ขั้นตอนเรียนต่อ
สวีเดน: ก่อนเดินทาง

20 เรื่องที่ควรรู้ก่อนย้ายไปเรียนต่อสวีเดน

752

การปรับตัวไม่ใช่เรื่องยาก หากเราเตรียมพร้อมข้อมูลต่างๆ ไว้ให้แน่นปึ้ก  ข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่จะช่วยให้การปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตและเรียนในสวีเดนของคุณง่ายขึ้น 

 

>> ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนต่อที่สวีเดน <<

 

1. ชาวสวีเดนชื่นชอบการดื่มกาแฟมาก

    ในประเทศสวีเดนมีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่เรียกว่า Fika ซึ่งมักจะดื่มกันในช่วงเช้าและบ่าย มีการหาขนมดีๆ มากินกับกาแฟและสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานด้วยความผ่อนคลาย ไม่ใช่แค่ดื่มเพื่อแก้ง่วงเท่านั้น ช่วงเวลาพักผ่อนแบบนี้แหละที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้ดีนักแล

 

2. ทุกที่ต้องต่อคิว

    ไม่ว่าจะในร้านขายยา หน่วยงานราชการ หรือแม้กระทั่งร้านขายเนื้อสัตว์ในท้องถิ่น แทบทุกที่ในสวีเดนจะมีหมายเลขบัตรคิวให้กับผู้มาใช้บริการเสมอ เวลาไปห้างร้านต่างๆ ก็อย่าลืมมองหาจุดรับบัตรคิวก่อนเป็นอันดับแรกนะ

 

3. พูดภาษาสวีดิชได้ก็ดีนะ

    ถึงแม้จะไม่สามารถสื่อสารภาษาสวีดิชได้ ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตในสวีเดนแต่อย่างใด เพราะคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในสถาบันการศึกษาสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อมีโอกาสได้มาเรียนต่อ ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่คุณจะได้ฝึกภาษาใหม่ๆ เพื่อเป็นทักษะติดตัว หากสนใจเรียนภาษาสวีดิชฟรี ติดต่อสมัครเรียนได้ที่หน่วยงาน SFI (Swedish For Immigrants) โดยลงทะเบียนผ่านเทศบาลเมืองท้องถิ่น

 

4. ชอปปิ้งให้เสร็จก่อน 17.00 น.

    ร้านรวงในประเทศสวีเดนจะปิดให้บริการค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะในหยุดสุดสัปดาห์ ถ้าเป็นตอนดึกๆ จะมีแต่ร้านในปั๊มน้ำมันเท่านั้นที่ยังเปิดอยู่ ชาวสวีเดนส่วนใหญ่เลิกงานประมาณห้าโมงเย็น ช่วงเวลาตั้งแต่ 17.00-18.30 น. ร้านค้าจึงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของก่อนกลับบ้าน ถ้าไม่อยากเบียดเสียดและต่อคิวยาวเหยียด ควรรีบมาชอปให้เสร็จก่อนที่ทุกคนเลิกงานจะดีกว่า

 

5. อาหารบางอย่างบรรจุอยู่ในหลอดยาสีฟัน

    อย่าแปลกใจถ้าพบเจออาหารเหลวข้นบางอย่าง เช่น ไข่ปลาคาเวียร์ มายองเนส มัสตาร์ด และอื่นๆ บรรจุอยู่ในแพ็กเกจที่หน้าตาเหมือนหลอดยาสีฟันเป๊ะ เพราะนั่นคือเรื่องปกติของสวีเดน และมันก็สะดวกดีนะ แค่หยิบขึ้นมาบีบเบาๆ คุณก็สามารถโปะคาเวียร์ลงบนไข่ต้มผ่าซีกได้เลย ไม่ต้องหาช้อนมาตักให้ยุ่งยาก

 

6. การเห็นพ่อบ้านเข็นทารกเดินเล่นเป็นเรื่องปกติ

    สวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นผู้นำด้านทัศนคติความเสมอภาคระหว่างเพศ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่บางครอบครัวผู้หญิงจะเป็นฝ่ายออกไปทำงานนอกบ้าน ส่วนผู้ชายกลับเป็นผู้ดูแลบ้านและเลี้ยงลูกแทน นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่ระบุว่าคู่สมรสสามารถลาหยุดงานได้ 480 วันเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับค่าจ้าง โดยวันลาสามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งพ่อและแม่ 

 

7. ชาวสวีเดนโปรดปรานกิจกรรมเอาท์ดอร์มาก

    ไม่ว่าแดดจะออก ฝนจะตก หรือหิมะโปรยปรายสักเพียงใด กิจกรรมเอาท์ดอร์ก็ยังเป็นสิ่งที่ชาวสวีเดนส่วนใหญ่ชื่นชอบ พวกเขารักการออกไปสูดอากาศสดชื่น ทิ้งตัวท่ามกลางธรรมชาติ และสะพายเป้ขึ้นหลังออกไปผจญภัยสุดๆ เลยล่ะ

