ขั้นตอนเรียนต่อ
สหรัฐอเมริกา: การเตรียมตัวและการสมัครเรียน - MUST READ

คำศัพย์เกี่ยวกับภาคเรียนและประเภทของมหาวิทยาลัยในอเมริกา

7443

คำศัพย์เกี่ยวกับภาคเรียนและประเภทของสถาบันการศึกษาในอเมริกา

      ชีวิตในการเรียนมหาวิทยาลัยในอเมริกานั้นแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย สำหรับนักเรียนต่างชาติที่มีโอกาสไปเรียนต่อในอเมริกานั้น ถือว่าเป็นประสบการณ์และการสร้างความทรงจำที่ยอดเยี่ยม ถึงแม้ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีวิธีการของตัวเอง แต่ทุกแห่งก็ล้วนมีสิ่งที่เหมือนกันในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและเรื่องของการศึกษา 

ภาคเรียน

      เริ่มกันที่เรื่องของภาคเรียนกันก่อน โดยแต่ละมหาวิทยาลัยก็จะแตกต่างกันออกไป โดยใน 1 ปีการศึกษานั้น คุณจำเป็นจะต้องเรียนในรูปแบบหนึ่งรูปแบบใด ในสามแบบ ดังนี้

4 ภาคเรียน – ประกอบไปด้วย Fall, Winter, Spring และ Summer โดยภาค Summer เป็นภาคเสริมและถ้าจะเรียนจะต้องเสียค่าเล่าเรียนเพิ่ม

3 ภาคเรียนหรือไตรภาค – ประกอบไปด้วย Fall, Winter และ Spring โดยภาค Summer เป็นภาคเสริมและถ้าจะเรียนจะต้องเสียค่าเล่าเรียนเพิ่ม

Free book usa

 

 

 

2 ภาคเรียนหรือทวิภาค– ประกอบไปด้วย Fall และ Spring ส่วนภาค Summer จะมีความยาวแตกต่างกันออกไป โดยเป็นภาคเสริมและถ้าจะเรียนจะต้องเสียค่าเล่าเรียนเพิ่ม

คำเรียก

Quarter – ภาคเรียนยาวประมาณ 12 สัปดาห์

Semester –ภาคเรียนยาวประมาณ 18 สัปดาห์

Trimester –ภาคเรียนยาวประมาณ 14-16 สัปดาห์

Scantron – กระดาษตรวจข้อสอบสำหรับการสอบ multiple choice

G.P.A. หรือ Grade Point Average – คือมาตรฐานการให้เกรดที่ใช้กันในอเมริกา โดยมีเกณฑ์อยู่ระหว่าง 0.0 – 4.0 โดยที่ 4.0 คือเกรดที่สูงที่สุด

Sorority – การควบคุมความประพฤติสำหรับนักศึกษาหญิงระดับปริญญาตรี

Fraternity– การควบคุมความประพฤติสำหรับนักศึกษาชายระดับปริญญาตรี

Honor Society – การควบคุมเรื่องทุนการศึกษาที่มอบให้กับนักเรียนที่มี G.P.A. สูง

Major- วิชาเอกหรือการศึกษาที่เน้นหนักไปในสาขาใดสาขาหนึ่งในระดับปริญญาตรี นักเรียนจะต้องเลือกเรียนวิชาเอกและเรียนให้จบหลักสูตรฉบับสมบูรณ์เพื่อได้รับปริญญา

Double Major – การเรียนสองหลักสูตรไปพร้อมกัน

Minor – วิชาโท หรือการเรียนที่เน้นเป็นอันดับสองรองจากวิชาเอก ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาและหน่วยกิตที่น้อยกว่าในการเรียนให้ครบหลักสูตร

 

คุณอาจเข้าใจและเห็นภาพรวมของระบบการศึกษาในอเมริกามากขึ้นหากรู้จัก

 

ลดค่าใช้จ่าย

Class- เป็นคำที่ใช้เรียกแทนคำว่า ‘lecture’ โดย จะสอนโดย Professor, T.A. รวมถึง guest lecturer

T.A. หรือ Teaching Assistant – คือผู้ช่วยอาจารย์ซึ่งปกติแล้วจะเป็นนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในระดับปริญญาโท โดยพวกเขาสามารถจะเป็นผู้ที่สอนในห้องเรียน และคอยช่วยเหลือ professorในระหว่างการเรียนการสอน

E – คือเกรดที่ต่ำที่สุด เท่ากับ 0.0ใน G.P.A ซึ่งจะถือว่าเรียนไม่ผ่านและไม่ได้หน่วยกิตใดๆ

