ขั้นตอนเรียนต่อ
สหราชอาณาจักร: แนะนำหลักสูตรและสาขา

สัมภาษณ์นักศึกษา : Museum & Artefact Studies

1798

บทสัมภาษณ์นักศึกษา : Museum & Artefact Studies
ชื่อ: มนทกานติ์ สุวรรณทรรภ
ชื่อเล่น: ลูกแก้ว
จบการศึกษาจาก: อักษรศาสตร์ จุฬาฯ
หลักสูตรที่เรียน: MA Museum & Artefact Studies 
ระดับการศึกษา: Master of Arts
สถานศึกษา: Durham University 
----------------------------------------

ทำไมถึงเลือกอังกฤษเป็นจุดหมายด้านการเรียนต่อ?

• ง่ายๆคือ ค่าเรียนถูกกว่าไปเรียนอเมริกา ไม่ต้องสอบ GRE ให้ยุ่งยาก
• ตลาดงานของคนเอเชียยอมรับมากกว่าคนที่จบจากนิวซีแลนด์หรือออสเตรเลีย
• ใช้เวลาเรียนสำหรับปริญญาโทสั้นกว่าที่ไหนๆ คือแค่ 1 ปีก็จบได้ (ส่วนปริญญาตรีก็แค่ 3 ปี แต่เขาว่าปริญญาเอกนี่ใช้เวลายาวนาน) เพราะฉะนั้นถึงค่าครองชีพจะสูง แต่เพราะระยะเวลาสั้น ราคาโดยรวมจึงไม่มากเท่าประเทศอื่นๆ ข้อดีก็เรื่องเงินนี่แหละค่ะ

ทำไมคุณถึงสมัครเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยนี้และสาขานี้?

เลือกเรียนวิชาพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุศึกษา ซึ่งเป็นสาขาย่อยของโบราณคดี เพราะอยากเรียนเกี่ยวกับการอนุรักษ์และประเมินค่าวัตถุ เป็นสาขาอาชีพที่ไม่ค่อยมีใครเชี่ยวชาญในเมืองไทย เหมือนเป็นการเสี่ยงดวงเลยทีเดียว เพราะตอนนั้นเราเพียงแต่คิดว่า อีกไม่นานแนวคิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะและโบราณคดีแบบร่วมสมัยก็จะ “ลาม” มาถึงประเทศไทยด้วย เหมือนที่ในญี่ปุ่น เกาหลี มาเลย์เซียและสิงคโปร์ได้พัฒนามาแล้วช่วงหนึ่ง อย่างน้อยหางานในเมืองไทยไม่ได้ ก็ยังหางานในเอเชียได้อยู่ดี

สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการเรียนในหลักสูตรของคุณ?

ได้ใช้ความรู้ทำงานจริงๆ ทั้งในขณะที่เรียนอยู่ ได้ไป field trip ตามแหล่งโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ระดับประเทศ ได้ทำงานเป็นคนออกแบบ interface ของนิทรรศการจัดแสดงกรุสมบัติของพิพิธภัณฑ์เอเซียของมหาวิทยาลัยเดอแรม และได้ฝึกงานกับเจ้าหน้าที่บูรณะวัตถุที่พิพิธภัณฑ์หัวรถจักรแห่งชาติที่เมืองยอร์ก เรียกได้ว่ามาเรียนแล้วยังได้ประสบการณ์ทำงานไปเพิ่มใน CV ของเราเองอีกด้วย และเนื่องจากคณะโบราณดคีของเดอแรมเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ อาจารย์ที่สอนก็เป็นเจ้าของตำราที่เคยอ่านตั้งแต่ที่เรียนในเมืองไทย เลยทำให้รู้สึกว่าเลือกเรียนถูกมหาวิทยาลัยมากๆ สำหรับสาขาที่เราเรียน

การเรียนการสอนที่นี่นับว่าแตกต่างจากประเทศไทยหรือไม่?

แตกต่างมาก ไม่มีอาจารย์มาบอกว่าเราต้องทำเปเปอร์อะไร ส่งงานเมื่อไหร่ ต้องไปร่วมสัมมนาอะไร ไม่บอกซักอย่าง นักเรียนต้องไปขวนขวายหาเอาเองในป้ายประกาศหรือเว็บไซต์ของคณะ เวลาทำงานส่งและได้ feedback มา ไม่มีการชมถนอมน้ำใจใดๆทั้งสิ้น เคยถูกด่าว่า “ไร้วิจารณญาณ” เป็นตัวหมึกสีแดงบนหน้าแรกของรายงานวินิจฉัยเหรียญโบราณด้วย

อาจารย์ทำหน้าที่เป็น lecturer และ convenor นั่นคือ ทำหน้าที่สอนและให้คำปรึกษาด้านการทำวิทยานิพนธ์เท่านั้น เราต้องรู้จักจัดการนัดเวลาเอง เขียนโครงการขึ้นมาเสนอเอง เช่น มีวิชาหนึ่งกำหนดให้ไปฝึกงานเป็นเวลาหนึ่งเดือน เราต้องออกไปหาทางสมัครเข้าฝึกงานตามพิพิธภัณฑ์หรือแล็บตามเมืองต่างๆเอาเอง ต้องออกไปแย่งงานกับเด็กอังกฤษ แล้วต้องมาเขียนรายงานอาจารย์เพื่อขออนุญาตอีกด้วย

คุณพักอาศัยอยู่ที่ใด และสาธารณูปโภคของมหาวิทยาลัยคุณเป็นอย่างไร ?

