ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

ทำอย่างไรเมื่อตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเขียนอะไรลงในเรซูเม่บ้าง?

share image

ทำอย่างไรเมื่อตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเขียนอะไรลงในเรซูเม่บ้าง?

      ไม่ว่าใครก็อยากจะใส่หรือกรอกทุกสิ่งอย่างที่คุณเคยทำมาหรืองานทุกอย่างลงไปในเรซูเม่ของตัวเอง เพราะหวังว่ามันจะสามารถสร้างความประทับใจให้กับบริษัทหรือนายจ้าง  แต่แท้จริงแล้ว การกระทำเช่นนั้นมันทำให้คุณดูเป็นคนไม่มีการจัดการที่ดี แทนที่จะทำให้นายจ้างประทับใจ

      ในวันนี้ฮอทคอร์สจะมาแนะนำว่าเรซูเม่ที่ดีและดึงดูดความสนใจของนายจ้างนั้น ควรประกอบด้วยอะไรบ้าง เพื่อทำให้คุณสามารถเลือกได้ว่าจะเขียนอะไรลงไปในเรซูเม่ของคุณบ้าง

ขั้นแรก

      เขียนเรซูเม่ของคุณออกมาก่อน (ด้วยคอมพิวเตอร์)  โดยเขียน “ทุกอย่าง” เกี่ยวกับตัวคุณลงไป ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม แม้กระทั่งงานเสิร์ฟอาหารในร้านอาหารจานด่วนสมัยมัธยมก็ตาม   มั่นใจว่าคุณไม่ลืมที่จะเขียนงานเกี่ยวกับการเป็นอาสาสมัคร, งานอดิเรก รวมถึงทักษะทุกอย่างที่คุณมี  จากนั้นเซฟไฟล์นี้ไว้ในชื่อว่า "Master Resume"

ขั้นที่สอง

      Copy เรซูเม่ดังกล่าวไปไว้ในเอกสารใหม่ แล้วตั้งชื่อใหม่ โดยเรซูเม่ชุดนี้ จะเป็นขั้นตอนการตัดหรือลดรายละเอียดในเรซูเม่ของคุณลง

ขั้นที่สาม

      ทำการหาข้อมูลเกี่ยวกับนายจ้างของคุณ, มุมมองรวมถึงรายละเอียดของตำแหน่งงานที่คุณต้องการ  เพราะมันจะเป็นการสร้างไอเดียให้คุณในการคิดว่าอะไรคือสิ่งที่นายจ้างหรือบริษัทนั้นๆต้องการจริงๆ   จำเอาไว้ว่าสิ่งที่คุณต้องรู้นั้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเกี่ยวกับตำแหน่ง แต่เป็น “"tone" ของบริษัท

ขั้นที่สี่

      เขียนคุณสมบัติที่นายจ้างหรือบริษัทต้องการสำหรับตำแหน่งนั้นๆออกมา  นอกจากนี้คุณอาจจะตีความคุณสมบัติเพิ่มเติมได้จากวิสัยทัศน์, พันธกิจหรือสโลแกนของบริษัท เช่น ถ้าบริษัทกล่าวว่าสิ่งที่พวกเขาภาคภูมิใจคือ "customer service" ดังนั้นแสดงว่าเขาต้องการลูกจ้างที่เป็น “ผู้ที่ทำงานด้วยใจ” เป็นต้น

ขั้นที่ห้า

      สร้างใจความสำคัญของเรซูเม่ของคุณ โดยเฉพาะสิ่งที่ตรงกับคุณสมบัติหรือสิ่งที่บริษัทต้องการ โดยการเน้นหนักในเรื่องนั้นๆ เช่น ถ้าบริษัทกำลังมองหาคนทำงานที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหา คุณก็ควรจะเน้นในเรื่องประสบการณ์ที่คุณเคยเป็นคนจัดการกิจกรรมในสมัยเรียน เป็นต้น

ขั้นที่หก

      เน้นเรื่องของ “คุณสมบัติพิเศษ” ให้ชัดเจน ซึ่งนี่เป็นขั้นที่เรื่องของความสามารถพิเศษหรืองานอดิเรกเข้ามามีบทบาท  เช่น ถ้าคุณรู้วิธีการทำอนิเมชั่น, สามารถพูดภาษารัสเซีย หรือ มีความสามารถทางการเป็นผู้นำสมัยเป็นโค้ชทีมฟุตบอลที่มหาวิทยาลัย ก็จงแสดงมันออกมา โดยเฉพาะสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่คุณต้องการโดยตรงหรืออ้างอิงถึงได้  เช่น ถ้าคุณสมัครตำแหน่งนักออกแบบเว็บไซต์ให้กับพิพิธภัณฑ์ทางธรณีวิทยา คุณก็ควรจะเขียนลงไปด้วยว่าคุณเคยเรียนหรือมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับธรณีวิทยาอย่างไร

ขั้นที่เจ็ด

      ลบสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออกให้หมด (ที่ตอนแรกเขียนลงไป) โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่ได้แสดงออกให้เห็นถึงทักษะที่จำเป็นหรือคุณสมบัติที่ไม่สมควรต่างๆ  เช่น  บริษัทคอมพิวเตอร์ไม่ได้สนใจว่าคุณมีทักษะในการเล่นกีฬาอะไรบ้าง  ในทางเดียวกันบริษัทกีฬาก็ไม่ได้สนใจเช่นเดียวกันว่าคุณจะมีความเชี่ยวชาญทางด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์มากแค่ไหนก็ตาม (ยกเว้นคุณจะสมัครเป็นผู้พัฒนาเว็บไซต์) เป็นต้น

----------------------------------

ข้อควรจำ

• ควรหาบุคคลอื่นมาอ่านเรซูเม่ของคุณอีกครั้งก่อนที่จะตัดสินใจส่ง
• เขียนเรซูเม่เฉพาะขึ้นมาในแต่ละตำแหน่งที่คุณสมัคร  เพราะมันเป็นการทำให้นายจ้างหรือบริษัทเห็นถึงความเอาใจใส่และความตั้งใจของคุณ
• เตรียมพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์  เพราะในการสัมภาษณ์มักจะมีการพูดถึงรายละเอียดที่คุณเขียนลงไปในเรซูเม่เสมอ ดังนั้นแล้ว ในระหว่างที่เขียนเรซูเม่ คุณควรจดโน้ตย่อเกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องการจะพูดในวันสัมภาษณ์ รวมถึงประเด็นสำคัญที่คุณตั้งใจเน้นหนักด้วย

---------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติม
การวางแผนสำหรับผู้จบการศึกษา 
วิธีได้ฝึกงานอย่างที่ต้องการ 
ทำอย่างไรเมื่อต้องทำงานไปเรียนไป 

 

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

418.5K

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

340K

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

88K

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

59.3K