ขั้นตอนเรียนต่อ
สหรัฐอเมริกา: การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

เทคนิคและการเตรียมตัวสอบ GMAT (2)

8013

บทความนี้เป็นเนื้อหาต่อมาจาก เทคนิคและการเตรียมตัวสอบ GMAT (1) นะคะ ซึ่่่่งจะกล่าวถึงการเริ่มอ่าน GMAT และการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนตัวเอง จากคุณ Badpidd ค่ะ การเตรียมตัวสอบ GMAT มีทั้งหมด 2 ตอนค่ะ

4. เริ่มอ่าน GMAT

บรรดาที่สอนพิเศษหลายๆที่ มักโฆษณาว่า ถ้ามาเรียน GMAT กับทางสถาบันหรือติวเตอร์ จะสามารถเพิ่มคะแนนได้แน่นอน ยกตัวอย่างเช่นที่ pXXXXX ที่ guarantee ว่าเพิ่มคะแนนได้ 50 คะแนนจากการทดสอบครั้งแรก

การทำข้อสอบ pre-test ก่อนเรียน GMAT เป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องเลย เพราะคะแนนที่ได้ไม่สะท้อนความรู้ที่แท้จริง มันแค่สะท้อนว่าเรารู้จักตัวข้อสอบดีแค่ไหน ซึ่งการที่จะเข้าใจโครงสร้างของข้อสอบนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปเสียเงิน 2-3 หมื่นเพื่อให้ติวเตอร์มาสอนเรา ตรงกันข้ามเราสามารถใช้หนังสือที่หาโหลดได้ฟรี(เดี๋ยวผมจะเอาลิงค์ให้ครับ) บวกโปรแกรมที่ Official GMAT mock exam ให้เราโหลดฟรี ที่ลิงก์นี้ครับ 

http://www.mba.com/mba/thegmat/downloadfreetestpreparationsoftware

กับเวลาอีกประมาณ 4-5 ชม. ก็สามารถเข้าใจโครงสร้างของ ข้อสอบGMAT ได้

สำหรับหนังสือที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์ในการเข้าใจโครงสร้างข้อสอบ GMAT คือ หนังสือ "cracking GMAT" จาก princeton review

http://www.amazon.com/Cracking-GMAT-Graduate-School-Preparation/dp/0375428240

Free book usa

 

 

 

ตัวหนังสือมีขายที่ร้านหนังสือภาษาอังกฤษอย่างเช่น kinokuniya, asia books, และที่ศูนย์หนังสือจุฬา

ถ้าเค้าไปอ่าน review ใน amazon จะเห็นว่า rating ของหนังสือ เล่มนี้ต่ำมาก และบอกว่า "This book does a nice job of introducing the format of the GMAT, what it is, etc. If you are completely ignorant about what the GMAT is, then it may be worth your time to drive over to the local bookstore and thumb through the first couple of chapters. Beyond that there is very little useful information to be found in this book. In fact, I think that the strategies outlined for the quantitative section are simply misleading and wrong. "

ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง หนังสือเล่มนี้บอกเราแค่ว่า GMAT ใช้ทริกอะไรในการวางคำตอบหลอก และโครงสร้างของตัวข้อสอบ GMAT ข้อดีของหนังสือเล่มนี้ คือ ใช้ภาษาที่อ่านง่าย ชัดเจน แต่ข้อเสียคือ ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรที่ใช้ในการสอบเลย นอกจากเทคนิคการเดา เนื้อหาที่ให้ก็น้อยมากไม่พอสำหรับการสอบ ผมไม่แนะนำให้ซื้อหนังสือเล่มนี้เด็ดขาดครับ เพราะเราโหลดมันฟรีๆได้ ที่ลิงก์นี้ครับ

http://www.mediafire.com/?kwdf6yk49996psw และ 
http://www.mediafire.com/?sy34bkxicrqq3kz

ลิงค์ด้านบน ผมรวมหนังสือ GMAT ไว้หลายๆเล่มอยู่ใน file zip ไว้ ซึ่งในนั้น ก็มี cracking GMAT รวมอยู่ด้วยครับ

ต่อจากหนังสือก็มาที่ Program test prep ของ GMAT โปรแกรมตัวนี้จะ มี mock exam อยู่ 2 test ซึ่ง mock exam คือข้อสอบเก่าๆที่ใช้ในการสอบ GMAT จริงๆ ลักษณะของคำถามในข้อสอบตัวนี้จะเหมือนข้อสอบจริงมากที่สุด คะแนนที่ได้จากการทำข้อสอบตัวนี้ จะเหมือนกับคะแนนที่จะได้จากการสอบ GMAT จริง (+- ไม่เกิน 20 คะแนน) สิ่งที่ผมจะแนะนำคือ ไปโหลดโปรแกรมตัวนี้มาฟรี(สมัครสมาชิกก่อนนะครับ แค่ ใส่ email กับ password) แล้วอ่าน section "about the gmat" และ "math review" ให้หมด ก่อนที่จะไปสู่ขั้นต่อไป