พักในหอพักนิสิตของคอลเลจ มหาวิทยาลัยเดอแรมเป็นมหาวิทยาลัยระบบเก่าของอังกฤษ หรือคอลลิเกจ (Colligate System) ซึ่งรวมคอลเลจหรือวิทยาลัยต่างๆ เข้าด้วยกัน คอลเลจนั้นไม่ใช่ที่เรียน (ที่เรียน อังกฤษเขาเรียกว่า คณะ (department)) แต่เป็นที่อยู่และที่สังสรรค์กับนักเรียนที่เข้าเรียนสาขาวิชาแตกต่างกัน คอลเลจที่เราไปอยู่ชื่อว่า แคสเซิล (Castle College) เป็นคอลเลจเก่าแก่ที่สุดของเดอแรม มีปราสาทอายุ 700 ปีเป็นของตัวเองและเป็นมรดกโลกอีกด้วย จุนักเรียนได้ประมาณ 350 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กป.ตรี

นักเรียนป.โทและป.เอกบางคนได้อยู่ในปราสาทนั้น แต่เขาว่ากันว่า เหม็นมาก เราเลยตัดสินใจอยู่หอพักที่สร้างขึ้นมาใหม่นอกเขตปราสาท ห้องนอนเป็นแบบ Studio คือมีทั้งเตียงและโต๊ะทำงาน และมีห้องน้ำในตัว เรียกว่าแบบ En-suite พื้นที่ในห้องแค่ 15 ตร.ม. และต้องไปใช้ครัวและห้องนั่งเล่นร่วมกับเพื่อนร่วมระเบียงอีก 5 คนที่บางทีสกปรกมาก มีคนมาทำความสะอาดทุกสองอาทิตย์เท่านั้น และทำแบบลวกๆ เพราะเหตุนี้บางคนที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวก็จะออกไปหาอพาร์ตเม้นต์เช่าแบบอยู่คนเดียวหรืออยู่กับเพื่อนสนิท ซึ่งราคาแพงกว่าเกือบเท่าตัว แต่พื้นที่ใช้สอยเยอะกว่ามาก ไม่ต้องทนรำคาญเพื่อนในหอที่ชอบจัดปาร์ตี้ในห้องครัวรวม สะอาดกว่า เงียบกว่า อุปกรณ์ในบ้านก็ดีกว่า ผลคือสุขภาพจิตดีกว่า แบบนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีเหมือนกัน

กิจกรรมของมหาวิทยาลัยมีอะไรบ้าง?

กิจกรรมที่มหาวิทยาลัยจัดมีทั้ง International Nights (Thai Night, Greek Night, etc.) การทางอาหารร่วมกันแบบเป็นทางการ (คือต้องใส่ครุยเข้าไปนั่งกินในห้องอาหาร แบบในแฮร์รี่ พอตเตอร์) งานออกร้านและอาบแดดช่วงฤดูร้อนของแต่ละคอลเลจ งานปาร์ตี้เพื่อการกุศลต่างๆ รวมถึงกิจกรรมนอกสถานที่เช่น ไปเที่ยวกับชมรมถ่ายภาพ ชมรมดูนก และมีคลาสเรียนภาษาเก่าแก่เช่น ฮีโรกริฟฟิคและลาติน คลาสเรียนสุขภาพอย่างโยคะก็มี 

ความท้าทายที่มากที่สุดที่คุณเผชิญหน้าในช่วงปีแรกคืออะไร?

เรามีประสบการณ์เหมือนนักเรียนไทยส่วนใหญ่ คือถูกส่งตรงเข้าอีกมหาวิทยาลัยทันทีหลังจากจบปริญญาตรี อายุแค่ 22 ได้มีชีวิตเป็นอิสระไม่ต้องกลับบ้านเร็ว และเจอเพื่อนใหม่ชาวต่างชาติ ซึ่งต่างก็แก่กว่าเรา เคยทำงานมาแล้ว มีสังคมกว้างขวางกว่าและคุ้นเคยกับชีวิตแบบเป็นตัวของตัวเองมากกว่า ส่วนเราก็มัวแต่ตื่นเต้นบ้าระห่ำตามเขาไป สนุกจนเกินเหตุไปบางทีทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือไปอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย ส่งผลให้การเรียนช่วงแรกแย่มาก ต้องทำงานหนักในช่วงหลังเพราะดึงเกรดขึ้นให้ผ่าน ไม่งั้นต้องเรียนซ้ำ เสียเงินเต็มจำนวนอีกรอบ โชคดีจริงๆที่ผ่านมาได้ด้วย(เกือบ)ดี เรียนปริญญาโทที่อังกฤษใช้เวลาแค่ปีเดียว เพราะฉะนั้นสอบตกคือสอบตก ไม่มีการแก้ตัว ต้องเรียนอีกหนึ่งปีหรือครึ่งปีเท่านั้นถึงจะได้ปริญญา

คุณทำอะไรต่อเมื่อคุณเรียนจบหลักสูตร?

