ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

Soft Skills ทักษะมัดใจมหาลัย เมื่อสมัครเรียนต่อ

share image

Soft Skills เป็นคำที่เราได้ยินเยอะมากในช่วงหลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญของมัน หรือถ้ามี Soft skills ก็จะได้เปรียบมากในการสมัครเรียน และในท้ายที่สุดจะเป็นแต้มต่อสำคัญในการรับสมัครงาน

 

Soft Skills คืออะไร?

 

    Soft Skills คือ ทักษะที่ใช้ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัวและตนเอง ตามหลักแล้วถือเป็นทักษะด้านสังคมและอารมณ์ ซึ่งต่างจาก Hard Skills ที่เป็นความรู้และทักษะที่ใช้ในการทำงาน ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้เหมือนเรียนในห้องเรียน แต่ Soft Skills นั้นจะเรียนรู้ผ่านการทำงาน การฝึกฝน หรือ ‘การอ่าน’ คนอื่นอีกทีหนึ่ง

 

    ในการกระทำทุกอย่างมักจะใช้ Soft Skills และ Hard Skills ผสมกันเสมอ เช่นเดียวกับการไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย! วันนี้ Hotcourses Thailand จะพาไปดูว่า Soft skills อะไรบ้างที่ควรจะมีหากอยากไปเรียนต่อนอกให้รอด ปัง จบแล้วก็ได้งานแน่นอน!

 

ทำไมต้องมี Soft Skills ถ้าอยากเรียนต่อนอก

     ถ้าผ่านเข้าไปรอบสัมภาษณ์ Sofe Skills นี่แหละคือตัวตัดเชือก! กรรมการสัมภาษณ์เค้าจะดูตรงนี้เลยคำถามที่เค้าถาม นอกจากจะวัดความรู้แล้ว ก็เพื่อดูทักษะด้านสังคมของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพูด การตอบคำถาม ท่าทาง สีหน้า eye contact มาหมด หลายๆ จะบอกกรรมการว่าจะเราจะเรียนรอดมั้ย จะเข้ากับคลาสได้และสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้รึเปล่า

    พอเข้าไปเรียนได้จริงๆ แล้วทักษะนี้ก็ยิ่งต้องใช้มากขึ้น เพราะต้องเจอทั้งอาจารย์ เพื่อนและใครต่อใครไม่รู้อีกเยอะมากที่จะเข้ามา interact กับเราขณะเป็นนักศึกษา เรียกว่ามีไว้ได้ใช้แน่นอน

 

Soft Skills ที่ต้องมีก่อนเรียนต่อต่างประเทศ

 

ทักษะด้านการปรับตัว (Adaptability)

 

    ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปเร็วมากกกก การปรับตัวให้ทันเพื่ออยู่รอดในสถานการณ์ต่างๆ จึงจำเป็น เช่นเดียวกัน ก่อนจะไปเรียนต่อถ้ามีทักษะนี้จะช่วยให้เราปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น พูดแล้วอาจจะยังไม่เห็นภาพว่าการปรับตัวเป็นยังไง ง่ายๆ คือเราเรียนรู้สถานการณ์ให้ไวและเอาไปปรับใช้กับสถานการณ์ที่เราเจอ

ทักษะนี้ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องเป็นการเรียนต่อนอกเท่านั้น การทำงานก็ใช้ได้

 

ทักษะการสื่อสาร (Communication)

 

    เราสื่อสารกันทุกวัน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสื่อสารได้ดี ไม่งั้นคงไม่มีการเข้าใจผิดเกิดขึ้นบ่อยๆ (ถูกมั้ย?) การสื่อสารแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ Written communication (สื่อสารผ่านการเขียน), Verban communication (สื่อสารผ่านการพูด) และ Non-verbal communication (สื่อสารผ่านลักษณะอื่นๆ ที่ไม่ใช่คำพูด - ท่าทาง สีหน้า) ดังนั้นถ้าเราสามารถ master ทักษะการสื่อสารทั้ง 3 อันได้ คือปังแน่นอน

 

    การเขียน จำเป็นมากในการเรียนและการทำงาน เพราะเราต้องทำงานส่งอาจารย์อยู่แล้ว การเขียนที่กระชับ ชัดเจน เรียบเรียงเป็นลำดับจะมีประโยชน์มากๆ เพราะจะช่วยเสริมทักษะการพูดและการลำดับความคิดด้วย

 

    การพูด แน่นอนว่าเราต้องพรีเซนต์งาน หรือแม้กระทั่ง discuss ในวิชาสัมมนา การพูดให้ตรงประเด็น ไม่เวิ่นเว้อ ไม่วนไปวนมาก็จะทำให้น่าฟัง สามารถดึงความสนใจของผู้ฟังได้

 

    การสื่อสารอวัจนภาษา (Non-verbal) เป็นได้ทั้งท่าทางร่างกาย สายตา น้ำเสียง สีหน้า ฯลฯ เชื่อมั้ยว่าส่วนนี้มีน้ำหนักมากกว่า content ที่พูดอีก ถ้าทำไม่เป๊ะคนก็อาจไม่สนใจ content ที่เราอยากจะพูดเลย จะทำส่วนนี้ให้ดีต้องมั่นใจ มีทักษะ active listening, คิดเร็ว เป็นต้น

 

ทักษะการจัดการความเครียด (Stress Management)

 

