ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : ข่าวล่าสุด

10 เมืองที่น่าไปเรียนต่อมากที่สุดในโลกปี 2016

11794

10 อันดับเมืองที่น่าไปเรียนต่อที่สุดในโลก ปี 2016

ขึ้นปีใหม่แล้ว ใครกำลังวางแผนจะไปเรียนต่อต่างประเทศบ้างเอ่ย ?
วันนี้ทาง Hotcourses ขอนำเสนอ ผลการจัดอันดับเมืองที่น่าไปเรียนต่อมากที่สุดประจำปี 2016
จัดทำโดย “Quacquarelli Symonds” หรือ “QS” สำนักจัดอันดับมหาวิทยาลัยชื่อดังจากประเทศอังกฤษ


โดยประเมินจาก 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดอันดับมหาวิทยาลัย ความหลากหลายทางเชื้อชาติของนักศึกษา อัตราการจ้างงาน คุณภาพชีวิตของนักศึกษา และค่าครองชีพ


ลองมาดูกันว่าจะมีเมืองในฝันของใครติดอันดับบ้าง


อันดับ 1 : ปารีส ประเทศฝรั่งเศส

 

 

“นครปารีส” ยังคงครองแชมป์ถึง 4 สมัย ในการเป็นอันดับหนึ่งของเมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษา 
โดยมีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก (QS World University Rankings) มากถึง 18 แห่ง

 

ถึงแม้ปารีสจะเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูง แต่เมื่อเทียบค่าธรรมเนียมการศึกษาที่ค่อนข้างถูกแล้ว จึงทำให้นักศึกษาสามารถวางแผนงบประมาณและค่าใช้จ่ายในการเรียนที่นี่ได้ไม่ยาก ทั้งยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดอันดับที่ 29 ของโลก (Global Livability Ranking) ประจำปี 2015

 

สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงของปารีสคือ “Ecole Normale Supérieure” หรือเรียกย่อกันว่า “ENS Paris” ถือเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปที่ผลิตนักศึกษาคุณภาพที่ประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมาก รวมถึงติดอันดับที่ 23 ของ QS World University Rankings 2015 อีกด้วย

 

อันดับ 2 : เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

 

 

อดีตเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศออสเตรเลียรองจากนครซิดนีย์ ยังคงอยู่ในอันดับที่สองเช่นเดียวกับปี 2015 ได้คะแนนสูงในด้าน ความหลากหลายทางเชื้อชาติของนักศึกษา อัตราการจ้างงานและคุณภาพชีวิต  

 

เมลเบิร์นขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะวัฒนธรรมและการศึกษา มีชายหาดอันสวยงามให้ไปอาบแดดชิล ๆ กันในหน้าร้อน ส่วนใครที่ชอบท่องราตรี ขอบอกว่าสีสันยามค่ำคืนของที่นี่ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน การันตีด้วยดีกรีแชมป์อันดับ 1 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ในส่วนของสถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ Australian National University ติดอันดับที่ 19 ของโลกและสถาบันยอดนิยมอย่าง University of Melbourne ติดอันดับที่ 42 ของโลกประจำปี 2015  

 

อันดับ 3 : โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

 

 

โตเกียวไต่ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 จากอันดับที่ 7 ในปีที่แล้ว เป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่นที่มีความหนาแน่นของประชากรค่อนข้างสูง แต่ก็เป็นมหานครที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและบรรยากาศเมืองอันคึกคักที่ดึงดูดให้ผู้คนทั่วโลกเดินทางไปสัมผัส โตเกียวมีมหาวิทยาลัยนานาชาติจำนวนมากถึง 13 แห่งที่ติดอันดับใน QS World University Rankings

 

อันดับ 4 : ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

 

 

นับเป็นเมืองที่สองของประเทศออสเตรเลียที่ติดอันดับ โดยออสเตรเลียนั้นได้อันดับที่ 3 ของประเทศยอดฮิตที่นักศึกษานิยมไปเรียนต่อมากที่สุดในโลก รองจากอเมริกาและอังกฤษ

 

