ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

จบมหาลัย Ranking ปัง สำคัญยังไงกับชีวิตหลังเรียนจบ?

does university ranking really matter

    แป๊ปๆ ก็วันศุกร์อีกแล้ว 

    วันนี้ มิสขอโยนคำถามเล่นๆ ไปให้ซิสแต่ละคนตอบก่อนจะเข้าเรื่องแล้วกันนะ สมมติว่า

 

    ซิสอยากเข้าคณะอักษรฯ เอกอังกฤษ มีมหาลัย 2  แห่งที่อยู่ใกล้บ้านทั้งคู่ เหมือนกันแทบทุกอย่าง ยกเว้นมหาลัย A ถูกจัดอันดับให้เป็นที่ 1 ของประเทศ ส่วนมหาลัย B เป็นอันดับ 2 คำถามคือซิสจะเลือกมหาลัยไหนคะ? 

 

    มิสเชื่อว่าซิสหลายคนต้องเลือกมหาลัยแรก เพราะ Ranking ดีกว่าแน่นอน แต่ Ranking มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ? คำถามนี้นำไปสู่การสืบสวนของมิสครั้งนี้ค่ะ มิสจะไปดูว่าพอพูดถึงเรื่อง Ranking แล้ว มีความคิดเห็นยังไงกันบ้าง มันสำคัญจริงๆ เหรอ? มันช่วยให้ชีวิตดีขึ้นรึเปล่า? ไปหาคำตอบกัน!

 

    ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า Ranking หรือการจัดอันดับมหาลัยนั้นทำขึ้นโดยบริษัทเอกชนด้านการศึกษา บริษัทจัดอันดับที่เราคุ้นเคยก็พวก QS World และ  Time Higher Education นอกจากนี้พวกนิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือเว็บไซต์ก็จัดอันดับบ้าง แต่ที่ทำทุกปีและได้รับการอ้างอิงมากๆ ก็ 2 อันด้านบน

 

    ส่วนเกณฑ์ที่ใช้จัด Ranking นั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทนั่นแหละ แต่จะแบ่งคร่าวๆ ได้เป็น 

    - Academic reputation (40%) ชื่อเสียงโดยรวม

    - Faculty/student ratio (20%) อัตราส่วนนักศึกษาในคณะ ดูว่าพอดีกับจำนวนมั้ย

    - Citations per faculty (20%) การถูกอ้างถึงในงานวิจัย 

    - Employee reputation (10%) ชื่อเสียงของลูกจ้าง

    - International faculty/student ratio (5%) อัตราส่วนนักศึกษาต่างชาติ

 

    เจาะลึกการจัดอันดับ RANKING มหาลัยในออสฯ - เชื่อได้จริงมั้ยนะ?

    

    มิสขอยกตัวอย่างจากเว็บม่วงมาให้อ่านกันก่อน ความเห็นนี้เป็นของคุณ BaBin ในกระทู้ จำเป็นไหมที่เราจะต้องจบมหาลัยที่ Rank สูงๆ? ที่บอกว่า

 

    มหาลัย Rank สูง ไม่ได้หมายถึงการยอมรับด้านชื่อเสียงเท่านั้นนะคะ แต่มันรวมถึงระบบการจัดการ คุณภาพการสอน การดูแลเอาใจใส่นักเรียน และอีกมากมาย เพราะเคยตัดสินใจเรียน มหาลัย Rank ต่ำ เพราะชอบที่ตัวคณะมาก และได้ offer master เลย เพราะเปลี่ยนสายเรียน และไม่มีประสบการณ์การทำงานใดๆที่เกี่ยวข้องเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน ทิ้งเงินค่าธรรมเนียมหลายพันปอนด์ เสียเวลาไปอีกปีนึง เพราะการจัดการแย่มาก ดูแลนักเรียนไม่ดีเลยค่ะ ทำให้เราไม่ทันไปเรียนตอนเปิดเทอม และยังมีปัญหาวีซ่าตามมาอีก

 

    เลยต้องจำใจเลือกมหาลัยที่ Rank สูงๆหน่อย แม้ว่าจะได้ offer เป็น Post Grad Dip แทนที่จะเป็น Master ก็ยอมแล้วค่ะ ไป upgrade ทีหลังก็ได้ มาตรฐานต่างกันจริงๆค่ะ Rank สูง-ต่ำ เนี่ย

 

    เลือกดีๆนะคะ เพราะมันรวมถึงความสุขในการเรียน เพื่อนที่ไปเจอ และความรู้ที่ได้ด้วยน่ะค่ะ ชื่อเสียงก็ผลพลอยได้ละกัน 55

 

