ขั้นตอนเรียนต่อ
สหราชอาณาจักร: ข่าวล่าสุด

อธิบาย Brexit การแยกตัวของอังกฤษ UK จากสหภาพยุโรป EU และผลกระทบด้านธุรกิจและการศึกษาต่อ

12702

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา ผลการทำประชาติมติครั้งประวัติศาสตร์ของอังกฤษได้ออกมาเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า คะแนนเสียงที่โหวตให้อังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือ อียู (EU) เป็นฝ่ายเฉือนชนะไปด้วยคะแนน 51.9% ส่วนฝ่ายที่โหวตให้อยู่ต่อมีคะแนนเสียงอยู่ที่ 48.1% เรียกว่าสูสีจนลุ้นกันหืดขึ้นคอเลยทีเดียว เป็นการโหวตที่มีผู้มาใช้สิทธิ์ 33.55 ล้านคน คิดเป็น 71.8% ของผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องภายในประเทศเท่านั้น เพราะอังกฤษคือประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับห้าของโลก แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้จึงกระทบไปถึงสภาวะเศรษฐกิจโลกเข้าอย่างจัง  

สหภาพยุโรปคืออะไร?

สหภาพยุโรป (European Union) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ‘อียู’ (EU) คือสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จุดประสงค์หลักก็เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันอียูประกอบไปด้วย 28 ประเทศ  โดยสหราชอาณาจักร (UK) หรือที่คนไทยส่วนใหญ่เรียกกันว่า ‘อังกฤษ’ เข้าร่วมเป็นสมาชิกอียูมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 ภายในสหภาพยุโรปมีรัฐบาลกลางและสภายุโรปทำหน้าที่ออกกฎหมายบางอย่างเพื่อ บังคับใช้ร่วมกัน มีการกำหนดสกุลเงินยูโรขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้ใช้กันทุกประเทศ มี 19 ประเทศที่ใช้เงินยูโร ส่วนบางประเทศยังใช้สกุลเงินของตัวเองเหมือนเดิม อย่างอังกฤษก็ยังคงใช้เงินปอนด์และไม่ได้เข้าร่วมวีซ่าเชงเก้น 

 

Brexit vs. Bremain

สองคำนี้เป็นคำสั้นๆ ที่ใช้อธิบายถึงสถานการณ์การตัดสินใจแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ โดยคำว่า Brexit มาจากคำว่า Britain บวก exit ใช้เรียกแทนฝ่ายที่สนับสนุนให้อังกฤษแยกตัว ส่วน Bremain มาจากคำว่า Britain บวก remain ใช้เรียกแทนฝ่ายที่สนับสนุนให้อังกฤษเป็นสมาชิกอียูต่อไป ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีคำว่า Grexit ปรากฏอยู่ตามหน้าข่าวตอนที่ประเทศกรีซเกิดวิกฤติหนี้อย่างหนักและมีข่าวว่า อาจจะออกจากยูโรโซน

Brexit map
Brexit Map

 

ทำไมคนอังกฤษ 51.9 % ถึงโหวตให้แยกตัวออกจากอียู?

ฝ่ายที่สนับสนุนการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปให้เหตุผลว่า อังกฤษต้องเสียผลประโยชน์หลายอย่างให้กับอียู เช่น ต้องจ่ายเงินค่าบำรุงสมาชิกแต่ละปีสูงถึง 20,000 ล้านปอนด์ อีกทั้งยังต้องรับผู้อพยพและผู้ลี้ภัยเข้ามาในประเทศตามนโยบายของอียู และสูญเสียอำนาจอธิปไตยในการบริหารประเทศเพราะต้องปฏิบัติตามนโยบายที่กำหนดขึ้นโดยสภายุโรป ปัจจัยเหล่านี้ก็เป็นประเด็นหลักๆ ที่ฝ่าย Brexit หยิบยกขึ้นมาให้เหตุผล

 

ทำไมคนอังกฤษ 48.1 % ถึงโหวตให้เป็นสมาชิกอียูต่อไป?

