ขั้นตอนเรียนต่อ
ฮ่องกง: การหางานและอาชีพ

เรียนต่อฮ่องกง : ลับฝีมือสายวารสารศาสตร์ในฮ่องกง 2

2278

เรียนต่อฮ่องกง : ลับฝีมือสายวารสารศาสตร์ในฮ่องกง ตอนที่ 2

นั่งคุยกับน้องรัน(ต่อ) รันเรียนจบจาก Hong Kong Baptist Universityในโปรแกรม Master of Arts in International Journalism Studies ซึ่งเป็นโปรแกรมระดับปริญญาโทสั้นๆ เรียนเต็มเวลาแค่ 1 ปี เท่านั้น อันดับโลกของ HKBU นั้นแม้อาจจะไม่โดดเด่นเท่าไหร่ โดยอยู่อันดับที่ 111 จากการอันดับของ Times Higher Education ในปี 2010-2011 ซึ่งเป็นปีที่น้องรันเข้าศึกษาต่อ แต่ถ้าด้านชื่อเสียงทางด้านการผลิตบุคคลากรด้านข่าวนั้น HKBU ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับ 1 และเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางของคนฮ่องกง

HC : ชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนไทยในฮ่องกง มันเป็นยังไง ไป Hang out กันที่ไหน แล้วมีอะไรที่คิดว่า ดี สนุกและต่างจากการเรียนที่เมืองไทย หรือเมืองนอกที่อื่นตรงไหน

ชีวิตนักเรียนไทยรวมถึงตัวรันเองค่อนข้างที่จะเรียบง่าย คือ เรียน กิน ออกกําลังกาย กลับที่พัก โดยไม่มีความโอกาสที่จะทํางานหารายได้พิเศษเหมือน นักเรียนไทยคนอื่นๆที่ไปศึกษาต่อที่ สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย เพราะฮ่องกงนั้นมีจํานวนประชากรค่อนข้างสูง มีทั้งนักท่องเที่ยว และผู้ย้ายถิ่นฐาน ทั้งชาวฟิลิปปินส์ ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ แทบล้นเกาะฮ่องกงอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันนั้น นี่ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของฮ่องกง ที่ทําให้เกาะเล็กๆแห่งนี้กลายเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย (Multicultural City) ตัวรันเองถึงเพื่อนในห้องเรียนจะเป็นชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่ซะส่วนใหญ่ แต่พอได้ออกมาทํากิจกรรมข้างนอก โดยเฉพาะจากการเล่นกีฬาแบดมินตัน ซึ่งเป็นสิ่งที่รันชอบทําเวลาว่างเป็นประจํา หรือเรียกได้ว่าขาดไม่ได้เลย ก็ทําให้มีโอกาสได้รู้จักกับเพื่อนที่มีความหลากหลายในเชื้อชาติไม่ใช่แค่คนท้องถิ่นฮ่องกงมากมาย แต่รวมถึงเพื่อนๆชาวฝรั่งเศส เดนมาร์ก ฟิลิปปินส์ อินเดีย อีกหลายคนเลย


แต่กว่าจะได้มิตรภาพจากเพื่อนๆนานาชาติ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย ผ่านกีฬาแบดมินตันนั้นไม่ใช่ง่ายเลย เพราะการที่จะเข้าไปร่วมตีแบดกับเพื่อนๆเหล่านั้น จําเป็นต้องมีกระบวนการการจองพื้นที่ คล้ายๆกับการซื้อตั๋วจองที่ในโรงหนังยังไงยังงั้น ไม่ใช่เดินดุ่มๆเข้าไปขอเล่นด้วยได้แบบที่ในประเทศไทยทํากัน ด้วยที่มีกระบวนการซับซ้อนแบบนี้ รันเลยเขียนบล๊อก Sarunlee เกี่ยวกับการเล่นแบดมินตันในฮ่องกง(เป็นภาษาอังกฤษ) โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์สําหรับผู้ที่ชื่นชอบแบดมินตันเหมือนกัย โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ไม่รู้ภาษาจีนในฮ่องกงทุกคน