 

8. หลายบริษัทหยุดทำงานในเดือนกรกฎาคม

    เดือนกรกฎาคมเป็นสุดยอดไฮซีซั่นของยุโรป เพราะฤดูร้อนจะมาเยี่ยมเยือนพร้อมอากาศอบอุ่น และช่วงเวลากลางวันที่แสนจะยาวนาน เหมาะแก่การออกไปท่องโลกกว้างเป็นที่สุด หลายๆ บริษัทและห้างร้านในสวีเดนจึงมักปิดทำการในเดือนนี้ เพื่อให้พนักงานได้พักผ่อนหย่อนใจชาร์จพลังก่อนจะกลับมาลุยงานต่อ พวกเขาลาพักร้อนติดกันได้นานถึง 4-6 สัปดาห์เชียวล่ะ ...น่าอิจฉาชาวสวีเดนเนอะ

 

9. Lagom

    ลา-กอม เป็นคำในภาษาสวีเดน มีความหมายว่าพอดีๆ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดในการดำเนินชีวิตตามแบบฉบับของชาวสวีเดนที่ให้ความสำคัญกับการมีสมดุลในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การออกแบบ การแต่งกาย การแสดงอารมณ์ และอื่นๆ อยากรู้ว่าทำไมชาวสวีเดนถึงบอกว่า Lagom is Best! ก็คงต้องลองไปสัมผัสวัฒนธรรมของพวกเขาดู

 

10. Melodifestivalen

    รายการประกวดร้องเพลงชื่อดังของสวีเดน ที่จัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคมของทุกปี เพื่อเฟ้นหาตัวแทนประเทศไปแข่งขัน Eurovision Song Contest การแข่งขันร้องเพลงชิงแชมป์ยุโรปในเดือนพฤษภาคม รายการนี้เขาจัดมายาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 โน่นเลย ถ้าอยากเมาท์มอยกับเพื่อนชาวสวีเดนรู้เรื่อง ไม่ควรพลาดชม Melodifestivalen นะคะ

 

11. อยากได้อะไรขอให้ไปอิเกีย

    มีร้านค้าเพียงไม่กี่แห่งในสวีเดนที่คุณจะสามารถหาซื้อเฟอร์นิเจอร์ราคาคุ้มค่าและอาหารได้ในเวลาเดียวกัน อิเกีย (IKEA) นี่แหละตัวเลือกที่คุ้มค่าสุดๆ แล้ว อิเกียหลายๆ สาขามีรถบัสบริการรับส่งฟรีจากใจกลางเมืองด้วย 

 

12. ถอดรองเท้าด้วย

    หลายประเทศในแถบยุโรปเราสามารถเดินเข้าไปในบ้านคนอื่นได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องถอดรองเท้า แต่ธรรมเนียมของชาวสวีเดนส่วนใหญ่มักจะถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน 

 

13. เตรียมรับมือกับฤดูหนาว

    สำหรับคนที่มาจากประเทศในเขตร้อนอย่างพวกเรา ฤดูหนาวถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวเยอะทีเดียว ส่วนใหญ่ฤดูหนาวของสวีเดนจะกินเวลาตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง -7 องศาเซลเซียส และมีช่วงเวลากลางวันที่สั้นกว่ากลางคืน ในทางตอนเหนือของประเทศสวีเดนบางปีฤดูหนาวอาจยาวนานถึงแปดเดือนและมีแสงแดดแค่สามชั่วโมงต่อวันเท่านั้น 

 

14. ตรงต่อเวลาเสมอ

    ชาวสวีเดนก็เหมือนชาวยุโรปในหลายๆ ประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องตรงต่อเวลามาก แม้กระทั่งการจิบกาแฟชิลล์ๆ อย่าง Fika ถ้ามีการนัดหมายเวลาไว้แล้วคุณก็ควรมาตามเวลาที่กำหนด ยิ่งถ้าเป็นการเดินทางหรือประชุมงานยิ่งไม่ควรสายอย่างเด็ดขาด เพราะการประชุมจะเริ่มตามเวลาทันที ถึงแม้ว่าคุณจะยังมาไม่ถึงก็ตาม 

 

