ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

เทรนด์การทำงานหลังโควิด-19 ที่คนทำงานต้องรู้

share image

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกทุกมิติ ทั้งชีวิตประจำวัน การศึกษา การเมือง ธุรกิจ เศรษฐกิจ และการทำงาน

หลาย ๆ บริษัทปิดตัวลง ล็อกดาวน์ หรือเปลี่ยนระบบการทำงานจากสถานที่ทำงานเป็นที่อยู่อาศัย เรียกกันติดปากว่า ‘Work from Home’ นั่นเอง บริษัทเองก็ต้องปรับตัวอย่างหนักตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงลูกจ้าง เพื่อให้องค์กรของตนเองสามารถอยู่รอดได้ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ หลายองค์กรที่ไม่ยอมปรับตัวอาจจะไปไม่รอด

แต่หลายองค์กรก็สามารถปรับตัวเองได้ค่อนข้างดี และหลังจากคลื่นโควิดลูกแรกเกือบจะสงบลงในหลายพื้นที่ นโยบายการทำงานที่เกิดขึ้นในช่วงล็อกดาวน์ก็กำลังจะกลายเป็นเทรนด์ในการทำงานในอนาคต มาดูกันซิว่า 5 เทรนด์การทำงานหลังโควิดที่เปลี่ยนไปจะมีอะไรกันบ้าง

 

Work from Home เป็นทางเลือกที่พนักงานยังต้องการ

    แม้หลายคนจะบอกว่าการทำงานที่บ้านจะทำให้มีสมาธิในการทำงานลดลง หรือมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมีน้อยลง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้คนที่ได้เคย Work from Home มาแล้ว น้อยคนนักที่อยากกลับไปนั่งทำงานที่ออฟฟิศ เนื่องด้วยการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในการเดินทาง บางรายอาจจะกำหนดเวลาทำงานเองได้ แม้ว่าอาจมีทำงานนอกเวลางานก็ตาม แต่ก็แทบไม่มีความกดดันจากที่ทำงาน หลายบริษัทยกเว้นบริษัทที่เกี่ยวข้องทางการเงินจึงยังคงการ Work from Home แต่อาจจะมีการจัด Meeting หรือประชุมบ้างเป็นครั้งคราวตามวาระ เพื่อพบปะสังสรรค์และอัพเดตงาน

 

สถานที่ทำงานมีขนาดเล็กลงหรือเปลี่ยนเป็น Co-Working Space

 

    ก่อนหน้านี้หลาย ๆ บริษัทขนาดเล็กอาจจะเคยมีบรรยากาศการทำงานแบบ Co-Working กันมาบ้าง จึงอาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อปรับตัวเรื่องพื้นที่ของสถานที่ทำงาน แต่บริษัทขนาดกลางและบริษัทขนาดใหญ่ อาจจะมีผลกระทบมากกว่า เนื่องจากบริษัทไม่ได้มีพนักงานมาทำงานที่บริษัท แต่ยังคงต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเช่าพื้นที่หรือค่าบำรุงอยู่เป็นเนือง ๆ ทำให้พื้นที่ของบริษัทไม่เกิดประโยชน์แถมยังเสียประโยชน์ หลายบริษัทจึงลดขนาดพื้นที่ลงให้เหลือเฉพาะฝ่ายที่จำเป็น หรือปล่อยให้เช่าเพื่อทำ Co-Working Space ในอนาคต Co-Workimg Space จึงน่าจะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเลยทีเดียว เพราะความสะดวกสบายในการทำงานรวมทั้งการประหยัดค่าใช้จ่ายของแต่ละบริษัท

 

