ขั้นตอนเรียนต่อ
สหรัฐอเมริกา: การหางานและอาชีพ

เรียนภาษาและทำงานที่พอร์ตแลนด์ฉบับนักเรียนไทย ตอนที่ 3 ทำงานที่ร้าน Banana Republic

1984

เนื่องจากเกิดที่สหรัฐอเมริกาตอนที่คุณพ่อคุณแม่เคยมาใช้ชีวิตอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง การะเกด นรเศรษฐาภรณ์ จึงถือสัญชาติอเมริกัน แต่นั่นไม่ได้ความว่าชีวิตในพอร์ตแลนด์ของเธอจะราบรื่นไปเสียทุกอย่าง กว่าจะสมัครงานได้ว่ายากแล้ว พอเข้าไปทำงานจริงก็มีรายละเอียดอีกร้อยแปดพันเก้าที่ต้องเรียนรู้และปรับตัว ชีวิตการทำงานของสาวไทยที่ บานาน่า รีพับลิค (Banana Republic) ร้านขายเสื้อผ้าชื่อดังในอเมริกา  จะสนุกสนานขนาดไหนและให้ประสบการณ์อะไรกับการะเกดบ้าง มาติดตามเรื่องราวของเธอกัน

 

ถ้าเป็นนักเรียนไทยทั่วไป ไม่ใช่ US citizen สามารถสมัครทำงานในพอร์ตแลนด์ได้ไหม?

ถ้าเป็นนักเรียนไทยทั่วไปที่เรียนจบปริญญาตรีจะสามารถทำงานได้ 1 ปีตามที่วีซ่าอนุญาต แต่ต้องหางานหรือที่ฝึกงานให้ได้ภายใน 3 เดือนหลังเรียนจบ ส่วนคนเรียนจบปริญญาโทสามารถทำงานได้ 1 ปี ไม่แน่ใจว่าต้องหางานให้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือเปล่า ส่วนใหญ่นักเรียนไทยก็.. ทำงานร้านไทยกันเสียเยอะ อันนี้ผิดกฎหมายนะคะ แต่คนที่พอเรียนจบมาได้งานดีๆ ที่นี่ก็เยอะ บางคนได้อยู่ยาวๆ เลยก็มี 

 

หางานยากไหม?

ยากมากกก เราคุยกับเพื่อนอเมริกันหลายคน การหางานก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเขา แล้วยิ่งเราเป็นคนไทยเพิ่งเรียนจบจากประเทศโลกที่สามที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักยิ่งยากขึ้นไปอีก มหาวิทยาลัยอะไรก็ไม่รู้ ประเทศอะไรก็ไม่รู้ ใครบอกคอนเนคชั่นไม่สำคัญขอให้ตบปากตามอายุ เพราะเราต้องรู้ ต้องรู้! จริงๆ ว่าเราจะหางานจากไหนยังไงในเมืองที่เราไม่รู้อะไรเลย แล้วเราจะไปเริ่มจากไหน? บอกเลยว่าถ้าจะส่งๆ ใบสมัครไปตามที่หาเจอจากอินเทอร์เน็ตนี่ยากมาก ยังไงเขาก็ไม่เรียกค่ะ เพราะคนส่งไปเป็นพันๆ การเป็นซิติเซนไม่ช่วยน้องเลย

 

คิดว่าอะไรทำให้เราได้งาน?

ประสบการณ์คือสิ่งที่เขาสนใจมากที่สุด เพราะมันสะท้อนทัศนคติอะไรหลายๆ อย่างของเราได้ดี ใบเกรดเขาก็ดูด้วยเพื่อจะให้เห็นว่าเรารับผิดชอบชีวิตการเรียนของเราได้มากแค่ไหน แต่ประสบการณ์คือสิ่งที่เขาสนใจจริงๆ อย่างเราทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยที่เมืองไทยมาเยอะ ตอนที่ทำก็มีบ่นนะว่าทำงานฟรีไม่ได้เงิน แต่มันมาจ่ายคืนตอนหางานเนี่ยล่ะค่ะ เราทำงานกรรมการนิสิตมาแล้วเป็นประธานละครนิเทศด้วย มันสะท้อนให้เห็นว่าเรามีสกิลด้านการจัดการและบริหารเวลาเป็น เพราะทั้งเรียนทั้งทำกิจกรรมไปพร้อมกันได้

