ขั้นตอนเรียนต่อ
สหราชอาณาจักร: เมื่อมาถึง

8 ที่เที่ยวในอังกฤษที่นักเรียนไทยไม่รู้จัก

ถ้าคุณเคยไปยืนถ่ายรูปกวน ๆ กับ guard ที่พระราชวัง Buckingham, ไปปีนเขาที่ Snowdon หรือไปเดินเล่นริมชายหาดกันมาหมดแล้ว จะทำอะไรกันต่อดีล่ะ? เริ่มตั้งแต่การแข่งขันมอเตอร์ไซต์สุดหวาดเสียวไปจนถึงเมืองในภูเขาที่เหมือนหลุดออกมาจากหนังสือ Lord of the Rings

344

 

1. ดูม้าที่ Scotland’s Common Ridings

 

Common Ridings ที่เมืองชายแดนของสกอตแลนด์อย่างเมือง Hawick, Selkirk, Jedburgh และ Lauder คือการแสดงการขี่ม้าที่ไม่เหมือนใครซึ่งรวมเอาความอันตรายแบบการวิ่งกระทิงที่เมือง San Fermin และเทศกาลการดื่มฉลองของ Oktoberfest ที่เมืองมิวนิกเข้าด้วยกันค่ะ นับแต่วินาทีแรกของแสงตะวันในวันใหม่ ขบวนม้าพร้อมทั้งวง fife และเสียงกลองที่ดังกึกก้องจะเดินพาเรดไปทั่วทั้งถนนเพื่อปลุกผู้คนให้ตื่นขึ้นมา มันคือสัญญาณที่บอกให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่ผับซึ่งเปิดตั้งแต่หกโมงเช้าเพื่อกินอาหารพื้นเมืองอย่าง “Curds and Cream” (รัมและนมสด) ค่ะ เมื่อการปลุกใจเป็นไปอย่างพอสมควรแล้ว ผู้คนกว่า 200 คนก็จะขึ้นไปนั่งบนหลังม้าและควบออกไปด้วยความเร็วสูงสุดบนถนนแคบ ๆ รอบเมืองโบราณแห่งนี้ ก่อนที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่สนามเพื่อแข่งขันกันต่อค่ะ

 

ก่อนถึงช่วงเวลาเย็นผู้ชมและนักขี่ม้าก็จะพากันโซเซกลับเข้าสู่ Hawick เพื่อมาดื่มและพูดคุยกันต่อที่ผับ เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านเที่ยงคืนไปสักพักเพื่อน ๆ อาจต้องพาตัวเองออกมาจากผับ ซึ่งหลังจากนั้นเพื่อน ๆ จะมีเวลานอนหลับตาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เพราะเสียงกลองและวง fife จะดังกึกก้องขึ้นอีกครั้งนึงและมันก็ถึงเวลาที่จะทำทุกอย่างที่เราเล่ามาซ้ำอีกรอบค่ะ

 

 

 

 

2. ชม Middle Earth ในไอร์แลนด์เหนือ

 

ภูเขานี้ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมืองริมทะเลของ Newcastle ดูเหมือนยักษ์ตัวใหญ่ นั่นรวมไปถึง Slieve Donard ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดราว 3,000 ฟุต ซึ่งอยู่เหนือหาดทรายของชายฝั่งอ่าว Dundrum ด้วยค่ะ ยอดเขา Donard เป็นเพียงหนึ่งในมากกว่า 20 ยอดเขาของเทือกเขา Mourne Mountains (ภูเขาแกรนิต) ในเมือง County Down ซึ่งยอดเขาอื่นรอบ ๆ Donard ก็มีความสูงมากกว่า 2,000 ฟุตเลยทีเดียวค่ะ

 

เทือกเขาเหล่านี้รวมตัวกันในความกว้างแค่ 7 ไมล์และความยาวประมาณ 14 ไมล์ มันเลยถูกมองข้ามไปอย่างไม่น่าเชื่อ การเดินเท้าไปบนทางที่ไม่มีถนนตัดผ่านและได้ชมวิวธรรมชาติที่งดงามจะทำให้เพื่อนรู้สึกเหมือนได้เจอกับ Oasis บนภูเขาสูงเลยล่ะค่ะ พื้นที่แห่งความบริสุทธิ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนต์ Finian’s Rainbow และดินแดน Middle Earth ที่อ้างอิงจากหนังสือของ J. R. R. Tolkien ค่ะ นี่คือเมืองโบราณและสุสานก่อนประวัติศาสตร์ของผู้นำชาวไอริชในสมัยก่อนที่เพื่อน ๆ ควรจะไปเยี่ยมชมสักครั้งนะคะ

