ขั้นตอนเรียนต่อ
สหรัฐอเมริกา: การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

ระบบการศึกษาของ USA

3225

ระบบการศึกษาของ USA

      การเรียนต่อที่อเมริกาสามารถเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและน่าตื่นเต้นสำหรับทุกคน คุณจะได้พบเจอสิ่งใหม่ๆมากมาย รวมถึงโอกาสและความเป็นไปได้มากมาย  อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเรียนที่ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ของตน ก็อาจจะมีปัญหาเล็กๆน้อยๆตามมาได้ในฐานะที่เป็นนักเรียนต่างชาติต่างภาษา ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของระบบการศึกษาที่แตกต่างไปจากประเทศของคุณ  รวมถึงการคิดและระบบการให้คะแนน 

      ในวันนี้ฮอทคอร์สจะมาให้คำแนะนำคุณเกี่ยวกับเรื่องของระบบการศึกษาของอเมริกาค่ะว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้คุณได้มีโอกาสทำความรู้จักกับเรื่องนี้มากขึ้น

โครงสร้าง

      แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย, ระดับการศึกษารวมถึงสาขาวิชาที่คุณเลือก  อย่างไรก็ตามก็จะมีโครงสร้างทั่วไปที่นักเรียนต่างชาติควรจะทราบไว้ โดยสำหรับการเรียนในระดับปริญญาตรี จะมีสององค์ประกอบสำหรับเกรดของนักเรียน คือ ผลจากการสอบกลางภาคและปลายภาค  แต่ก็อาจจะรวมถึงงานที่ได้รับมอบหมายต่างหากในระหว่างคาบเรียนอีกเล็กน้อย ซึ่งอาจจะเป็นงานกลุ่ม, การเขียนเรียงความ, การทำงานทดลองหรือแม้แต่การทำควิซเล็กๆ นอกจากนี้ก็จะมีคะแนนในเรื่องของการเข้าเรียนประกอบด้วย  ทั้งนี้สาเหตุที่มีคะแนนจากหลากหลายก็เพื่อที่ทำให้คะแนนจากการสอบปลายภาคไม่ได้เป็นสัดส่วนที่ใหญ่เกินไปสำหรับผลของเกรดทั้งหมด 

การคัดลอกบทความ

      plagiarism หรือบางครั้งเรียกกันว่า academic dishonesty ซึ่งหมายความว่า ความผิดจากการคัดลอกบทความหรือวรรณกรรมของผู้อื่น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีนักเรียนต่างชาติคนไหนอยากโดนจับแน่นอน   ในปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยมากมายใช้โปรแกรมในการตรวจจับการกระทำเช่นนี้แล้ว เช่น Turnitin  โดยบทลงโทษจากการกระทำนี้จะรุนแรงมาก ตั้งแต่สอบตกไปจนถึงถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย 

การให้เกรด

การให้เกรดของระบบการศึกษาของอเมริกาจะให้คะแนนเป็นตัวอักษรแทนเกรด ดังนี้ (ตัวอย่างจาก University of Washington)

A = 4.0-3.9
A - = 3.8-3.5
B+ = 3.4-3.2
B = 3.1-2.9
B-= 2.8-2.5
C+ = 2.4-2.2
C = 2.1-1.9
C-= 1.8=1.5
D+ = 1.4-1.2
D = 1.1-0.9
D-= 0.8-.7 (เกรดที่ต่ำที่สุดที่ยังได้คะแนนอยู่)
F = 0.0 (ไม่ได้คะแนนอะไรเลย ถือว่าสอบไม่ผ่าน)

รวมถึงเกรดที่ออกเป็นตัวอักษรอื่นๆด้วย (ไม่มีคะแนน)
I = Incomplete (ไม่สมบูรณ์)
S = Satisfactory (น่าพอใจ)
NS = Not satisfactory (ไม่เป็นที่พอใจ)
CR = Credit Awarded
NC = No Credit Awarded
W = Withdrawal  (เช่นเดียวกับการติด ร )
HW = Hardship withdrawal (สำหรับกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องการการเรียน)

      โดยเกรดเฉลี่ยตั้งแต่เทอมแรกถึงเทอมสุดท้ายที่เรียกว่า GPA นั้น ก็มีขอบเขตของการให้เกรดที่กว้างมากและแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัยเช่นกัน  นี่เป็นตัวอย่างของการคิดคำนวณ GPA ของ University of Washington

Class A, 5 credits, 1.0 grade
Class B, 5 credits, 3.5 grade
5 credits คูณด้วย 1.0 grade = 5.0
5 credits คูณด้วย 3.5 grade = 17.5
17.5 + 5.0 = 22.5
22.5/10 (จำนวนเกรดทั้งหมด) = 2.25 or C+ GPA

      จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าเกรดวิชาที่ต่ำสุด อาจจะดึงให้เกรดวิชาที่คุณได้สูงที่สุดลงต่ำลงมาด้วยก็ได้ ซึ่งอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเทอมถัดไปได้ เพราะ GPA คือเกรดเฉลี่ยของทุกเทอมการศึกษามารวมกัน  ดังนั้นแล้วมันเป็นเรื่องยากมากที่จะดึง GPA ขึ้นมาหลังจากที่คุณทำมันตกลงไปแล้ว!!  อย่างไรก็ตามถ้าคุณได้เกรดที่ไม่ค่อยดี ก็จงอย่าเพิ่งท้อ ลองไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาดูถึงปัญหาที่เกรดขึ้น และวิธีที่จะทำให้ GPA ของคุณกลับมาดีขึ้นในเทอมหน้า

-------------------------------------------------------------

ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติม
สิ่งที่ต้องพิจารณาเมื่อต้องการเรียนต่อ USA 
FAFSA : ใบสมัครขอเงินช่วยเหลือสำหรับนักเรียนของอเมริกา 
เรียนต่ออเมริกา 

ค้นหาคอร์ส

สหรัฐอเมริกา
โดยระดับการศึกษา*
เกี่ยวกับผู้เขียน

Ratnang จบนิเทศศาสตร์จุฬา สาขาวิทยุโทรทัศน์ และทำงานเป็นนักเขียนFreelance ตอนนี้กำลังทำปริญญาโท Management Strategy อยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ในเวลาว่าง ชอบถ่ายรูปและท่องเที่ยว

ฟรี

คู่มือเรียนต่ออเมริกา

เรื่องอื่นๆที่ไม่ควรพลาด ในเล่มเราได้รวบรวมบทความที่สำคัญเกี่ยวกับเรียนต่ออเมริกาเอาไว้ทั้งหมด