15. รัฐบาลสวีเดนผูกขาดในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    ในร้านอาหารและบาร์ของสวีเดนมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เสิร์ฟไม่ต่างจากเมืองไทยค่ะ แต่ถ้าต้องการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับไปกินที่บ้าน จะต้องซื้อจากร้านที่เรียกว่า Systembolaget มีอยู่ประมาณ 400 สาขากระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ร้านเหล่านี้ผูกขาดกิจการโดยรัฐบาลสวีเดน และขายสินค้าให้กับผู้ที่อายุ 20 ปีขึ้นไปเท่านั้น รวมถึงไม่มีโปรโมชั่นส่งเสริมการขายใดๆ ทั้งสิ้น จุดประสงค์ก็เพื่อควบคุมปริมาณการดื่มไม่ให้มากจนเกินไป

 

16. อย่าลืมพกถุงไปซื้อของ

    เพื่อตอบสนองต่อนโยบายการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ร้านค้าส่วนใหญ่ในสวีเดนจึงคิดเงินค่าถุงกระดาษหรือถุงพลาสติก ทุกครั้งที่ไปซื้อของลูกค้าจึงควรพกถุงไปใส่ของเอง จะได้ประหยัดเงินและช่วยกันลดขยะให้แก่โลกใบนี้นะคะ

 

17. เทศกาลที่มาพร้อมอาหารพิเศษ

    แน่นอนว่าในเทศกาลสำคัญอย่างคริสต์มาส อีสเตอร์ มิดซัมเมอร์ และงานฉลองต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ (Walpurgis Eve) ชาวสวีเดนจะมีการกินเลี้ยงฉลองกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่นอกจากงานเหล่านี้ก็ยังเทศกาลพิเศษที่มีอาหารประจำเทศกาลโดยเฉพาะ เช่น Fat Tuesday (Fettisdagen) ที่พวกเขาจะกินขนม Semla อันอุดมไปด้วยไขมันและพลังงานสูงลิ่ว นอกจากนี้ก็ยังมี Waffle Day (Våffeldagen) ในวันที่ 25 มีนาคม และ Cinnamon Bun Day (Kanelbullens dag) ในวันที่ 4 ตุลาคม ซึ่งเราสามารถกินขนมแสนอร่อยที่เต็มไปด้วยไขมันและน้ำตาลได้ทั้งวันโดยไม่ต้องรู้สึกผิด

 

18. น้ำก็อกดื่มได้

    น้ำก็อกในสวีเดนสามารถดื่มได้โดยไม่เป็นอันตราย ช่วยให้ประหยัดเงินค่าน้ำดื่มและยังลดขยะขวดน้ำพลาสติกด้วย ได้ประโยชน์สองต่อเลย

 

19. Business Casual หมายถึง กางเกงยีนส์

    ปกติแล้วการแต่งกายแบบ Business Casual หรือชุดทำงานจะค่อนข้างดูเป็นทางการในระดับหนึ่ง แต่ที่สวีเดนคนส่วนใหญ่นิยมแต่งกายแบบง่ายๆ สบายๆ และดูไม่เป็นทางการมากจนเกินไปนัก อย่างเสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนส์ก็ถือว่าเป็นชุดที่ดูสุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับการมาทำงานแล้ว ยกเว้นในกรณีที่ติดต่อกับลูกค้าต่างชาติหรือประชุมอย่างเป็นทางการ พวกเขาถึงจะแต่งตัวแบบเต็มยศ

 

20. การศึกษาและบริการด้านสุขภาพในสวีเดนไม่ได้ฟรีทั้งหมด

    สวีเดนเป็นประเทศที่รัฐบาลเก็บภาษีในอัตราสูงและมีรัฐสวัสดิการหลายอย่างที่น่าพึงพอใจ แต่ก็ไม่ได้ฟรีไปหมดทุกอย่างนะคะ เวลาไปพบแพทย์จะมีค่าใช้จ่ายต่อปีสูงสุดไม่เกิน 1,100 SEK ส่วนในด้านการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ถ้าเป็นคนที่ถือสัญชาติ EU/EEA หรือสวิตเซอร์แลนด์จะได้รับสิทธิ์เรียนฟรี ส่วนนักศึกษาจากชาติอื่นๆ มีค่าธรรมเนียมประมาณ 80,000 - 140,000 SEK ต่อปี  

 

ที่มา : sweden.se/society/20-things-to-know-before-moving-to-sweden
โดย Lola Akinmade-Åkerström นักเขียนและช่างภาพอิสระที่อาศัยอยู่เมืองสต็อกโฮล์ม

ค้นหาคอร์ส

สวีเดน
ปริญญาโท
เกี่ยวกับผู้เขียน

สุธาสินี จบนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณาและภาพยนตร์ หลงใหลการอ่านหนังสือ ชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม สนใจเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ ปัจจุบันทำงานเป็นนักเขียนอิสระและรับสัมภาษณ์บุคคล สนุกกับการดูซีรี่ย์และทดลองสูตรอาหารใหม่ๆ เมื่อมีเวลาว่าง