 

 

3. ปั่นจักรยานเสือภูเขาบนเส้นทางระดับโลกในเวลส์

 

ไม่บ่อยนักที่ภูเขาเล็ก ๆ ในเวลส์จะสามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่าง Alps หรือ Rockies ได้ แต่เมื่อพูดถึงการปั่นจักรยานเสือภูเขาแล้ว เส้นทางที่วิ่งผ่านยอดหินสูงชันของ Snowdonia ซึ่งเป็นทุ่งที่มีต้นไม้เตี้ย ๆ ของภูเขา Cambrian บวกกับหุบเขาสีเขียวที่กว้างใหญ่ทางตอนใต้ของเวลส์ก็ดูจะเป็นคู่ตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าเยอะเลยนะคะ ยิ่งไปกว่านั้นสมาคมจักรยานเสือภูเขานานาชาติยังยกย่องให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายระดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วยค่ะ

 

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเส้นทางปั่นจักรยานเสือภูเขานี้ได้ถูกสร้างขึ้นตลอดทั้งประเทศ เพื่อเตรียมต้อนรับการแข่งขันระดับโลกที่จะเกิดขึ้นสำหรับผู้เข้าแข่งขันระดับเริ่มต้นไปจนถึงนักแข่งจักรยาน downhill ชั้นนำโลกเลยค่ะ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือมันเริ่มตั้งแต่เส้นทางเล่นระดับแบบนิ่ม ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยใช้สำหรับอุตสาหกรรมหนักของหุบเขาทางตอนใต้ของเวลส์ ไปจนถึงเส้นทางเดี่ยวอันแสนขรุขระ สูงชัน และเต็มไปด้วยรากไม้ซึ่งวิ่งผ่านเงาทึบของเนินเขาทางตอนเหนือของเวลส์ นี่คือภูเขาสำหรับการปั่นจักรยานที่สมบูรณ์แบบค่ะ

 

 

 

 

4. ค้นหาชายหาดที่ลึกลับที่สุดของเกาะบริเทนในสกอตแลนด์

 

แหลม Wrath คือชื่อที่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับธรรมชาติที่งดงาม แผ่นดินและทะเลที่สวยจนไม่น่าให้อภัย ในความเป็นจริงชื่อ Wrath แสดงถึง “จุดเปลี่ยน” ของภาษาและวัฒนธรรม Old Norse (ภาษากลุ่มสแกนดิเนเวียในช่วงศตวรรษที่ 9-13) และชนเผ่าไวกิ้งที่เกี่ยวข้องกับรั้วที่ล้อมสูงรอบแหลมที่อยู่สุดมุมตะวันตกเฉียงเหนือแห่งนี้ของประเทศสกอตแลนด์ในฐานะจุดเริ่มต้นของการเดินทางทางทะเลค่ะ และนั่นก็แปลว่าพวกเขาคือนักเดินทางกลุ่มแรกที่ได้สัมผัสกับมนต์เสน่ห์ของอ่าว  Sandwood ที่กินพื้นที่ตลอดชายฝั่งของแหลมแห่งนี้ค่ะ

 

นี่คือหาดทรายที่อยู่ไกลที่สุดของสหราชอาณาจักร ขนาบข้างด้วยภูเขาทรายลูกใหญ่และการเคลื่อนไหวของอ่าวอันแวววาว อีกทั้งยังมีชายหาดเรียบ ๆ ที่สวยงามอย่างคาดไม่ถึงค่ะ และมันก็ถูกขัดเกลาโดยคลื่นทะเล Atlantic อย่างต่อเนื่อง สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ห่างออกจากตัวเมืองของสกอตแลนด์อย่างสิ้นเชิงค่ะ แม้แต่ในวันที่ฟ้าเปิดที่สุดของฤดูร้อน เมื่อกลุ่มเมฆได้แข่งกันทอดทับชายฝั่ง เพื่อน ๆ จะไม่มีทางถูกรบกวนโดยแขกไม่ได้รับเชิญอย่างนกอีก๋อยเลยค่ะ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเพื่อน ๆ จะอยู่คนเดียวจริง ๆ หรอกนะคะ เพราะเขาว่ากันว่าเรือใบขนาดใหญ่ที่ใช้กันในช่วงศตวรรษที่ 15 ถึง 18 ได้ถูกฝั่งอยู่ใต้พื้นทรายแห่งนี้พร้อม ๆ กับรูปปั้นของนางเงือก โจรสลัดจอมโหด และลูกเรือขี้บ่นนับตั้งแต่ช่วงแรกที่ผู้คนเริ่มเข้าไปที่สถานที่แห่งนี้เลยล่ะค่ะ

