกประเทศ
ปริญญาตรี
เกี่ยวกับผู้เขียน

จบการศึกษาด้านสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย เคยทำงานด้านอีเว้นท์และงานโฆษณา ปัจจุบันเป็นนักเรียนและนักเขียนอิสระ

คำแนะนำเรื่องคอร์สและสถาบัน...