ขั้นตอนเรียนต่อ
ฝรั่งเศส: เมื่อมาถึง

ประสบการณ์นักเรียนแลกเปลี่ยน 4 เดือนที่ SciencesPo University เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส

1378

 

แก้มแก้ว โล่ห์อุลกะมณี เป็นศิษย์เก่าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชาการจัดการการสื่อสาร (หลักสูตรนานาชาติ) สาวอัธยาศัยดีคนนี้เป็นคนที่เรารู้สึกว่าช่างใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยได้คุ้มค่าเหลือเกิน เราสามารถพบแก้มแก้วได้ทุกที่ไม่ว่าจะงานราษฎ์ งานหลวง งานสวย หรืองานเซอร์ โดยเฉพาะในวงสังสรรค์ตามตลาดสามย่านอันนี้เจอบ่อยสุด นอกจากทำกิจกรรมคณะเยอะแยะไปหมดแล้ว ปีสุดท้ายก่อนเรียนจบ เธอยังตอกย้ำสโลแกน ‘เต็มที่กับชีวิต’ ด้วยการไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ SciencesPo University เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส และสิ่งที่จะได้อ่านต่อไปนี้คือวิธีการปฏิสัมพันธ์กับเมืองเก๋ๆ อย่างปารีสในแบบฉบับของแก้มแก้ว

 

 

>> ค้นหาข้อมูลเรียนต่อฝรั่งเศส <<
>> รวมบทความเกี่ยวกับการเรียนต่อฝรั่งเศส <<

 

สมัครเข้าโครงการได้อย่างไร ผ่านเอเจนท์ คณะ หรือสมัครเอง? จำเป็นต้องมีความรู้ภาษาฝรั่งเศสไหม?

สมัครเข้าโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน (Exchange) ผ่านทางคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากยื่นใบสมัครไปแล้ว ก็จะมีการพิจารณาจากเกรดเฉลี่ย Statement of Purpose และสัมภาษณ์ ตอนสมัครไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานภาษาฝรั่งเศส เพราะไปเรียน International Program การเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดค่ะ

 

ตัวเลือกมีประเทศไหนบ้าง ทำไมถึงตัดสินใจเลือกฝรั่งเศส

ตัวเลือกอื่นๆ นอกจากฝรั่งเศสมี University of Southern California ที่ประเทศอเมริกา University of Hertfordshire ที่ประเทศอังกฤษ RMIT ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเราเลือกฝรั่งเศสเพราะคิดว่าถ้าอนาคตจะไปเรียนต่อปริญญาโทอาจจะไปอเมริกาหรืออังกฤษ แต่คงไม่ไปฝรั่งเศสแน่ๆ เลยเลือกประเทศฝรั่งเศสสำหรับการแลกเปลี่ยนแทน และตอนนั้นชอบหนังสือของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ มีประโยคหนึ่งบอกว่า If you are lucky enough to have lived in Paris as a young man, then wherever you go for the rest of your life it stays with you, for Paris is a moveable feast. เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจไปปารีส เพราะอยากพิสูจน์ว่าจะจริงไหม

 

 

เรื่องหลักๆ ที่ต้องเตรียมตัวก่อนไปมีอะไรบ้าง?

ลงเรียนภาษาฝรั่งเศส เพราะถึงไม่ได้เรียนในห้องเรียนเป็นภาษาฝรั่งเศส แต่เราก็อยากจะเข้าใจอยู่ดีว่าเขาพูดอะไรกัน อย่างน้อยสั่งอาหารหรือถามทางจะได้เอาตัวรอด ส่วนที่พักเราให้คนรู้จักที่ฝรั่งเศสช่วยหาเพราะเดือนแรกอยากอยู่กับคนฝรั่งเศส เผื่อเขาจะแนะนำอะไรได้ เช่น ร้านอาหารที่อร่อยๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวชิคๆ ส่วนเดือนที่  2-4 ไปตายเอาดาบหน้า (ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง)  ก็ได้อยู่บ้านจากการแนะนำของคนไทยที่นู่น เดือนละ 37,000 บาท อยู่ตรงกลางเมืองย่าน Madeleine ห้องเล็กมาก แต่มีทุกอย่างครบ ห้องครัว ห้องน้ำ เครื่องซักผ้า ก่อนไปเราพยายามติดต่อคนไทยที่อยู่ที่นู่นไว้บ้าง เก็บเบอร์สถานฑูตเอาไว้ เพราะเราไปแบบไม่รู้จักใครเลย และเข้าร่วมกรุ๊ปเฟซบุ๊กนักเรียนไทยในปารีสค่ะ

 

สัปดาห์หนึ่งเรียนกี่ชั่วโมง เรียนเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง?