 

อีกอย่างคือเทอมสุดท้ายก่อนเรียนจบปริญญาตรีจากเมืองไทย เรารับงานฟรีแลนซ์อีเวนท์เยอะมาก ทำแทบจะทุกอาทิตย์เลย มาปั่นเอาก่อนจบเพราะอยากมีไว้ลงประวัติ มีครั้งหนึ่งเราได้ไปทำงานเป็นสต๊าฟดูแลลูกค้าใน driving event ของ mercedez-benz 15 วันที่บุรีรัมย์ ดูดีดูเลิศไปหมด ซูเปอร์วีไอพีก็จัดการมาแล้ว ฉะนั้น มันเลยเป็นเครดิตที่ดีว่าเราได้เจองานระดับไหนมาบ้าง หรืออีเว้นท์กับ NHK ก็เคยทำงาน ดูเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล สิ่งเหล่านี้มันพัฒนาอะไรบางอย่างในตัวเราโดยไม่รู้ตัว แล้วมันก็ทำให้เห็นว่าเราทำงานมานะ เราจัดการกับมันได้นะ

 

หน้าที่ในแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง?

ถ้าให้พูดหน้าที่คงยาวค่ะ (หัวเราะ) โดยรวมๆ คือจัดการทุกอย่างในร้าน ที่แน่นอนคือเราต้องดูแลลูกค้า ต้องขายของ บอกก่อนว่าร้านที่เราทำคือได้ที่ 1 จากทุกสาขาในประเทศอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว ฉะนั้นเราได้อยู่ในทีมที่ดีที่สุด มีเจ้านายที่น่ารักและเก่งมากๆ เป็นมาตรฐานสูงสุดของบริษัท ซึ่งเราชอบและดีใจมากที่ได้มาเจอคนเหล่านี้ 

 

พอลูกค้าเข้ามาแรกสุดเลยคือเราต้องทักทาย ต้องชวนคุย ดินฟ้าอากาศอะไรก็คุยไปเถอะ ดีที่เราเป็นคนอ่านหนังสือเยอะก็เลยคุยไปได้ทุกเรื่อง เขาชวนคุยกะไรต่อเราก็ต่อกับเขาได้หมดสารพัด ฝรั่งเขาชอบให้คุย แต่ถ้าเป็นลูกค้าเอเชียก็จะคุยน้อยลงนิดนึง แล้วเราก็ต้องหาให้ได้ว่าเขามาทำอะไร แล้วก็ประเคนสิ่งนั้นให้ลูกค้า ซึ่งสเต็ปนี้ที่ร้านเราจะเล่นเกมกันว่าต้องหาข้อมูล 3 อย่างเกี่ยวกับลูกค้าให้ได้ เช่น มารอดูหนัง อยากหากางเกงขายาวผ้าที่น้ำหนักเบา ไม่ชอบสีสดใส และไม่เคยลองกางเกงร้านเรามาก่อน เป็นต้น พอรู้แล้วก็ต้องพูดใส่วอถึงข้อมูลทั้งหมดนี้ ทั้งร้านทุกคนจะพูดทุกอย่างใส่วอกันตลอดเวลา ทุกคนจะรู้เรื่องของลูกค้าทุกคนเพื่อจะได้ช่วยได้ถูก

 