Finals, Final หรือ Finals Week – มักจะหมายถึงสัปดาห์สุดท้ายของที่จะปิดเทอม ซึ่งเป็นช่วงทีมีการสอบปลายภาครวมถึงการกำหนดส่งเรียงความด้วย

Winter Break – ปิดเทอมภาคฤดูหนาว จะประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังจากจบภาค fall ซึ่งจะเป็นช่วงคริสต์มาสและปีใหม่พอดี

Spring Break – ปิดเทอมภาคฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจะเป็นการหยุดสั้นๆเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากจบภาค winter และก่อนที่จะเปิดเทอมใหม่ คือ ภาค spring

Homecoming – เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองจากการเรียนจบในเทอมแรก และยังเป็นช่วงเวลาที่ศิษย์เก่าจะกลับมาและหวนรำลึกถึงวันเก่าๆของพวกเขา

Resume-เอกสารใช้ในการสมัครงาน ที่แสดงถึงการศึกษาและทักษะที่จำเป็น

Social Security Number – หมายเลขประกันสังคม โดยชาวอเมริกันทุกคนจะต้องมีเพื่อใช้ในการเสียภาษี ส่วนนักเรียนต่างชาตินั้น จะสามารถขอหมายเลขนี้ได้ เพื่อใช้ในการทำงาน

Freshman – เด็กใหม่หรือนักเรียนปีหนึ่ง

Sophomore – นักเรียนปีสอง

Junior – นักเรียนปีสาม

Senior  - นักเรียนปีสี่ ซึ่งกำลังจะเรียนจบ

Professor – อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่สอนวิชาต่างๆในมหาวิทยาลัย

Advisor – อาจารย์ที่มีคุณสมบัติที่ทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำนักเรียนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิชาเอก, ที่พัก, วิชาที่ควรเรียน รวมถึงปัญหาอื่นๆมากมาย

Syllabus – เอกสารที่เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย, วันเวลาในการสอบ รวมถึงสิ่งที่จะได้รับจากการเรียน โดยแต่ละวิชาจะต้องมี Syllabus เป็นของตัวเองโดยจะเขียนขึ้นโดย T.A. หรือ Professor ประจำวิชานั้นๆ

Prerequisite- วิชาบังคับทั่วไป เป็นวิชาที่นักเรียนทุกคนจะเป็นจะต้องเรียนและผ่านก่อนถึงจะสามารถเข้าเรียนในวิชาเอกต่างๆได้ โดยวิชาบังคับเหล่านี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย

Paper/Term Paper  - คำเรียกของ ‘essay’

Associate’s Degree  - อนุปริญญาที่ใช้เวลาในการเรียนประมาณ 2 ปีและได้จากการเข้าเรียนที่ Community College (วิทยาลัยชุมชน)

Bachelor’s Degree  - ปริญญาตรี ใช้เวลาในการเรียน 4 ปี และได้จากการเรียนในมหาวิทยาลัย

Master’s Degree – ปริญญาโท ใช้เวลาในการเรียน 2-4 ปี (ขึ้นอยู่กับสาขาวิชา) และได้จากการเรียนในมหาวิทยาลัย

PhD- ย่อมาจาก Doctorate of Philosophy หมายถึงการทำวิจัยเชิงวิชาการ และได้จากการเรียนในมหาวิทยาลัย ส่วนระยะเวลาในการเรียนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวิชาและสถาบัน

Community College  - วิทยาลัยชุมชนที่เน้นการสอนในการทำอาชีพ และไม่ได้มีสภาพแวดล้อมหรือสังคมเหมือนมหาวิทยาลัย

College/University – มหาวิทยาลัย คือ สถาบันการศึกษาสำหรับการเรียนในระดับปริญญาตรีเป็นต้นไป
-----------------------------------------------------------------

ข้อมูลที่น่าสนใจและเกี่ยวข้อง

เรียนต่ออเมริกา 
ทุนการศึกษาในอเมริกา  
สิ่งที่ต้องพิจารณาเมื่อต้องการเรียนต่อ USA 
 

ค้นหาคอร์ส

สหรัฐอเมริกา
โดยระดับการศึกษา*
เกี่ยวกับผู้เขียน

Ratnang จบนิเทศศาสตร์จุฬา สาขาวิทยุโทรทัศน์ และทำงานเป็นนักเขียนFreelance ตอนนี้กำลังทำปริญญาโท Management Strategy อยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ในเวลาว่าง ชอบถ่ายรูปและท่องเที่ยว

ฟรี

คู่มือเรียนต่ออเมริกา

เรื่องอื่นๆที่ไม่ควรพลาด ในเล่มเราได้รวบรวมบทความที่สำคัญเกี่ยวกับเรียนต่ออเมริกาเอาไว้ทั้งหมด

คำแนะนำเรื่องคอร์สและสถาบัน...