เกิดการจ้าง Outsource มากขึ้น

หลังจากเกิดเหตุการณ์โควิด 19 หลาย ๆ บริษัทต้องปิดตัว หรือลดจำนวนพนักงานประจำลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้เกิดอัตราการตกงานมากขึ้น ในทางกลับกันการจ้าง Outsource หรือการจ้างพนักงานแบบชั่วคราว จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะหลาย ๆ ที่จะให้ค่าตอบแทนเป็นงาน ๆ ไป ไม่ใช่เงินเดือน เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินลักษณะนี้ที่ส่งผลให้ไม่มีงาน บริษัทจึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเดือน พนักงานเหล่านั้นจึงต้องผันตัวไปทำอาชีพพนักงานอิสระหรือฟรีแลนซ์มากขึ้น เพราะส่วนใหญ่จะไม่ทำสัญญาผูกมัด จึงเกิดความยุติธรรมต่อทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้าง รวมทั้งลูกค้า

 

ผู้คนสามารถทำงานหลากหลายมากขึ้น

 

    หลาย ๆ คนที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และได้ทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่ตนเองชอบ จะเห็นได้ว่าหลายคนอาจะพบพรสวรรค์และกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ตัวเองชอบและถนัด ไปจนถึงสามารถหาเลี้ยงชีพในช่วงโควิดได้ ซึ่งอาจะได้รายได้มากกว่าการทำงานเป็นพนักงานเงินเดือนเสียด้วยซ้ำ หรือบางคนค้นพบทักษะของตัวเองพร้อม ๆ กันหลาย ๆ ด้าน ก็สามารถใช้ความสามารถนั้นจนเกิดประโยชน์และรายได้ไปพร้อม ๆ กัน เช่น บางคนอาจะ Work from Home และรับงานเสริมในการขายอาหาร หรือรับ-ส่งอาหาร ไปพร้อม ๆ กันได้ ก่อให้เกิดการได้รายได้หลายทาง ซึ่งไม่สามารถทำได้ หากเราทำงานงานเดียวที่บริษัท

 

Technology จำเป็นสำหรับทุกคน

 

    เห็นได้ว่า Technology เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับคนทุกช่วงวัย บางคนที่แม้จะเกิดในยุคอนาล็อก และคิดว่าเทคโลยีในยุคดิจิตัลไม่จำเป็น แทบจะกลับคำพูดไม่ทัน เนื่องจากผู้บริหารระดับสูง หรือจะเห็นได้จากตัวอย่างในสถาบันการศึกษา ครู อาจารย์ที่ค่อนข้างมีอายุยังต้องหันมาเรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมที่จะช่วยเอื้อและอำนวยความสะดวกต่อการทำงาน รวมทั้งเด็กนักเรียน ผู้ปกครองในพื้นที่ห่างไกล ต้องคอยพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการศึกษา แม้อาจจะพบว่าหลาย ๆ พื้นที่ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยมีประสิทธิผล และเป็นปัญหาหนัก แต่มันก็คงดีกว่าการไม่เริ่มเรียนรู้เลย เพราะแน่นอนในอนาคต ประชากรบนโลกแทบจะ 100% ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการดำรงชีวิต รวมทั้งการทำงาน    

 

ไม่เรียนต่อปีนี้ ทำอะไรดีล่ะ? รวมกิจกรรมน่าทำระหว่างรอไปเรียนต่อปีหน้าหรือปีอื่นๆ

ทุนเรียนต่อสำหรับคนทำงานที่อยากกลับไปเรียน

รวม 4 ประเทศยอดฮิตสำหรับคนอยากทำงานเมืองนอก

ฟังประสบการณ์การเรียนต่อมหาวิทยาลัยในยุค COVID-19 แบบอินไซต์กัน!

Source; Deloitte

 

 

 

MUST READ

article Img

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOEFL ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

391.1K
article Img

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

91.3K
article Img

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

66.1K
article Img

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร >>เตรียมตัวสอบ IELTS Speaking หัวข้อคำถาม >>หลักสูตรด้านภาษาอังกฤษ >>หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบ EFL   (เรียนเป็นภาษาต่างประเทศ)   หลายๆ คนคงทราบว่าการสอบ IELTS นั้นแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่การฟัง อ่าน เขียน และพูด ตามลำดับ โดยมีคะแนนเต็ม 9.0 ซึ่งจะนำคะแนนที่เราได้ในแต่ละ part มาเฉลี่ยกัน บทความนี้จะเจาะลึกที่การเขียน task 2

60.4K