มหาวิทยาลัย SciencesPo ที่เราเลือกไปเรียนมีชื่อเสียงมากด้านการเมือง (Politics) ในขณะที่เราเรียนคณะนิเทศศาสตร์ วิชามันเทียบกันได้น้อย จึงลงได้แค่ 3 วิชาเท่านั้น แต่วิชาที่เรียนน่าสนใจมากๆ มีเรียนภาษาฝรั่งเศส เรียนวิชา Right or Wrong วิชานี้เด็กในคลาสจะถกกันเรื่อง Issue ในวันนั้นๆ ว่าถูกหรือผิด โดยอิงจากทฤษฎีปรัชญาที่ได้เรียนในห้องเรียน เพื่อนในคลาสเป็นเด็กแลกเปลี่ยนกันหมด มาจากอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ ปะปนด้วยคนเอเชีย และอีกวิชาคือ วิชาดูรูปถ่าย อันนี้เจอคัลเจอร์ช็อกอย่างแรง เพราะไม่เคยเรียนวิชาอะไรแบบนี้ที่จุฬาฯ เราเคยเรียนแต่วิชา Art Appreciation ให้จำรูปภาพว่าใครวาด วาดปีไหน แต่นี่จะเป็นแนววิจารณ์ภาพตามไอเดียของแต่ละคน คนในคลาสจะเป็นพวกเด็กแนวๆ เสนอความคิดแบบเด็กแนว มีครั้งหนึ่งเราก็ลองพูดมั่วๆ ปรากฏว่าได้รับคำชมเฉยเลย และก็เรียนวิชาภาษาฝรั่งเศส เป็นแบบ  Beginner เลย 

 

 

เวลาว่างจากการเรียนทำอะไรบ้าง 

เดินเล่นรอบเมือง เพราะปารีสคือเมืองที่น่าเดินเล่นที่สุด ปารีสเต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ ซึ่งนอกจากพิพิธภัณฑ์มีชื่อเสียงที่เราได้ยินชื่อบ่อยๆ อย่าง Lourve , Musee d'orsay, Palais de tokyo ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่ Niche มาก เช่น พิพิธภัณฑ์พัดลม พิพิธภัณฑ์โรแมนติก เราทำเป็นลิสต์ไว้ว่าที่ไหนเข้าฟรีวันไหนบ้างและมันตรงกับวันที่เราไม่มีเรียนไหม อยากไปให้ครบทุกที่ เพราะถ้าแค่มาเที่ยวปกติทั่วไปคงไม่ได้เที่ยวเจาะลึกขนาดนี้ และอย่างที่รู้กันดีว่าฝรั่งเศสนั้นมีดีเรื่องอาหาร ขนม เราจึงตะลุยกิน Pain au chocolat กับ Baguette แหลกลาน จนทำเป็น Top 5 ของร้านที่เราชอบที่สุดได้ และผลพลอยได้จากการตระเวนกินคือทำให้เราได้เดินเที่ยวในละแวกร้านขนม ซึ่งป็นย่านที่อาจจะไม่ได้ไปบ่อยๆ 

 

>> เคล็ดลับเที่ยวเมืองนอกสนุกแถมได้ความรู้ <<

 

 

กิจกรรมที่ชอบมากอีกอย่างหนึ่งคือการตามล่าโลเคชั่นหนังเรื่องโปรด ก็จะมีร้านหนังสือ Shakespeare and the company  จาก Before Sunset / Midnight in Paris สะพานจากหนังเรื่อง Inception ร้านกาแฟ ใน Amelie หรือครั้งหนึ่งเคยได้ถ่ายรูปกับร้านเหล้า ที่ Shakespere หรือ Monet เคยมาแฮงก์เอาท์ และก็มีไปตามล่าหลุมศพ Oscar Wilde ด้วยค่ะ รู้สึกดีมาก ถ้ามาเที่ยวกับทัวร์คงไม่ได้เที่ยวเจาะลึกขนาดนี้ 

 