หลังจาก คุณได้อ่านหนังสือ cracking gmat กับ ได้อ่านข้อมูล จาก test prep แล้ว ก็เริ่มทำข้อสอบจริงได้เลยครับ

การเตรียมตัวทำข้อสอบจริง ซึ่งเป็น pre-test นั้น คุณต้องหาเวลาว่างประมาณ 2.30 ชม(ในกรณีที่ไม่เขียน essays) และกระดาษทด(แนะนำให้ใช้แผ่นใสรองด้วยกระดาษขาว) กับ ห้องเงียบที่ไม่มีใครมารบกวน หลายคนอาจจะเสียดายที่ต้องทำข้อสอบ pretest เพราะ ว่าอยากใช้ทำก่อนสอบทีเดียว เพราะ มีข้อสอบ แค่สองชุด ส่วนตัวแล้วผมแนะนำให้ทำข้อสอบเลยเพราะ จะได้รู้ว่าเรานั้นมีคะแนนอยู่ช่วงไหนและจะได้วางแผนการอ่านหนังสือได้ถูก นอกจากนี้อาจใครบางส่วนที่กลัวว่าจะจำข้อสอบได้แล้วพอมาทำอีกทีหลังจากอ่านหนังสือจบแล้ว ผลคะแนนที่ได้จะ bias ผมบอกได้เลยว่า เป็นไปได้ยากครับ เพราะ หลังจากทำข้อสอบไม่นานคุณก็ลืมหมดแล้วว่าข้อสอบมีอะไรบ้าง สิ่งเดียวที่จะจำได้ขึ้นใจ คือ คะแนนที่จะบอกทันทีหลังจากทำข้อสอบเสร็จ

เนื้อหาที่ผมเขียนในบทความนี้ไม่ได้นำไปใช้ได้กับคนที่คิดจะอ่าน GMAT ด้วยตัวเองอย่างเดียวนะครับ สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีเวลา และจะไปเรียนตามโรงเรียนสอนพิเศษ อย่าง princeton หรือ kaplan ก็ควรจะอ่านไว้ด้วยเช่น ยิ่งคนที่ไปเรียนกับติวเตอร์ส่วนตัว ยิ่งควรจะอ่านหนังสือและเนื้อหาในโปรแกรมก่อนที่จะให้ติวเตอร์สอน เพราะการเตรียมตัวตรงนี้จะช่วยคุณประหยัดชั่วโมงในการติวไปได้หลายชม.เลย

 

5.วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง 

หลังจากที่ทำข้อสอบ mock exam ของ gmat prep test แล้ว โปรแกรมจะคำนวนคะแนน ที่คุณจะได้ในการสอบจริงขึ้นมา คะแนนตัวนี้จะเป็น indicator ที่สำคัญที่สุดว่าคุณมีคะแนนอยู่ระดับไหน คะแนนตัวนี้มีความแม่นยำ กว่าคะแนนที่ได้จาก การสอบ mock exam ของ kaplan หรือ princeton แน่นอน

นอกจากคะแนนรวมแล้ว ตัวโปรแกรมจะให้รายละเอียด(break up)ของคะแนน part quantitative และ part verbal ออกมา คะแนนสองตัวนี้สำคัญมากเพราะมันจะช่วยเราวางแผนการเรียน gmat ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในเวลาที่เรามี่อยู่ 

การวิเคราะห์คะแนน และวางแผนการอ่าน gmat นั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมาย gmat ของเราด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งต่อไปที่เราควรจะทำ คือหาเป้าหมาย GMAT ของตัวเอง มหาลัยดังบางแห่งคะแนนเฉลี่ย GMAT ก็สูงมากๆ อย่างเช่น Stanford GSB ค่ากลาง(median) ของนักเรียนที่ได้เข้าเรียน MBA ที่ Stanford GSB อยู่ที่ 730 ส่วน range คะแนนอยู่ 540-800 หลักการของผมในการคำนวนเป้าหมายของเราคือ เอาค่ากลางเพิ่มไปอีก 20 คะแนน ดังนั้นสมมติว่าถ้าผมต้องการเข้า Stanford ผมควรจะได้คะแนนใน prep test อย่างน้อย 750 คะแนน

คะแนนเฉลี่ยของ MBA เราสามารถหาได้จาก web ของมหาลัยที่เราต้องการสมัคร อย่างเช่น stanford ก็เข้าไปดูในเว็บไซต์นี้ครับ

http://www.gsb.stanford.edu/mba/admission/ มหาลัยที่มีชื่อเสียงทุกมหาลัยจะมีข้อมูลตรงส่วนนี้เผยแพร่ทั้งนั้น

การที่เราได้คะแนนเกิน median จะทำให้เรามีโอกาสได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่เราต้องการเลยมั้ย?