    เปิดโผ 10 อันดับมหาลัยที่ค่าเทอมถูกที่สุดใน UK

 

    ประเด็นที่คุณ BaBin เสนอก็คือ Ranking อาจทำให้เรารู้ถึงคุณภาพมหาลัยได้นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพด้านการสอน การบริหาร และการดำเนินการ 

 

    มิสขอยกตัวอย่างอีกอันเพื่อยืนยันสิ่งที่คุณ BaBin เสนอ โดยยกกระทู้ เรื่องเล่าจากคนที่จบจาก "มหา'ลัยไม่ดัง"  ของคุณเอกบุรุษ สุดขอบฟ้า มิสขอสรุปโดยย่อแล้วกันนะ เรื่องของเรื่องก็คือคุณเอกบุรุษจบเอกญี่ปุ่น จากม.หนึ่งที่ “มหา'ลัยเล็กบ้างล่ะ ไม่ดังบ้างล่ะ ไม่เวิร์ค นู่นนี่นั่นเยอะแยะ”

 

    การเรียนการสอนมีปัญหา อาจารย์สอนญี่ปุ่นที่เริดจะไปเรียนต่อ เลยเจอแต่อาจารย์ที่ “ไม่สามารถที่จะจัดการเรื่องธุระอะไรต่าง ๆ ของสาขาวิชาได้ดีนัก” ส่วนเรื่องหนังสือเรียนนั้นก็หนักกว่า เพราะใช้เวลาเรียนวิชาพื้นฐานกว่า 2  ปี ในขณะที่อื่นจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ไหนจะอาจารย์ที่ญี่ปุ่นที่สอนแต่บทเรียนซ้ำๆ และเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่ช่วยให้เรามีโอกาสในการพัฒนาตนเอง แต่คุณ จขกท. เองก็ตัดสินใจไปหาหนังสือภาษาญี่ปุ่นขั้นสูงมาอ่านเองจนกระทั่งตอนนี้ได้เป็นล่ามญี่ปุ่นแล้วนะ

 

    ตอนนี้ผมจบออกมาแล้ว ทำงานเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ขอบอกเลยว่าการยืมหนังสือจากห้องสมุดของผมในวันนั้นแหละช่วยชีวิตผมไว้ เพื่อนผมหลายคนตอนนี้ก็ทำงานแล้ว บางคนก็เป็นล่าม บางคนก็ไม่ได้เป็นล่าม แต่ต้องทำงานคนญี่ปุ่นอยู่ดี บางคนก็ทิ้งสายญี่ปุ่นไปเลย คือทุกคนมีงานทำหมดแหละพูดง่าย ๆ แต่ก็ต้องบอกตามตรง ถึงผมจะบอกว่าการยืมหนังสือในห้องสมุดมันช่วยชีวิตผมไว้ก็จริง แต่เอาจริงแล้วถ้าเทียบกับพวกเด็กมหา'ลัยดัง ๆ ก็ยังห่างกันอยู่

 

    มิสอยากยกตรงนี้มา ไม่ใช่จะข่มมหาลัย Rank ไม่สูงนะคะ แต่มิสต้องการจะบอกว่ามันมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นจริงๆ สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เช่นอาจารย์หรือการสอน แต่สิ่งที่จะทำให้เราพัฒนาได้ก็คือ ‘การรู้ตัว’ ของเราเอง และ ‘การขวนขวายหาความรู้’ นี่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้

 

    อีกตัวอย่างมิสขอยกมาจากคอมเมนท์กระทู้เว็บม่วง ชื่อมหาวิทยาลัยมีผลต่อการสมัครงานไหมคะ โดยคุณสมาชิกหมายเลข 1211464 ซึ่งเป็นอดีต HR จึงมีโอกาสได้จับใบสมัครงานมาบ้าง บอกว่า 

 

    [ชื่อเสียงมหาลัย] มีผลพอสมควรสำหรับเด็กจบใหม่ค่ะ เพราะ

 