ความดีงามของการไปแลกเปลี่ยนที่ปารีสคือมีงานคอนเสิร์ตบ่อยมาก วงที่ไม่น่าจะมาเมืองไทยแน่ๆ มาเล่นกันเยอะ ตอนนั้นเราได้ดูวงที่ชอบหลายวงมาก เช่น New Order, Alt+J, Radiohead, Two door Cinema Club ฯลฯ  ทุกคอนเสิร์ตที่กล่าวมานั้นเราต้องลุยเดี่ยว เพราะการหาเพื่อนไปดูคอนเสิร์ตที่จะไม่ทำให้เรานอยด์ค่อนข้างหายาก การดูคอนเสิร์ตที่นี่ช่วยเปิดโลกให้เรามาก เวลาคนที่นี่ดื่มคือดื่มจริงๆ ผู้หญิงซัดไวน์คนเดียวหนึ่งขวดรวดเดียว หลังจากนั้นก็คือเมาแก้บนหมดเลย ใช้ชีวิตกันสุดดี และเวลาเพลงที่มันส์ๆ ก็เอาละ ผลักกันแรงมาก สนุกนะ แต่ถ้าล้มขึ้นมาคือตายได้ เจ็บมากด้วย บางทีตอนแรกเรายืนอยู่หน้าสุดของเวที โดนผลักจนสุดท้ายมาอยู่แถวหลังสุดเฉยเลย สู้ไม่ได้ค่ะ แล้วไหนจะแก็งวัยรุ่นที่สะพายเป้เบียร์อีก เอาหลอดทะลุออกมาจากสายเป้เลย ดีงามมาก การดูคอนเสิร์ตคนเดียวที่ยุโรปคือความสุขที่สุดอีกอย่างของเรา ทำให้ค้นพบว่าเราสามารถเอนเตอร์เทนด้วยตัวเองได้นี่หว่า ฮ่าๆ อย่าคิดว่าเหงา ต้องลองค่ะ

 

 

ได้เรียนรู้อะไรจากการไปแลกเปลี่ยนครั้งนี้บ้าง 

1. การวางแผน เวลาเราอยู่เมืองไทยเราชิลล์ๆ ถ้าพลาดแพลนที่ตั้งไว้ก็มีแผนสองสามสี่ แต่นี่คุยก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ยกตัวอย่างเช่น การไปธนาคาร เวลาเปิด-ปิดของเขาจะไม่เหมือนกันในแต่ละวัน เราก็ต้องวางแผนหาข้อมูลล่วงหน้า ร้านอาหารบางร้านก็หยุดวัน-เวลาแปลกๆ ก็ต้องมีการแพลนทุกอย่างให้ดี จะไปไหนต้องคิดก่อน เอ๊ะ มันไปยังไง ต้องขึ้นรถไฟธรรมดา หรือ RER เราเคยนั่งรถไฟผิดหลุดไปนอกเมืองตอนเที่ยงคืน ซึ่งนั่นคือรถไฟเที่ยวสุดท้าย ตอนนั้นซิมมือถือก็ยังใช้ไม่ได้ กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้เราบอกกับตัวเองว่าต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตนะ ไม่งั้นถ้าตายหรือโดนลากไป กว่าจะมีใครรู้เรื่องก็คงหลายวัน

 

2. วัฒนธรรมน่าสนใจ เช่น คนฝรั่งเศสจะชอบนั่งกลางแจ้ง นั่งนอกร้านอาหาร นั่งเล่นนอนเล่นในสนามหญ้า ในสวนสาธารณะ ตอนนั้นเราก็นอนนะ อากาศเย็นสบายดี ทุกวันนี้ยังคิดถึงวัฒนธรรมการกินอาหาร หรือแม้กระทั่งความไม่ช่วยเหลือใคร ไม่ค่อยเฟรนด์ลี่กับใครของคนฝรั่งเศส (แต่ก็ดีนะ ไม่ต้องยุ่งอะไรกันมาก) เราก็ยังคิดถึง

 

3. การอยู่ตัวคนเดียวให้รอด ในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการโจรกรรม แต่ตลอด 4 เดือนเราไม่ทำอะไรหายเลยหรือโดนขโมยอะไรเลยสักอย่างเดียว รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ที่ดูและตัวเองได้ดีขนาดนี้ โดยแทบจะไม่ต้องพึ่งพาใครเลย รู้สึกเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากค่ะ 

ค้นหาคอร์ส

ฝรั่งเศส
ปริญญาตรี
เกี่ยวกับผู้เขียน

สุธาสินี จบนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณาและภาพยนตร์ หลงใหลการอ่านหนังสือ ชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม สนใจเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ ปัจจุบันทำงานเป็นนักเขียนอิสระและรับสัมภาษณ์บุคคล สนุกกับการดูซีรี่ย์และทดลองสูตรอาหารใหม่ๆ เมื่อมีเวลาว่าง

คำแนะนำเรื่องคอร์สและสถาบัน...

Sciences Po Paris