HC : พูดถึง Lifestyle ของการอยู่ที่ฮ่องกง มีอะไรที่เราควรเรียนรู้ และเรื่องที่คนทั่วไปอาจไม่เคยรู้
ทุกคนรู้ว่าฮ่องกงในเคยตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ เลยคิดว่าคนฮ่องกงทุกคนนั้นต้องพูดภาษาอังกฤษได้แน่ๆ ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริงเลย โดยเฉพาะผู้ที่สูงอายุซักหน่อย ถ้าเจอคนหน้าจีนๆแบบรันนี่ ใส่ภาษาจีนกวางตุ้งไฟแล็บกันเลยทีเดียว ใช่ครับ จีนกวางตุ้ง ไม่ใช่จีนแมนดาริน หรือจีนกลางนะ แถมแตกต่างกันมากในเรื่องของการออกเสียง ไม่ใช่ว่าคนฮ่องกงพูดจีนกลางไม่ได้ หลายๆคนพูดได้แต่เลือกที่จะไม่พูด เพราะพวกเขาค่อนข้างมีทันศนคติที่ไม่ค่อยดีกับคนจีนแผ่นดินใหญ่อยู่พอสมควร

ถ้า ไปถามพวกเขาว่าแล้วคนฮ่องกง ไม่ใช่คนจีนเหรอ บางคนจะตอบว่าไม่ใช่ทันที เหตุผลหลักๆที่พวกเขาไม่ค่อยชอบใจ คือมารยาทในที่สาธารณะชาวจีนแผ่นดินใหญ่ แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อนชาวจีนที่มาจากแผ่นดินใหญ่หลายคน เป็นคนจีนยุคใหม่ มารยาทไม่ได้แย่อย่างที่คิด   เอาเป็นว่าเรื่องนี้ทําให้ ภาษาจีนกลางที่รันมีอยู่ก็แทบหมดจะประโยชน์ไปในชีวิตประจําวัน ได้แค่ไว้ใช้คุยกับเพื่อนในห้องเรียนบ้างก็เท่านั้น

สิ่งที่อยากแนะนําสําหรับพี่ๆน้องๆเพื่อนๆที่ต้องการจะไปศึกษาต่อที่ฮ่องกงก็คือ ต้องเป็นคนปรับตัวได้เร็ว โดยเฉพาะเรื่องของภาษาจีนกวางตุ้งนั้นจําเป็น ถ้าไม่ได้ต้องเรียนรู้ ให้เร็ว ฟังเวลาคนอื่นสั่งอาหาร สั่งว่าอะไร ไม่งั้นจะอาจจะมีผลกับปากท้องของเราได้ อาจจะได้กินแมคโดนัลด์ทุกวันอะไรแบบนั้นฮ่าๆๆ จริงๆก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกครับ ทุกปัญหาก็ต้องมีทางออกเสมอ สั่งด้วยปากไม่ได้ ใช้ภาษานิ้ว จิ้มๆเอาก็ต้องได้เรื่องบ้างแหละ...อีกเรื่องที่อยากให้ทราบก็คือ คนฮ่องกงนั่นเป็นคนที่ทําอะไรรวดเร็วมากๆ เดินเร็ว เก็บชามเร็ว ชีวิตเร่งรีบ พูดจาเสียงดัง แต่มีระเบียบวินัยสุดๆ เข้าแถวขึ้นรถเมล์ ข้ามถนนตอนไฟแดงเท่านั้น นั่งรถเมล์อย่าเอาเท้าขึ้นมาบนเบาะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตามนะครับ ถ้าไปแหกกฎล่ะก็อาจจะโดนถ่ายรูปไปประจาน หรือถึงขั้นโดยปรับได้เลยนะจะบอกให้ กฎหมายเขาแรงจริงๆ บอกเลย

 

HC : เรื่องที่ต้องคิดวางแผนให้ดี ถ้าเลือกมาเรียนต่อฮ่องกง

สําหรับคนที่ต้องการจะศึกษาต่อที่ฮ่องกง อยากให้คิดถึงเรื่องเป็นส่วนสําคัญ โดยเฉพาะค่าที่พักที่แพงมากๆ เนื่องด้วยฮ่องกงนั้นมีพื้นที่ที่ค่อนข้างคับแคบ และจํากัด ตอนนั้นรันแอบโชคร้ายนิดนึงที่ไม่ได้ถูกจัดให้อยู่พักหอในของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะช่วยประหยัดได้มาก และสุดท้ายพักที่ เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ใกล้ๆแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังย่าน หม่งกก (Mong Kok) ที่ตกเฉลี่ยเดือนละ 30,000 บาท!!! สําหรับห้องเดี่ยว ที่เล็กแสนเล็ก เปิดประตูปุ๊บ เตียงอยู่ด้านซ้าย ห้องนํ้าอยู่ข้างขวา โต๊ะ เก้าอี้ วางอยู่ตรงกลางติดหน้าต่าง ทีวี LCD ขนาด 14 นิ้วติดผนัง แถมตู้เย็นมินิ 1 เครื่อง และที่แขวนเสื้อผ้าในห้อง แทบจะเรียกได้ว่าเหมือนอยู่ใน”กรง” ก็ไม่ผิด ส่วนค่าอาหารก็ตกประมาณมื้อละ 200 บาท ค่าเดินทางถ้าเป็นนักเรียนจะได้รับส่วนลดพิเศษจากรัฐบาลฮ่องกง ถึงแบบนั้นแล้วค่าใช้จ่ายรวมก็น้องๆกับการไปศึกษาต่อที่ อังกฤษ หรืออเมริกา เพราะค่าที่พักที่แพงหูฉี่นั่นเอง (ดูกราฟเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย 9 ประเทศ)