คำตอบ คือไม่ ครับ เพราะการพิจารณา application ของนักเรียน MBA ทางมหาลัยจะพิจารณาจากหลายๆส่วน : statement of purpose, letter of recommendation, work experience, undergrad GPA เพราะฉะนั้น คะแนน GMAT ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับ MBA ครับ  แต่ยิ่งมีสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งได้เปรียบ

หลังจากได้เป้าหมาย ของเราแล้ว ก็มาถึงการวิเคราะห์คะแนนที่ได้จากการสอบ GMAT prep test กันครับ

ถ้านางสาว A มีเป้าหมาย GMAT ที่ 650 คะแนน แต่คะแนน prep test ของเธออยู่ที่ 600 (Q47 V27) จะทำยังไงเพื่อเพิ่มคะแนนของนางสาว A ให้ถึง 650 ได้ในระยะเวลาน้อยที่สุดและมีความเป็นไปได้มากที่สุด 


   ก.เน้น part quantitative ทำโจทย์เยอะๆ ให้คะแนน quant อยู่ที่ 49-51(ถ้าได้ Q50 V27 total score จะอยู่ที่ 650) 


   ข.เน้น part verbal ให้ได้เกิน 34 ขึ้นไป( ถ้าได้ Q47 V34 total score จะอยู่ที่ 650)

คำตอบ คือ ข. ครับ ทำไมถึงเป็น ข ?

เพราะการเพิ่มคะแนน GMAT ใน section ที่เราได้คะแนนสูงอยู่แล้ว Q47 ไป Q50 ซึ่งแม้จะเพิ่มเพียงแค่ 3 คะแนน ทำได้ยากกว่าการเพิ่มคะแนน V27 ไปที่ V34 เยอะครับ เหตุผลตรงนี้ผลคงจะไม่อธิบายเพราะต้องลงลึกไปถึง algorithm การคิดคะแนนของ GMAT ที่ต้องใช้สถิติประยุกต์ขั้นสูงเข้ามาอธิบายด้วย สิ่งที่ผมจะสรุปก็คือ ถ้าจะเพิ่มคะแนน GMAT ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราต้อง focus จุดอ่อนของเรา ไม่ใช่ไปเน้นย้ำจุดแข็ง

พอมาถึงตรงนี้เราก็จะรู้แล้วว่า เรามีจุดอ่อน ในส่วนของ quantitative หรือ verbal กันแน่ แต่แค่รู้ภาพรวมก็ยังไม่พอครับ เราต้องรู้ด้วยว่าถ้าเราไม่ถนัดส่วนไหนของมัน

Part quantitative จะแบ่งออกเป็นหลัก 2 เรื่อง คือ

1. Problem solving(PS)

2. Data sufficiency(DS)

Part verbal จะแบ่งเป็น

1. Reading comprehension(RC)

2. Critical reasoning(CR)

3. Sentence correction(SC)

การที่เราจะรู้ได้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงส่วนไหนมีสองวิธี 1. ให้กลับไปดูที่ prep test ครับซึ่งมันจะมี option ให้เราเข้าไปตรวจคำตอบ สิ่งที่เราต้องทำคือ ตรวจสอบว่า เราผิดในส่วนไหนมากที่สุด แต่วิธีนี้มันจะมีความผิดพลาดทางข้อมูล เพราะระบบการสอบเป็น ระบบ computer adaptive test ทำให้ความยากของข้อสอบแต่ละข้อไม่เท่ากัน 2. ซึ่งเป็นวิธีที่ผมแนะนำให้ทำคือ เข้าไปในส่วนของ practice content และเลือกทำ review question ในแต่ละ part ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 5 section คือ PS DS RC CR RS ให้ทำทุกเซกชั่นเลยแล้วมาดูว่าเราได้คะแนน part ไหนต่ำที่สุด เวลาเริ่มต้นอ่าน GMAT เราควรจะเริ่มต้นอ่านจาก part นั้นก่อน

เมื่อเรารู้จุดแข็งและจุดอ่อนของเราแล้ว เรื่องต่อไปที่ผมจะเขียน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่หลายคนต้องการอ่านมากที่สุด คือ ซื้อหนังสือ GMAT เล่มไหนดี? 

ติดตามเรื่องการเลือกซื่อหนังสือ GMAT จากคุณ Badpidd ได้ในบทความหน้านะคะ 

 

ผู้เขียน: คุณ Badpidd หรือเข้าไปที่ Blog http://badpidd.bloggang.com

ที่มา  www.pantip.com

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

เทคนิคและการเตรียมตัวสอบ GMAT (1)

ค้นหาคอร์ส

สหรัฐอเมริกา
โดยระดับการศึกษา*
เกี่ยวกับผู้เขียน

ฟรี

คู่มือเรียนต่ออเมริกา

เรื่องอื่นๆที่ไม่ควรพลาด ในเล่มเราได้รวบรวมบทความที่สำคัญเกี่ยวกับเรียนต่ออเมริกาเอาไว้ทั้งหมด