    1) เคยลองรับแบบไม่สนใจสถาบันเลย เพราะเคยคิดว่าขึ้นชื่อว่าบัณฑิตจบที่ไหนก็เป็นบัณฑิต  แต่พอรับเข้ามาทำงานจริง ๆ ปรากฎว่าเด็กจบใหม่จากสถาบันที่ไม่ใช่ระดับต้น ๆ ในสาขาที่ต้องการรับ (ส่วนหนึ่งมาจากม.ที่มีหลายสาขาทั่วประเทศ) จาก 6 คนที่รับในล็อตเดียวกันไม่มีใครผ่านโปรใน 4 เดือนเลย  และที่แปลกมากคือไม่มีใครมีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษแบบพื้นฐานได้เลย //  แต่พบอีกว่าถ้าเปรียบเทียบกับเด็กอีกกลุ่มที่รับมา  ซึ่งจบจากมหาวิทยาลัยเปิดที่ขึ้นชื่อเรื่องความพยายามและขยันของนักศึกษา  กลับพบว่าเด็กกลุ่มหลังนี้มีอัตราการผ่านโปรที่มากกว่า  มีความพร้อมในการเรียนรู้และทักษะด้านภาษาและการสื่อสารมากกว่า (บางคนไม่เก่ง Eng มาก แต่มีความพยายามในการฝึกฝนอย่างเห็นได้ชัดต่างจากเด็กกลุ่มแรก) // สุดท้ายคือเด็กกลุ่มที่จบจากสถาบันที่มีชื่อระดับหนึ่งก็มีอัตราการผ่านโปรเกือบ 100%   และทักษะภาษาค่อนข้างดี

 

2) จากเหตุผลในข้อแรกก็ให้ข้อคิดในการรับคนได้ว่า  ในเมื่อคนสมัครมีหลายคน และบริษัทก็ไม่มีเวลาและกำลังเงินมากพอที่จะจ้างให้มาทดลองงานได้ทุกคน  จึงต้องเลือกคนที่เกรดดี และมหาวิทยาลัยมีเครดิตในระดับหนึ่งมาก่อน  เพราะเชื่อว่าการที่เด็กคนนึงจะเข้าเรียนในม.ดี ๆ ได้ก็ต้องมีความพยายาม ความขยัน ความตั้งใจ และไหวพริบดีในระดับหนึ่งเช่นกัน

 

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความสามารถก็ช่วยได้ด้วยถึงแม้จะจบจากสถาบันที่ไม่ดัง แต่น้องสามารถเรียนให้ได้เกรดที่ดีและมีการทำกิจกรรมที่โดดเด่นจนกระแทกตา HR ที่ได้อ่าน Resume ของน้อง

    

    สมาชิกหมายเลข 1211464 เขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนว่าอาจมีผลสำหรับ ‘เด็กจบใหม่’ เท่านั้น เพราะประสบการณ์อาจจะยังไม่เยอะ ไม่มีเกณฑ์อื่นๆ ให้บริษัทตัดสินใจ เหล่า HR จึงใช้อะไรที่วัดได้ชัดเจนอย่าง Ranking ชื่อเสียงมหาลัย และเกรดมาวัดนั่นเอง แต่นี่ก็ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมดเพราะถ้า ‘มีประสบการณ์’ ไม่ว่าจะเป็นฝึกงานหรือการทำงานแล้ว ก็อาจทำให้สิ่งนี้เปลี่ยนไปก็ได้นะ

 

    ถ้าถามมิสว่า Rank มหาลัยไม่ดัง มีผลจริงมั้ย มิสตอบได้ว่ามี แต่อาจจะเป็นในระยะแรกเท่านั้น นั่นก็คือตอนเพิ่งเรียนจบ หลังจากนั้นเป็นเรื่องของ ‘ประสบการณ์’ ล้วนๆ เลย หลายซิสอาจจะแย้งว่า ปัจจัยต่างๆ ในชีวิตของแต่ละคนไม่ได้เท่ากันนะ ใครๆ ก็อยากจะเข้ามหาลัย Ranking เริดๆ อยู่แล้วแต่ติดปัญหาชีวิตที่ควบคุมไม่ได้บ้างล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน หรือปัญหาอื่นๆ ก็ตาม มิสอยากให้คิดบวกเข้าไว้ สิ่งหนึ่งที่มิสเชื่อจริงๆ เลยก็คือ ‘ความขยัน’ และ ‘ความตั้งใจ’ มันเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้จริงๆ นะ 

 

    ถ้ารู้ตัวว่ามหาลัยตัวเอง Rank ไม่เริดแล้วมิสแนะนำให้ทำเกรดรวมๆ ภาษาอังกฤษ และ Portfolio (เช่นประสบการณ์ฝึกงาน)ให้ดี นี่คือสิ่งที่จะทำให้เราได้เปรียบมากๆ เลยนะ 

 

    ตั้งใจนะคะ :)

 

ค้นหาคอร์ส

เลือกประเทศ
โดยระดับการศึกษา*
เกี่ยวกับผู้เขียน

does university ranking really matter

Miss Detective Diva (Miss DD) นักสืบสาวออนไลน์แห่ง Hotcourses Thailand

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

404120

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง....แต่ก็แพงอยู่นะบอกก่อน)  

327725

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

86584

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

56253