 

 

5. สัมผัสสวรรค์บนดินใน Cornwall

 

พื้นที่ดินเหนียวที่ไม่ได้ใช้งานแห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นสถานที่แปลกประหลาดเกินกว่าจะเป็นสวรรค์บนดินที่มีระบบนิเวศน์ของตัวเองในสหราชอาณาจักรได้ แต่ทุกสิ่งเกี่ยวกับโปรเจค Cornwall’s Eden นี้ก็ดูไม่ธรรมดาเลยทีเดียวค่ะ เริ่มตั้งแต่แนวคิดของการสร้างระบบนิเวศน์ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของชีวิตของพืชในโลกนี้ผ่านทางสิ่งประดิษฐ์เชิงนวัตกรรมอย่างกระเปาะกลมขนาดยักษ์จำนวนมากที่ดูเหมือนเอเลี่ยน และยังมีสิ่งประดิษฐ์รูปร่างคล้ายกับพื้นผิวของโลกที่ถูกบีบขึ้นเป็นเหมือนทางลาดของภูเขาไฟอีกด้วยค่ะ นักออกแบบได้คิดและสร้างสรรค์ผลงานทั้งหมดนี้ไว้เป็นอย่างดี

 

ป่าขนาดใหญ่ที่ถูกตั้งชื่อว่า Rainforest Biome ถือเป็นเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมันจะถูกรักษาอุณหภูมิไว้ที่ 30°c ตลอดเวลา นอกจากนั้นมันยังมีไม้เลื้อยและบ้านต้นไม้ที่สูงตระหง่านกว่า 160 ฟุต ซึ่งภายในสถาปัตยกรรมเขตร้อนนี้ เพื่อน ๆ จะสามารถเจอได้ตั้งแต่ต้นกาแฟที่กำลังเติบโตไปจนถึงการขายกล้วยเลยล่ะค่ะ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเพิ่มผลผลิตและหาทางรักษาให้กับโรค leukaemia ค่ะ และยังมีงานศิลปะขนาดจริงอย่างบ้านป่าไผ่มาเลเซียรวมถึงสะพานระหว่างต้นไม้ที่สวยงามที่มีชื่อว่า Canopy Walkway อีกด้วยค่ะ

 

 


 

6. ออกไปลุยกับ Highland Games

 

ฤดูร้อนเป็นสัญญาณของการเริ่มต้น Highland Games และไม่ใช่เฉพาะแค่ที่ Highlands เท่านั้นนะคะ แต่เป็นทั่วทั้งสกอตแลนด์เลยค่ะ ตั้งแต่หมู่บ้านที่เล็กที่สุดไปจนถึงงาน Giant Cowal Highland Gathering ในเมือง Dunoon ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 20,000 คน ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองอาจจะไม่ค่อยสนุกกับไอเดียการเต้นรำพื้นเมืองกลางแจ้งของชาวสกอตนัก แต่เพื่อน ๆ จะต้องหลงรักสุนัขฝึก, แผงขายขนมหวาน หรือสรรพสัตว์น่ารักตัวอื่น ๆ มากกว่า Caber toss (โยนลำต้นของต้นไม้) อย่างแน่นอนค่ะ พูดได้ว่า Highland Games คือสวรรค์ของเด็ก ๆ นั่นเอง

 

จุดกำเนิดของเกมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวสกอตเหล่านี้อยู่ในรูปของการแข่งขันและการโชว์พละกำลังของผู้ชายอกสามศอกนั่นเองค่ะ มันเริ่มตั้งแต่การโยนลำต้นของต้นไม้ไปจนถึงการขว้างขวานและหิน อีกทั้งยังมีการโยนกองฟางข้าวลงหลุมที่ขุดไว้อีกด้วยค่ะ ส่วนเพลงและการเต้นรำก็ถูกผนวกเข้ามาในเกมนี้ด้วย พร้อมกับวงปี่สกอตและนักเต้นสาวสวย ดังนั้นเพียงแค่เพื่อน ๆ แต่งกายด้วยเสื้อกั๊ก, กระโปรงสั้นพับจีบลายสกอต และถุงขนสัตว์คู่ยาว แล้วเต้น Sword dances and reel เพื่อน ๆ ก็จะดูเหมือนชาวสกอตตัวจริงในทันทีเลยล่ะค่ะ

 

 

7. เข้าร่วมเทศกาล Bonfire Night สุดบ้าคลั่งในเมืองอันแสนสงบ Lewes

 

ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายนเพื่อน ๆ จะได้พบกับเทศกาล Bonfire Night สุดประหลาดของชาวอังกฤษที่ไม่มีความรับผิดชอบที่สุด ไม่เป็นระเบียบที่สุด และอันตรายที่สุดค่ะ หุ่นคนจะถูกเผาขึ้นที่สวนหลังบ้านและพลุจะถูกยิ่งขึ้นท้องฟ้าทั่วทั้งเมืองแห่งการค้าที่แสนสงบอย่างลูอิส ถ้าเพื่อน ๆ ยังไม่เคยสัมผัสกับเทศกาลนี้ก็ให้ลองจินตนาการดูถึงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นหากวันฮาโลวีนและวันมาดิกราส์ (Mardi Gras วันอังคารก่อน Ash Wednesday) เกิดมาจัดขึ้นในวันเดียวกันดูนะคะ

 

ควันไฟที่ลอยกรุ่นอยู่ในอากาศตลอดช่วงเย็นได้ทำให้ถนนที่แคบและสูงชันของเมืองลูอิสดูน่าขนลุกจนดูคล้ายกับยุคกลางเลยทีเดียวค่ะ เมื่อความมืดค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาก็ถึงเวลาของขบวนคบเพลิงที่จะมาเติมเต็มถนนแห่งนี้ เพื่อมุ่งหน้าไปสู่แม่น้ำ Ouse จากนั้นชาวเมืองจะเขวี้ยงถังบาร์เรลน้ำมันดินลงไปในแม่น้ำก่อนที่จะแยกย้ายกันไปตามทางของตนเองเพื่อเติมฟืนให้กับคบเพลิงของตัวเองอีกครั้งค่ะ

 

ลืมเรื่องเบอร์เกอร์แย่ ๆ กับการแสดงดาษดื่นและดอกไม้ไฟเล็ก ๆ ที่น่าสงสารไปได้เลยค่ะ แล้วขอต้อนรับเข้าสู่งานปาร์ตี้ดอกไม้ไฟที่แท้จริง เพราะ Lewes คือที่สุดของ Bonfire Night!

 

 

 

 

8. เดินเล่นในตลาดที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษที่เมือง Birmingham

 

เพื่อน ๆ จะได้พบกับสีสันและความโกลาหลของร้านค้าที่แข่งขันกันขายของอย่างบ้าคลั่งที่ตลาด Bull Ring ในเมือง Birmingham ค่ะ นอกจากนั้นยังมีกลิ่นคาวของอาหารทะเลสด สีของจิวเวอร์รี่ และลวดลายต่าง ๆ บนผ้าผืนนุ่มบวกกับเสียงอึกทึกของพ่อค้าแม่ค้าที่แผดเสียงขายของพร้อมกับโปรโมชั่นสุดพิเศษที่งัดกันออกมาเพื่อจะได้ทำการปิดการขายของตัวเองให้สำเร็จอีกด้วย

 

เมื่อประมาณ 850 ปีก่อนเมือง Birmingham กลายเป็นหนึ่งในเมืองแรก ๆ ของอังกฤษยุคกลางที่มีการจัดตั้งตลาดประจำสัปดาห์อย่างถูกกฎหมายขึ้น ตลาดแห่งนี้มีชื่อว่า Bull Ring ในสมัยนั้นมีการขายข้าวของเครื่องใช้อย่างหลากหลายทั้งที่ทำจากหนังแท้ไปจนถึงเหล็กกล้า และมันก็กลายเป็นชุมชนของชาว  Anglo-Saxon ในศตวรรษถัดมา ถึงแม้ว่าเมือง Birmingham จะเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่ยุคกลาง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยเปลี่ยนไปเลยก็คือ เสียง ความตื่นเต้นและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในตลาด Bull Ring แห่งนี้ค่ะ ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อน ๆ ยังจะสามารถหาซื้อของได้ตั้งแต่เคสโทรศัพท์มือถือเรืองแสงและชุดซุปเปอร์ฮีโร่สุดเท่ไปจนถึงเนื้อสดและผักผลไม้เลยล่ะค่ะ

 

ค้นหาคอร์ส

สหราชอาณาจักร
ปริญญาตรี
เกี่ยวกับผู้เขียน

จบการศึกษาด้านสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย เคยทำงานด้านอีเว้นท์และงานโฆษณา ปัจจุบันเป็นนักเรียนและนักเขียนอิสระ

ฟรี

คู่มือเรียนต่ออังกฤษ

เรื่องอื่นๆที่ไม่ควรพลาด ในเล่มเราได้รวบรวมบทความที่สำคัญเกี่ยวกับเรียนต่ออังกฤษอาไว้ทั้งหมด

คำแนะนำเรื่องคอร์สและสถาบัน...

University College Cork