    เป็นธรรมดาที่จะเครียดนะ แต่เราต้องรู้จัก turn off มันสักพักเพื่อสุขภาพจิตและกายค่ะ! แล้วก็เรียนก็ไม่ใช่จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ ยิ่งเป็นต่างบ้านต่างเมืองด้วย ดังนั้นทักษะที่จะ unwind ตัวเองในแต่ละวันจึงสำคัญไม่แพ้ทักษะสังคมด้านอื่นๆ เลย พยายามหาต้นเหตุความเครียด และหาวิธีจัดการมันดู (คงบอกวิธีเป๊ะๆ ไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีวิธีจัดการความเครียดต่างกัน) เมื่อหาเจอแล้วก็อย่าลืมดูแลตัวเองเพื่อจะได้กลับมาเรียนและทำงานได้อย่างเต็มที่

 

ทักษะการจัดการเวลา (Time Management)

 

    หลายครั้งทักษะนี้มักจะถูกมองข้ามไปแต่รู้มั้ยว่าการมีทักษะนี้สำคัญมากกกก เพราะแต่ละวันเวลามีจำกัด 24 ชั่วโมง จะใช้มันอย่างไรก็แล้วแต่แต่ละคน แต่จะทำยังไงให้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุดนี่แหละคือคำถาม เพราะอย่าลืมว่าทุกอย่างมีเดดไลน์ เปเปอร์มีเดดไลน์ งานมีเดดไลน์ ดังนั้นถ้าจัดการเวลาไม่ได้มันจะเป็นโดมิโน่ (พังไปตามลำดับ) ดังนั้นต้องจัดลำดับความสำคัญให้เป็น อะไรควรทำก่อนทำหลัง จะได้มีเวลาให้ตัวเองด้วยนะ

 

ทักษะการทำงานเป็นทีม (Teamwork)

 

    ไม่มีอะไรที่จะทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว (ถ้ามีก็คงช้า) ดังนั้นจึงต้องมีการแบ่งงาน แบ่งภาระกันเพื่อให้งานเสร็จไวๆ การเรียนก็เหมือนกัน งานกลุ่มที่ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ จะทำยังไงให้แต่ละคนได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้เต็มที่ที่สุด? ไหนจะความวายป่วงที่แตกต่างไปในแต่ละคนอีก? นี่แหละคือความท้าทายของการทำงานเป็นทีม แต่ถ้าจัดการได้ รับรองว่าไปได้เร็ว จัดการปัญหาได้แน่นอน

 

ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking)

 

    ทักษะนี้แปลง่ายๆ อาจจะเป็นการคิดให้นอกกรอบ นอกกล่อง เป็นการแก้ปัญหา หรือทำงานโดยใช้วิธีใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน การจะสร้างทักษะนี้ขึ้นมาได้ต้องมี Curiosity มีทักษะการวิเคราะห์ (Analysis) ก่อน ว่าอะไรเป็นอะไร จากนั้นก็ต้อง Open-minded คือมองเห็นความเป็นไปได้ ต้องมองมุมกลับปรับมุมมองเลยแหละ เรียกว่าต้องเปิดรับที่อย่าง จากนั้นก็ใช้สกิลการแก้ปัญหา (Problem solving) การจัดการ (Organised) และการสื่อสารด้วย เรียกได้ว่าต้องใช้หลายทักษะผสมผสานกัน

 

    ถ้าเรามีทักษะนี้ เปเปอร์ของเราก็จะแตกต่างจากคนอื่น เผลอๆ อาจเป็นคนแรกที่ทำ (อิอิ) และไม่แน่เราอาจเจอวิธีที่ดีกว่าในการทำงานก็ได้นะ

 

พัฒนา Soft Skills ยังไง?

หาคำแนะนำ

      ถามอาจารย์ ถามเพื่อน ถามรุ่นพี่ที่จะช่วยชี้แนะทักษะให้เราได้

หาวิธีฝึกฝน

     Soft Skills มันมีหลากอย่างมาก เราก็เลือกด้านที่เราอยากพัฒนามาฝึกฝน เช่นถ้าเราอยากฝึกด้านความเป็นผู้นำ ก็ต้องหาอะไรที่เปิดโอกาสให้เราทำอย่างนั้นดู หรือถ้าอยากแก้ปัญหาได้เก่งๆ ก็ต้องไปโปรเจ็คที่ต้องใช้ความคิดเยอะๆ

     โดยกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เราฝึกฝนทักษะ soft skills ก็เช่น เข้าชมรม ทำจิตอาสา เข้าคอร์สฝึกสกิลไปเลย (เช่น Hackathon ก็ว่าไป) ฝึกงาน เป็นต้น

 

Source; The balance career, Educations

 

 

MUST READ

article Img

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOEFL ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

406.9K
article Img

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

92.8K
article Img

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

69.4K
article Img

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร >>เตรียมตัวสอบ IELTS Speaking หัวข้อคำถาม >>หลักสูตรด้านภาษาอังกฤษ >>หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบ EFL   (เรียนเป็นภาษาต่างประเทศ)   หลายๆ คนคงทราบว่าการสอบ IELTS นั้นแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่การฟัง อ่าน เขียน และพูด ตามลำดับ โดยมีคะแนนเต็ม 9.0 ซึ่งจะนำคะแนนที่เราได้ในแต่ละ part มาเฉลี่ยกัน บทความนี้จะเจาะลึกที่การเขียน task 2

62.2K