การเจอลูกค้านี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรียนนิเทศมามีประโยชน์ เพราะเราจะอ่านจังหวะของคนออก ในขณะเดียวกันเราก็ต้องแสดงออกใส่ลูกค้าให้ถูกด้วย งานบริการมันไม่ใช่ง่ายๆ เลย การสื่อสารคือเรื่องสำคัญมากจริงๆ ต้องพูดให้ถูก ต้องมีการสื่อสารทางร่างกายที่ถูก เวลาลูกค้าชมทีนี่ โอยยย นิพพาน เพราะเราตั้งใจมากที่จะให้เขาได้รับบริการดีๆ เราทำด้วยใจ ถ้าเราตั้งใจแล้วเราทำเต็มที่เขาก็จะรับรู้แน่นอน เต็มที่แบบนิเทศศาสตร์มากๆ ที่นี่เขาจะมีให้เขียนชมให้ประเมิน เวลาลูกค้า call out หรือเขียนชื่อเรามานี่แทบร้องไห้ ล่าสุดภูมิใจสุดคือลูกค้าเขียนมาชม ชมจนเหมือนจดหมายสารภาพรักอะ เขาเขียนประโยคหนึ่งที่ทำให้เรามีกำลังใจมากคือ Her smile makes your store shine. I like her attitude towards the customers. โห... ถ้าไม่อยู่ต่อหน้าคนอื่นเราคงร้องไห้แล้วล่ะ

 

นอกจากนั้นพอลูกค้าอยู่ในร้านก็ต้องคอยเช็ค คอยถาม บางทีก็ต้องไปอยู่กับเขายาวๆ ถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือ ลูกค้ามีของในมือก็ต้องจัดการเอาเสื้อผ้าไปให้ที่ห้อง ห้ามปล่อยให้ลูกค้าถือของเยอะๆ เด็ดขาด นอกจากเขาจะอยากถือไว้ในมือไว้เลือกไว้จับคู่กันอะไรก็ว่าไป ต้องพยายามให้ลูกค้าไว้ใจ สนุก แล้วก็ประทับใจให้ได้จนกระทั่งจ่ายเงินออกจากร้านไป เราเคยใช้เวลา 3 ชั่วโมงช่วยแม่ลูกคู่หนึ่งหาสูท เหนื่อยมากๆๆๆ แต่ก็มันส์ดี มาราธอนยิ่งกว่าไปวิ่งอีก

 

หน้าที่อื่นก็จะมีการรับโทรศัพท์เผื่อมีใครโทรมาเช็คสต็อคของ (ซึ่งมีตลอดเวลา) ถ้ามีก็อาจจะ hold ไว้ในร้านให้เขาสองสามวันแล้วเขาจะมาเอา หรือว่า charge send ที่เป็นการจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์แล้วส่งไปที่บ้านเขา หรือ charge hold ที่เขาจะมารับที่ร้านเอง มีการโทรเช็คของกับสาขาอื่นที่บางครั้งอาจจะข้ามรัฐเลยก็มี หรือบางทีลูกค้าก็เอาของมาคืน อันนี้เป็นวัฒนธรรมหลักของที่นี่ ซื้อของแล้วไม่ชอบใจก็มาคืนได้ เรื่องจ่ายตังก็วุ่นวายกับการ์ด กับ gift card กับ merchandise certificate หรือกระทั่งการย้ายเงินไปมา ไอ้จะมาจ่ายง่ายๆ แบบบ้านเรานี่ไม่มีล่ะ ที่นี่เขาแอดวานซ์ไปไกล เรื่องพวกนี้ทำเอาเหนื่อยได้ทุกวัน

 

เรื่องการจัดการของในร้านก็ได้ ต้องการทำร้านให้ดูดี เสมือนว่าลูกค้าเพิ่งจับเป็นคนแรก คอยติดป้ายราคาของ จัดการพวก ship from store และ reserve in store ที่จองผ่านออนไลน์มา หรือว่าการแก้ความยาวเสื้อผ้าก็ต้องทำด้วย มันมีช่วงหนึ่งที่ร้านวุ่นๆเพราะขาดผู้จัดการแต่ละชิฟท์ ช่วงนั้นร้านเละเทะมาก เราที่อยู่แทบทุกวันก็ต้องลุกขึ้นมาสร้างระบบระเบียบในร้าน เขียนป้ายติด ให้ทุกคนทำงานอย่างมีระบบมากขึ้นเพราะเราทนความไร้ระเบียบไม่ไหวแล้ว หลังจากนั้นก็กลายเป็นแม่บ้านในร้านกลายๆ ไปเลย ใครมีอะไรก็ถามเราหมด (หัวเราะ) ประทับใจ ล่าสุดได้เป็นคนฝึกเด็กใหม่ด้วย