สถิติที่น่าสนใจในการลงประชามติครั้งนี้คือ ถ้านับคะแนนเสียงเฉพาะในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นเมืองศูนย์ทางเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พบว่ามีผู้โหวตให้อังกฤษยังคงเป็นสมาชิกอียูต่อไป 59.9% ส่วนใหญ่กลุ่มที่อยากให้อยู่ต่อจะคำนึงถึงผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะถ้าออกจากอียูจะทำให้เงื่อนไขการค้าแบบเสรีระหว่างอังกฤษกับอียูสิ้น สุดลง และต้องเริ่มต้นเจรจากับประเทศคู่ค้าใหม่ในอียูทั้งหมด รวมถึงมีอำนาจต่อรองในเวทีโลกน้อยลงเนื่องจากไม่มีอียูคอยหนุนหลังอีกต่อไป  

 

เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากผลประชามติออกมาเป็นเอกฉันท์?

  • เดวิด คาเมรอน ผู้นำฝ่ายสนับสนุนให้อังกฤษยังคงอยู่กับอียู ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ แต่ก็ยังคงรักษาการณ์ในหน้าที่ต่อไปจนกว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะเสร็จสิ้น
  • เงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างชัดเจน โดยมีค่าลดลง 9% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 31 ปี เนื่องจากภาคธุรกิจชะงักและหวั่นกลัวกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากผลการโหวต
  • ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความผันผวน เป็นผลกระทบมาจากการการหวาดกลัวกับการเปลี่ยนแปลง
  • ประเทศสก็อตแลนด์ซึ่งมีคะแนนเสียงโหวตให้อยู่ในอียูต่อ 62% ส่งสัญญาณว่าอยากออกจากการเป็นสมาชิกสหราชอาณาจักรเพื่อเป็นสมาชิกสหภาพ ยุโรปต่อไป
  • ขณะนี้อังกฤษยังเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอยู่เหมือนเดิม และจะเป็นไปจนกว่ากระบวนการถอนตัวจะเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณสองปีหรืออาจมากกว่านั้น เนื่องจากมีสนธิสัญญาและข้อตกลงด้านอื่นๆทีUKทำไว้กับสหภาพยุโรปที่ต้องแก้ไข แต่ภาคธุรกิจ การเงิน และการเมืองจะต้องตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอนไปอีกพักใหญ่เลยทีเดียว

 

ผลกระทบต่อภาคการศึกษาโดยรวม

ในมุมของผลกระทบที่มีต่อภาคการศึกษา นางจูเลีย กูดเฟลโลว์ ประธาน Universities UK ให้ความเห็นว่าการออกจากสหภาพยุโรปนับเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างยิ่งของมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร (UK) สิ่งแรกที่รัฐบาลควรเร่งจัดการคือการให้ความมั่นใจว่าบุคลากรและนักศึกษาจาก ยุโรปจะยังสามารถทำงานและศึกษาต่อใน UK ได้ ในขณะเดียวกันนักวิจัยและนักศึกษาของ UK เองก็ไม่ควรถูกจำกัดการเข้าถึงโอกาสที่จะได้แสวงหาความรู้ในยุโรปและการสร้างเครือข่ายใหม่ทั่วโลก

 

มหาวิทยาลัยหลายแห่งใน UK ต้องทำการประชาสัมพันธ์เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักศึกษา ทั่วโลกว่า นโยบายด้านการศึกษาของ UK ยังคงเปิดกว้างและพร้อมต้อนรับนักศึกษาต่างชาติ เช่นเดิม ซึ่งถือว่าเป็นงานยากทีเดียว ในเบื้องต้นมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น  University of Reading ได้ออกประกาศว่า นักศึกษาจากสหภาพยุโรปที่กำลังจะลงทะเบียนเรียนในเดือนกันยายน ค.ศ. 2016 ยังคงได้รับสิทธิ์ในการจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาเท่าเดิม ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายใดๆ ออกมาจากรัฐบาลก็ตาม

 

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยใน UK หลายแห่งมีองค์กรจากประเทศสหภาพยุโรปเป็นพันธมิตร หลายๆ โครงการที่ทำร่วมกันล้วนแต่เป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งในระยะยาวก็คงต้องมีการเจรจาต่อรองกันต่อไปว่าการจัดการแบบใดจะเป็น ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษาจากสหภาพยุโรปและโครงการความร่วมมือต่างๆ ซึ่งเป็นกรณีเดียวกับทางภาคธุรกิจที่ต้องค่อยๆปรับเปลี่ยนไป