ซิดนีย์ได้คะแนนน้อยกว่าเมลเบิร์นเนื่องจากมีค่าครองชีพและค่าธรรมเนียมการศึกษาที่สูงกว่า แต่นั่นก็ไม่ทำให้นักศึกษาย่อท้อต่อการมาเรียนต่อที่นี่  ด้วยความที่เมืองซิดนีย์มีทัศนียภาพที่งดงาม ได้แก่ ท่าเรือ ซิดนีย์โอเปร่าเฮ้าส์ และมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อยู่ใจกลางเมือง รวมทั้งมีชายหาดอันสวยงามให้นักศึกษาได้ไปชิลเอ้าท์กันอย่างสนุกสนาน 

มีมหาวิทยาลัย 5 แห่งที่ติดอันดับ QS World University Rankings นำโดย University of Sydney
ซึ่งติดอันดับที่ 45 ของโลก

 

อันดับ 5 : ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 

 

ลอนดอนตกลงมาจากอันดับที่ 3 ในปี 2015 มาเป็นอันดับที่ 5 ในปีนี้ ลอนดอนถือเป็นเมืองศูนย์กลางการศึกษาชั้นนำระดับโลกอย่างแท้จริง เพราะมีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกจำนวนมากที่สุดถึง 19 แห่ง นำโดย UCL (University College London) และ Imperial College London ติดอันดับที่ 7 และอันดับที่ 8 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ตามลำดับ

 

นอกจากความโดดเด่นด้านการศึกษาแล้วยังเป็นเมืองศูนย์กลางด้านการเงินและอุตสาหกรรมที่สำคัญของโลก และสิ่งที่ทำให้ลอนดอนเป็นเมืองในฝันของนักศึกษาทั่วโลก คงเพราะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยศิลปะวัฒนธรรมที่งดงาม ตึกรวมบ้านช่องเก่าแก่ที่สวยงามน่าหลงใหล

 

ส่วนข้อเสียของการมาเรียนต่อที่นี่คือค่าครองชีพและค่าธรรมเนียมการศึกษาที่ค่อนข้างแพง แต่รับรองว่าทุกบาททุกสตางค์ของคุณจะถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่คุณจะได้รับกลับไปจากการมาเรียนต่อที่เมืองที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งนี้

 

อันดับ 6 : ประเทศสิงคโปร์

 

 

หนึ่งในประเทศกลุ่มอาเซียนที่ถึงแม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่คุณภาพคับแก้ว สิงคโปร์ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศศูนย์กลางด้านการศึกษาที่ดีเยี่ยม บัณฑิตชาวสิงคโปร์เป็นที่ต้องการของบริษัทต่างชาติโดยเฉพาะในทวีปเอเชีย มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ที่ติดอันดับโลกได้แก่ National University of Singapore (NUS) และ Nunyang Technological University (NTU) อยู่อันดับที่ 12 และ 13 ตามลำดับ

 

นอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง มีอัตราการก่ออาชญากรรมและอัตราการว่างงานต่ำ
รวมถึงเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก จัดอันดับโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International Score) ส่วนข้อเสียคือค่าครองชีพแพงมาก ๆ เป็นอันดับ 4 ของโลกเลยทีเดียว (อ้างอิงจาก Mercer cost of living rank)

 

อันดับ 7 : มอนทรีออล ประเทศแคนาดา

 

 

มอนทรีออลเมืองหลวงของประเทศแคนาดา หนึ่งในเมืองที่น่าอยู่มากที่สุดในโลกเป็นอันดับที่ 14 ประจำปี 2016 โดยไต่อันดับเมืองที่น่าไปเรียนต่อมากที่สุดจากอันดับที่ 8 ของปี 2015 มาเป็นอันดับที่ 7 ในปีนี้

 

มหาวิทยาลัยชื่อดังคือ McGill University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศแคนาดาและติดอันดับที่ 24 ของโลก คะแนนด้านที่โดดเด่นของมอนทรีออลคือความหลากหลายทางเชื้อชาติจากการอพยพเข้ามาของผู้คนจากทั่วโลก ส่งผลทำให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง 
 

นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีประชากรพูดภาษาฝรั่งเศสมากที่สุดในโลกรองจากปารีส สำหรับใครที่มาเรียนต่อที่นี่ไม่ควรพลาดเทศกาลชิคๆของมอนทรีออล เช่น “Montreal International Jazz Festival”
และ “Just for Laughs” เทศกาลตลกที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

อันดับ 8 : ฮ่องกง

 

 

ฮ่องกงเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นศูนย์กลางทางด้านการเงินชั้นนำของโลก เป็นเมืองแห่งการศึกษาระดับแนวหน้าของเอเชียและยังเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดเมืองหนึ่ง แต่ฮ่องกงกลับมีความปลอดภัยสูงมากเป็นอันดับ 21 ของโลก เพราะประชาชนส่วนใหญ่เคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย


มีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับใน QS World University Rankings ทั้งหมด 7 แห่ง นำโดย Hong Kong University of Science and Technology (HKUST) ติดอันดับที่ 28 ของโลก


ถึงแม้ฮ่องกงจะเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่เมื่อเทียบค่าธรรมเนียมการศึกษาถือว่าอยู่ในระดับกลาง อีกทั้งเป็นประเทศที่อยู่ใกล้เมืองไทย มีวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ซึ่งจะทำให้นักศึกษาคนไทยสามารถปรับตัวได้ไม่ยากนัก

 

อันดับ 9 : เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

 

 

กรุงเบอร์ลินเมืองหลวงของประเทศเยอรมนี เป็นหนึ่งในเมืองที่มีความคูลระดับแนวหน้าของโลกในด้านศิลปะวัฒนธรรม ผู้นำแฟชั่น ดีไซน์และดนตรี ถือเป็นคู่แข่งที่สูสีมากเทียบกับนครนิวยอร์กและกรุงลอนดอน อีกทั้งเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดอันดับที่ 20 ของโลก รวมทั้งมีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดติดอันดับที่
12 ของโลก

 

นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เบอร์ลินเป็นเมืองแห่งการศึกษาคือมหาวิทยาลัยรัฐโดยส่วนใหญ่ไม่เก็บค่าเล่าเรียนหรือค่าธรรมเนียมการศึกษา ทั้งกับนักศึกษาท้องถิ่นและนักศึกษาต่างชาติ (อาจมีข้อยกเว้นสำหรับหลักสูตรปริญญาโทบางสาขา) แถมยังมีค่าครองชีพที่ไม่แพงอีกด้วย

 

อันดับ 10 : โซล ประเทศเกาหลีใต้

 

 

อีกหนึ่งเมืองจากทวีปเอเชียที่ติดอันดับเมืองที่น่าไปเรียนต่อมากที่สุดในโลก “กรุงโซล” เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ เป็นอีกหนึ่งเมืองในฝันของการมาเรียนต่อของนักศึกษาไทย เพราะเป็นเมืองที่ถือเป็นผู้นำด้านแฟชั่นแถวหน้าของเอเชีย บรรยากาศดีและเต็มไปด้วยแสงสีเสียงที่ทันสมัย ส่วนในด้านการศึกษานั้น โซลมีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกมากถึง 16 แห่ง นำโดย Seoul National University อยู่อันดับที่ 36 ของโลก นอกจากนี้ยังได้คะแนนสูงในด้านคุณภาพชีวิตของนักศึกษาอีกด้วย   

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: สำนักจัดอันดับมหาวิทยาลัย Quacquarelli Symonds (QS)

 

>> ค้นหาข้อมูลเรียนต่อต่างประเทศ<<

>>ค้นหาทุนการศึกษาต่างประเทศ<<

     
 

ค้นหาคอร์ส

เลือกประเทศ
ปริญญาโท
เกี่ยวกับผู้เขียน

อชินีจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ สาขาจุลชีววิทยา ถึงจะเรียนสายวิทย์แต่ชอบด้านภาษามาก เคยทำงานเป็นผู้ช่วยชาวต่างชาติสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็ก ปัจจุบันทำอาชีพเป็นนักแปลอิสระ งานอดิเรกชอบว่ายน้ำ ดูซีรี่ และอ่านหนังสือ