 

เรื่องทำความสะอาดร้าน หรือทาสีร้าน ปรับร้านเราก็เป็นคนทำหมดนะ นี่ทำมาหมดทุกอย่างในร้านแล้ว นอกจากเป็นมือจัดการระบบแล้ว เรื่องทำความสะอาดก็ต้องยกให้เรา เป็นความโรคจิตส่วนตัวจริงๆ ที่เห็นขยะหรือฝุ่นไม่ได้เลย มีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่เป็นผู้ใหญ่หน่อยเขาออกปากเลยว่าชอบเราทำวามสะอาดสุด เพราะเราละเอียดจริง ปลื้มไปสิ ตอนทาสีสนุกมากเลย ทำแล้วนึกถึงสมัยเรียนที่ทำฉากละครเวทีในคณะ สนุกจริงๆ แต่เสี่ยงชีวิตปีนทาเพดานก็..น่ากลัวนิดหน่อย

 

จริงๆ มีงานละเอียดยิบย่อยอีกเพียบ ชนิดที่เล่าได้ทั้งวันทั้งคืน เพราะของร้านเรามันแพง พนักงานจึงต้องบริการให้ถึงมาตรฐานลูกค้าที่ยอมจ่าย เราเลยไม่ใช่แค่คนยืนจัดของคิดเงิน เราต้องทำงานจริงๆ ไม่ใช่มาหายใจเสียเวลาแล้วได้เงิน แต่เราชอบมากนะ ชอบจนเปลี่ยนสายงานจะมาทำงานรีเทลเลย รู้สึกว่าโชคดีที่มาเจอทีมดีๆ และงานที่สนุกด้วยแหละ

 

ได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ เพียงพอต่อการค่าครองชีพไหม?

ค่าจ้างเราได้ชม.ละ 10$ ซึ่งจ่าย tax ก็หมดไปเยอะ ค่าจ้างกำลังจะค่อยๆ ขึ้นแล้วตามกฎของรัฐที่บอกว่าค่าแรงขั้นต่ำจะขึ้นเป็น 14$ ภายในปี 2020 เงินที่ได้รอบหนึ่งๆ ก็เยอะใช้ได้เลย แต่เราทำเป็นพาร์ทไทม์งานเดียวก็เลยไม่ได้ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่ายขนาดนั้น ถ้าช่วงไหนทำเยอะๆ วันละ 8 ชม.ทุกวันก็จ่ายได้หมดแหละ ขึ้นอยู่กับชั่วโมงที่ทำล้วนๆ ว่าเยอะแค่ไหน ถ้าได้โปรโมทก็ได้เงินเพิ่มเข้าไปอีก ส่วนตัวแล้วเงินที่ได้ตอนนี้ก็เพียงพอกับการใช้ชีวิตที่นี่นะ

 

ได้เรียนรู้อะไรบ้างกับการทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ? 

ก่อนเราจะมาทำงานเราก็มั่นใจนะว่าเราเป็นคนโลกกว้างพอสมควร ทำงานกับฝรั่งก็น่าจะไหวอยู่ แต่จริงๆ มันยากกว่านั้นเยอะ คือเรื่องทำงานได้นี่ก็ยากแล้วเพราะเป็นสายงานที่ไม่เคยทำมาก่อน เราต้องปรับตัวขนานใหญ่ แต่การทำงานกับคนอื่นนี่ยากกว่า และยิ่งเป็นงานที่ต้องการความเป็นทีมสูงมากยิ่งยาก เพราะต้องทำใจว่าถึงเราจะเสพสื่อเมริกันเยอะแค่ไหนแต่เราไม่ใช่คนที่นี่ วัฒนธรรมหลายอย่างเราต้องเรียนรู้ เรื่องเล็กน้อยแค่ไหนเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราจะทำผิดจุดไปตรงไหนหรือเปล่า เรื่องพวกนี้คือการเรียนรู้เองล้วนๆ ซึ่งเราคิดว่าเราทำได้ดีนะ นี่สนิทกับคนในร้านมากแล้ว เวลาเรามีอะไรแล้วพวกเด็กๆ ในร้านวิ่งมาหาเราก็ดีใจ เวลาคุยกับผู้ใหญ่ในร้านแล้วคุยกันรู้เรื่องยาวๆ เราก็ดีใจ เวลามันจะทำให้เราปรับตัวและมีที่ทางของเราเอง 