 

กระแส การต่อต้านชาวต่างชาติใน UK ที่รุนแรงขึ้นหลังการลงประชามติ ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักศึกษาต่างชาติลังเลที่จะเลือกไปเรียนต่อที่ นั่น และทำให้อังกฤษมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมการสอนภาษา อังกฤษ (ELT - English Language Training) ให้กับประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากรัฐบาลออสเตรเลียให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้อย่างแข็งขันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ในปีค.ศ. 2011 ประเทศอังกฤษมีส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมนี้อยู่ที่ 49% แต่ในปีค.ศ. 2015 กลับลดลงเหลือ 43% ทั้งที่ประเทศอังกฤษเป็นถิ่นกำเนิดของภาษาหลักที่ใช้กันทั่วโลก

 

หากไม่มีการจัดการในเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ก็มีความเป็นไปได้ว่าความผันผวนของสถานการณ์ในปัจจุบันจะยิ่งทำให้นักศึกษา จากนานาชาติเกิดความลังเลใจที่จะมาเรียนภาษาหรือเรียนต่อในระดับปริญญาที่ อังกฤษเพิ่มมากขึ้น

 

ผลกระทบต่อภาคการศึกษาของประเทศนอก EU

ผลกระทบระยะสั้นของประเทศที่อยู่นอกกลุ่มสหภาพยุโรปอย่างประเทศไทย คงเป็นเรื่องของค่าเงินที่อ่อนตัวลงอย่างเฉียบพลัน ส่วนผลกระทบในระยะยาวจริงๆคงต้องมองภาพระยะยาวย้อนไปถึงการเปลี่ยนกฎหมายการเข้าเมืองและกฎวีซ่า ซึ่งตลอดสองปีที่ผ่านมา ทางรัฐบาลเดวิด คาเมรอนได้ปรับให้เข้มงวดขึ้น รวมทั้งลดสิทธิประโยชน์ที่นักเรียนต่างชาติเคยได้รับ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนกฎวีซ่านักเรียน)

อย่างที่รู้กันว่ารัฐบาลชุดนี้พยายามปรับกฎหมายให้รัดกุมขึ้นเพื่อลดจำนวนของชาวต่างชาติใน UK มาตลอด เช่น การยกเลิก Tier 1 Post study work , การสมัครสอบ IELTS UKVI ,การเปลี่ยนกฎวีซ่านักเรียนโดย UKBA ในปีที่ผ่านมา และการจ่ายค่าธรรมเนียม NHS ฯลฯ

 

การลาออกของนายเดวิด คาเมรอน อาจนำมาซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงหากนายกคนใหม่มีแนวคิดที่เปิดกว้างเรื่องแรงงานต่างชาติ มองในแง่ดีที่ไทยก็ยังไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนอกจากค่าเงิน ใครกำลังสมัครเรียนก็เฮ ค่าเงินถูก และคงต้องเฝ้าดูกันต่อไปว่า Eprisod ต่อไปของ UK จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

 

ค้นหาคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ EFL ในสหราชอาณาจักร

ค้นหาคอร์ส

สหราชอาณาจักร
โดยระดับการศึกษา*
เกี่ยวกับผู้เขียน

สุธาสินี จบนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณาและภาพยนตร์ หลงใหลการอ่านหนังสือ ชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม สนใจเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ ปัจจุบันทำงานเป็นนักเขียนอิสระและรับสัมภาษณ์บุคคล สนุกกับการดูซีรี่ย์และทดลองสูตรอาหารใหม่ๆ เมื่อมีเวลาว่าง

ฟรี

คู่มือเรียนต่ออังกฤษ

เรื่องอื่นๆที่ไม่ควรพลาด ในเล่มเราได้รวบรวมบทความที่สำคัญเกี่ยวกับเรียนต่ออังกฤษอาไว้ทั้งหมด

คำแนะนำเรื่องคอร์สและสถาบัน...

University of Reading