ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกจาก QS World University Rankings ปี 2021 มาแล้วจ้า

share image

และแล้วอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกของปี 2021 หน้านี้ก็ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ ซึ่ง QS เจ้าเก่าที่เก๋าเกมในเรื่องของการจัดอันดับเค้าเพิ่งเผยแพร่ลิสท์นี้มาไม่นาน Hotcourses ก็รีบเอามาให้ดูกันเลยค่ะ จะได้ไม่ตกเทรนด์กัน

 

โดยการจัดอันดับมหาวิทยาลัยประจำปีครั้งนี้ เป็นการประเมินจากมหาวิทยาลัยกว่า 5,000แห่งทั่วประเทศ และเราได้เจาะลึกกันไปที่มหาวิทยาลัยดาวรุ่ง ทั้งที่น่าจับตามอง และที่โดนกระชากมงกันไปจากปีที่แล้ว รวมไปถึงหลักการในการจัดอันดับต่างๆด้วยค่ะ เอาล่ะ.. เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

 

สำหรับรางวัลที่หนึ่งตกเป็นของ... แถ่น แทน แท๊น (กลองมาค่ะ).. The Massachusetts Institute for Technology (MIT) ที่ครองตำแหน่งที่หนึ่งมายาวนานถึง 9 ปีด้วยกัน และเมื่อเราดูอันดับโดยรวมแล้ว จะเห็นได้เลยค่ะว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ที่ติดโผ จะมาจากประเทศอเมริกาหรือประเทศอังกฤษเป็นหลัก แต่สำหรับปีนี้ มหาวิทยาลัยจากประเทศอเมริกา แอบตกอันดับไปจากตารางพอสมควรเลยทีเดียว และมีเพียงแค่ 34 แห่ง จากทั้งหมด 153 แห่งเท่านั้นที่คะแนนเด้งขึ้นมาได้ และมหาวิทยาลัยจากฝั่งอังกฤษก็ตกลงไปหนึ่งแห่งเช่นกัน ในขณะที่มหาวิทยาลัยจากฝั่งเอเชียกลับมีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด การันตีด้วยการที่เราได้เห็นมหาวิทยาลัยจากแถบเอเชียกว่า 26 แห่ง กระโดดเข้ามาติดท็อป 100 อันดับค่ะ

 

10 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด โดยการจัดอันดับของ QS World University Rankings 2021

  1. Massachusetts Institute of Technology (USA)

  2. Stanford University (USA)

  3. Harvard University (USA)

  4. California Institute of Technology (USA) (ขึ้นมาจากอันดับที่ 5 เมื่อปี 2020)

  5. University of Oxford(UK) (ตกลงมาจากอันดับที่ 4 เมื่อปี 2020)

  6. ETH Zurich (Switzerland)

  7. University of Cambridge (UK)

  8. Imperial College London (UK) (ขึ้นมาจากอันดับที่ 9 เมื่อปี 2020)

  9. University of Chicago (USA) (ขึ้นมาจากอันดับที่ 10 เมื่อปี 2020)

  10. UCL  (UK) (ตกลงมาจากอันดับที่ 8 เมื่อปี 2020)

จากอันดับข้างบนนี้ เราจะเห็นได้เลยว่า 3 อันดับแรก ยังเป็นมหาวิทยาลัยเจ้าเก่าจากอเมริกา ที่ครองตำแหน่งกันมาอย่างยาวนานมาตั้งแต่สมัยปี 2018 ส่วนอันดับที่ 4 เป็นต้นไปมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยค่ะ อย่างเช่น Oxford University ตกลงมา 1 อันดับจากปีที่แล้ว หล่นมาอยู่ที่อันดับที่ 5 โดยเจอ California Institute of Technology แย่งอันดับที่ 4 ไปครอง ส่วนมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง UCL ก็หล่นมาจากอันดับที่ 8 เมื่อปีที่แล้ว กลิ้งไป 2 ตำแหน่งมาหยุดที่อันดับที่ 10 ครองตำแหน่งรั้งท้ายตารางไปอย่างเฉียดฉิว


มหาวิทยาลัยที่น่าจับตามองจากตารางนี้ ต้องบอกว่าเป็น ETH Zurich จากสวิตเซอร์แลนด์ค่ะ โดยที่เริ่มไต่อันดับมาจากอันดับที่ 10 ในปี 2018 มาอันดับที่ 7 ในปี 2019 และมาติดอยู่ที่อันดับที่ 6 ของทั้งปี 2020 และ 2021 เรียกได้ว่าเป็นดาวรุ่งที่คะแนนขึ้นมาตลอดค่ะ

 

25 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด โดยการจัดอันดับของ QS World University Rankings 2021

อย่างที่บอกว่า 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยจากฝั่งอเมริกาและอังกฤษทั้งนั้น แต่เมื่อมาดูอันดับที่ 11 - 25 เรากลับเห็นความหลากหลายจากประเทศต่างๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือญี่ปุ่น มาดูกันเลยค่ะว่ามีที่ไหนกันบ้าง