 

ที่สำคัญคือเราต้องปรับตัว ไม่ใช่แค่มาทำงานๆ ต้องคุยศึกษาใส่ใจสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานด้วย คอยถามไถ่คอยเอาใจใส่ มารยาทที่ดีอันพึงทำต่อเพื่อนร่วมงานมันเป็นสากลอยู่แล้ว อย่าคิดว่าฝรั่งเขาจะ Individual จนไม่ต้องสนใจกัน แยกงานแยกที่ทำงาน ไม่จริงอะ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การที่เราน่ารักกับเขา เขาก็จะน่ารักกับเรา ที่สำคัญคืออย่าร้ายกับใครก่อน ถึงจะไม่ชอบเขาในเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน แต่เรามีกฎเหล็กของเราเลยคือเราจะไม่นินทาคนที่ทำงาน ไม่มีดราม่าใส่ใคร ซึ่งเราคิดว่าไม่ว่าจะทำงานที่ไหนก็ไม่ควรทำนะ 

 

ที่เราชอบอย่างหนึ่งมากๆ สำหรับการทำงานกับฝรั่งคือความจริงจัง ไม่แน่ใจว่าเป็นเฉพาะที่นี่หรือเปล่า แต่เราเป็นคนจริงจังเรื่องทำงานมากมาแต่ไหนแต่ไร งานคืองาน เวลาเป็นเวลา เวลางานคือทำงาน ไม่มีมาเดินเอ้อระเหยในร้าน เพราะเขาจ่ายเงินจ้างเรามาทำงานแล้วเราต้องทำให้ดี ทำให้สุด และโชคดีว่าบรรยากาศที่ร้านเราก็เอื้อให้เป็นอย่างนั้น จะไม่มีใครมาทำตัวขี้เกียจให้เห็นจนรู้สึกว่าอยากด่า ทุกคนทำงานเป็นทำงาน อาจจะมีเหลวไหลบ้างแต่โดนรวมแล้วดีมากเลยล่ะ ตั้งแต่ทำงานมาครึ่งปีเราไม่เคยมีปัญหากับการปรับตัวเรื่องพวกนี้เลย เรื่องความจริงจังของงาน มีปัญหาแค่เรื่องความมากมายของงานที่ไม่เคยเจอเท่านั้น

 

ซีรี่ย์เรียนภาษาและทำงานที่พอร์ตแลนด์ฉบับนักเรียนไทย มีทั้งหมด 3 ตอน

ค้นหาคอร์ส

สหรัฐอเมริกา
ปริญญาโท
เกี่ยวกับผู้เขียน

สุธาสินี จบนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณาและภาพยนตร์ หลงใหลการอ่านหนังสือ ชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม สนใจเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ ปัจจุบันทำงานเป็นนักเขียนอิสระและรับสัมภาษณ์บุคคล สนุกกับการดูซีรี่ย์และทดลองสูตรอาหารใหม่ๆ เมื่อมีเวลาว่าง

ฟรี

คู่มือเรียนต่ออเมริกา

เรื่องอื่นๆที่ไม่ควรพลาด ในเล่มเราได้รวบรวมบทความที่สำคัญเกี่ยวกับเรียนต่ออเมริกาเอาไว้ทั้งหมด

คำแนะนำเรื่องคอร์สและสถาบัน...

Portland State University