โชคดีมากคือ ตอนที่ใกล้จะจบ ส่งใบสมัครงานตำแหน่งผู้ช่วยโครงการด้านมรดกทางวัฒนธรรมไปที่สำนักงานยูเนสโกในกรุงเทพฯ พอเดินทางกลับมาเพื่อทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ ก็ถูกเรียกสัมภาษณ์งานและได้เริ่มทำงานทันทีหลังจากกลับมาจากไปรับปริญญา เป็นงานที่ตรงกับที่เรียนมา เลยกะจะทำไปจนแก่ ;)

คุณประทับใจอะไรในอังกฤษ?

ประเทศอังกฤษได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมในรูปแบบอนุสาวรีย์และโบราณสถานที่โดดเด่น มีสถานที่สำคัญเต็มไปหมดทั้งในและนอกลอนดอน มีสถานที่หลายประเภท จึงดึงดูดความสนใจของคนได้หลายแบบ เช่นถ้าชอบกีฬาก็มีฟุตบอลให้ดู ตั๋วราคาแพงๆ แต่บรรยากาศสุดยอด ชอบช๊อปปิ้งนี่แทบไม่ต้องพูดถึง เป็นที่รู้กัน ชอบวรรณกรรมหรือบทกวี ก็มีที่เที่ยวอย่างบ้านของเชคสเปียร์ที่ Stratford-upon-Avon หรือบ้านของคีทส์ที่ชานเมืองลอนดอน ถ้าชอบศิลปะ ทุกเมืองก็มีแกลลอรี่ที่มีผลงานดังๆอยู่ มีพิพิธภัณฑ์ทุกประเภท ทั้งรถไฟไอน้ำ เรือ เครื่องบิน มีเมืองเล่นกอล์ฟหรูหรา มีซากโบราณเก่าแก่สุดๆ เช่น สโตนเฮนจ์ กำแพงเมืองเฮเดรียน รวมถึงปราสาทพระราชวังอยู่ทั่วประเทศ

คนนิสัยดีแต่บุคลิกแปลกๆ ชอบปล่อยมุขแบบที่ยิ่งคนที่ถูกเยาะเย้ยไม่เข้าใจ ยิ่งดี คนต่างจังหวัดซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษแท้จะจริงใจและน่ารักกว่าคนในลอนดอนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ เช่นอาหรับ อินเดีย และกรีก

คำแนะนำที่จะให้กับนักเรียนไทยที่อยากไปเรียนที่อังกฤษ?

อย่าหลงแสงสี ใช้เงินประหยัดบ้างก็ดี เงินพ่อแม่ให้มาเรียน ไม่ใช่ให้มาซื้อของอวดเพื่อน อังกฤษค่าครองชีพแพง ถ้าคิดว่าจะมาเรียนเล่นๆให้สมว่ามีเงิน อย่างที่คนสมัยแม่เราเรียกว่ามา “ชุบตัว” อาจต้องเสียเงินไม่คุ้มค่า

โดยรวม คุณภาพการศึกษาของเขาดีจริง จบมามีความรู้แน่นและมีตลาดงานค่อนข้างกว้างขวาง บางคนบอกว่าคุ้ม 500,000 กว่าบาทที่เสียไป ดูเหมือนจะสมัครเข้ามาเรียนง่าย แต่เวลาจะจบจะยากมาก ต้องทั้งทำรายงานหลายฉบับ ไปฝึกงาน ทำงานกลุ่ม และยังมีสอบข้อเขียนตอนปลายภาคอีก โหดพอๆกับเรียนเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบไทย จึงอยากแนะนำว่า ต้องแน่ใจก่อนว่าตัวเราพร้อมจะเรียนหนัก แล้วเราจะสามารถเรียนอย่างมีความสุขได้
------------------

ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องเรียนต่ออังกฤษที่น่าสนใจ

สถาบันการศึกษาในอังกฤษ ที่เปิดสอนหลักสูตร Museum 
หลักสูตรการเรียนต่อในอังกฤษ 
สถาบันและระบบการศึกษาในอังกฤษ 

ค้นหาคอร์ส

สหราชอาณาจักร
โดยระดับการศึกษา*
เกี่ยวกับผู้เขียน

Ratnang จบนิเทศศาสตร์จุฬา สาขาวิทยุโทรทัศน์ และทำงานเป็นนักเขียนFreelance ตอนนี้กำลังทำปริญญาโท Management Strategy อยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ในเวลาว่าง ชอบถ่ายรูปและท่องเที่ยว

ฟรี

คู่มือเรียนต่ออังกฤษ

เรื่องอื่นๆที่ไม่ควรพลาด ในเล่มเราได้รวบรวมบทความที่สำคัญเกี่ยวกับเรียนต่ออังกฤษอาไว้ทั้งหมด