HC : ถ้าต้องแนะนำให้รุ่นน้องที่สนใจด้านนี้ หรือสนใจจะเรียนต่อที่ฮ่องกง จะบอกเค้าว่ายังไง ใครน่าจะเหมาะกับคอร์สนี้บ้าง

ส่วนโปรแกรม MA in International Journalism Studies ที่ Hong Kong Baptist University นั้นก็ต้องพึงพอใจเป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว และค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ปั้นนักข่าวมืออาชีพออกมาได้ อย่างมากมาย สําหรับผู้ที่สนใจในด้านสื่อสารมวลชนนี้ การมาเรียนที่นี่ก็คงไม่ผิดหวัง เพราะจะได้ฝึกทุกอย่างตั้งแต่ การหาแหล่งข่าว การเขียนข่าวโดยเฉพาะข่าวต่างประเทศ และข่าวเศรษฐกิจ การถ่ายภาพ การตัดต่อวีดีโอ และอื่นๆ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้หาทุนของที่นี่เพราะจะช่วยประหยัดไปได้มาก ลองอ่านได้จากที่นี่ ตัวรันเองไปด้วยทุนพ่อแม่ล้วนๆฮ่าๆๆ แต่ระหว่างเรียนอย่างน้อยก็คว้าทุนเรียนดีจากมหาวิทยาลัย มาช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้นิดหน่อยนะเออ แหะๆๆๆ (HC :แปะ แปะ แปะ นักเรียนไทยเก่งมากๆเลยค่ะ)

HC : จบด้านนี้มาแล้ว ทำงานอะไรได้บ้าง

การ เรียนด้าน Journalism หลักๆจบมา แน่นอนก็ต้องทํางานด้านการข่าว สื่อสารมวลชนแน่นอน แต่ก็ไม่ได้ถูกจํากัดแค่นั้น เพราะหลายๆคนก็ผลันตัวเองไปทํางานด้านการประชาสัมพันธ์ให้ กับบริษัทต่างๆก็ได้ เพราะมักจะได้ฐานเงินเดือนที่สูงกว่าการทําหน้าที่เป็นสื่อ ตัวรันเองจบมาจาก HKBU ก็ตั้งใจกลับมาเมืองไทยทํางานด้านสื่อต่อ แต่เพราะการได้เสนอฐานเงินเดือนที่ค่อนข้างตํ่ามากเท่าๆกับเงินเดือนขั้น ตํ่าของนักศึกษาปริญญาตรีจบใหม่ จากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษชั้นนําของไทยแห่งหนึ่ง ทั้งๆที่มีประสบการณ์ทํางานด้านข่าวแล้วถึง 2 ปี ก็เลยตัดสินใจโยกย้ายตัวเองมาทํางานที่ออกแนวพีอาร์ อย่างไรก็ตามความรู้ที่เรียนมาจากฮ่องกงก็ไม่ได้ต้องทิ้งไปซะทั้งหมด เพราะถึงจะทํางานสายนี้ ความรู้ด้านการข่าว การจับประเด็นข่าว ก็ยังจําเป็นมาก สําหรับ Journalist ที่มีประสบการณ์สูงๆด้วยแล้ว อาจจะรับงานโดยการเขียนวิเคราะห์สถานการณ์ เหตุบ้านการเมืองต่างๆ เป็นคอลัมนิสต์ หรือรับงานเป็นฟรีแล๊นซ์ ให้กับสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆเพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทางได้อีกด้วย

 

ขอบคุณน้องรันสำหรับข้อมูลมากเลยนะคะ

อ่านตอนที่ 1 สมัครเรียนและชีวิตนักเรียนไทยในฮ่องกง

ค้นหาคอร์ส

ฮ่องกง
ปริญญาโท
เกี่ยวกับผู้เขียน

สรันจบด้านภาษาจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และต่อโทวารสารศาสตร์ที่ Hong Kong Baptist University ปัจจุบันทำงานด้านPR แต่ก็ยังรับงานเขียนและงานแปล เวลาว่างชอบเล่น แบดมินตัน

คำแนะนำเรื่องคอร์สและสถาบัน...