11.  National University of Singapore (Singapore)

12.  Princeton University (USA)

13. Nanyang Technological University (Singapore)

14. EPFL (Switzerland)

15.  Tsinghua University (China mainland)

 16. University of Pennsylvania (USA)

 17. Yale University (USA)

18. Cornell University

19. Colombia University (USA)

20. The University of Edinburgh (UK)

21. University of Michigan- Ann Arbor (USA)

22. The University of Hong Kong (Hong Kong SAR)

23. Peking University (China mainland)

24. The University of Tokyo (Japan)

25. Johns Hopkins University (USA)

เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว มหาวิทยาลัย EPFL จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้กระโดดขึ้นมาจากอันดับที่ 18 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 14 ในปีนี้ ทำให้โดยรวมแล้ว เราได้เห็นมหาวิทยาลัยดีๆจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 2 แห่ง ติดโผ 1 ใน 15 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกเลยล่ะค่ะ และที่เป็นอีกหนึ่งตัวเต็ง ก็มาจากฝั่งประเทศจีน ที่ปีนี้เราได้เห็น 2 มหาวิทยาลัยจีนชื่อดัง ติดอันดับ 1 ใน 25 ของโลกด้วยค่ะ 

 

50 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด โดยการจัดอันดับของ QS World University Rankings 2021

 

ไปค่ะ ไปกันต่อที่มหาวิทยาลัยท็อป 50 ที่ดีที่สุดในโลก ถ้าเรามาดูตารางนี้ เราจะเริ่มเห็นมหาวิทยาลัยจากทางประเทศแคนาดาและออสเตรเลีย ที่ก้าวเข้ามาติดโผกับเค้าด้วยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเราดูกันดีๆ จะเห็นได้ว่าใน 50 อันดับนี้ จะมีมหาวิทยาลัยจากออสเตรเลียถึง 5 แห่ง และ มหาวิทยาลัยจากแคนาดาถึง 3 แห่งด้วยกันค่ะ มีที่ไหนกันบ้าง ไปดูกันเลย 

 

=25. University of Toronto (Canada)

27. The Hong Kong University of Science and Technology (Hong Kong SAR)

=27. The University of Manchester (UK)

29. Northwestern University (USA)

30. University of California, Berkeley (USA)

=31. The Australian National University (Australia)

=31. Kings College London (UK)

=31. McGill University (Canada)

34. Fudan University (China mainland)

35. New York University (USA)

36. University of California, Los Angeles (USA)

37. Seoul National University (South Korea)

38. Kyoto University (Japan)

39. KAIST (South Korea)

40. The University of Sydney (Australia)

41. The University of Melbourne (Australia)

42. Duke University (USA)

43. The Chinese University of Hong Kong (Hong Kong SAR)

44. The University of New South Wales (Australia)

45. University of British Colombia (Canada)

46. The University of Queensland (Australia)

47. Shanghai Jiao Tong University (China mainland)

48. City University of Hong Kong (Hong Kong SAR)

49. London School of Economics (UK)

50. Technical University of Munich (Germany)

 

พอมาดูอันดับท็อป 50 ที่แบบนี้ จะเห็นได้ชัดเลยค่ะว่ามหาวิทยาลัยที่ติดอันดับมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น มหาวิทยาลัยจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี แต่.. มีแต่เล็กๆค่ะ มหาวิทยาลัยจากญี่ปุ่นทั้ง 2 ที่ที่ติดโผ ดันร่วงลงมาจากปีที่แล้วเล็กน้อย เช่น Kyoto University ร่วงจากอันดับ 33 มาอยู่ที่อันดับ 38 ในปีนี้ แต่พี่ยุ่นก็ไม่ได้ร่วงคนเดียวนะคะ พี่กันอย่าง Duke University ก็ร่วงกันมาอย่างฉุดไม่อยู่ จากอันดับเดิมที่ 25 รอบนี้ตกมาอยู่ที่อันดับ 42 อันนี้เรียกได้ว่าร่วงกราวกันเลยค่ะ ในขณะที่หลายๆมหาวิทยาลัยร่วงเหมือนผมร่วงเมื่อกินผงชูรส Fudan Univerisity จากพี่ใหญ่จีน ก็กลับกระโดดข้ามกำแพง จากอันดับที่ 40 มาอยู่ที่อันดับที่ 34 เรียกว่าน่าทึ่งมากๆเลยค่ะ

 

 

เค้าจัดอันดับมหาวิทยาลัยกันยังไงนะ?

 

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยครั้งนี้ใช้เกณฑ์การจัดอันดับ 6 อย่างด้วยกันค่ะ โดยเกณฑ์ทั้งหมดนี้ มีความหลากหลายในตัว เพื่อให้การประเมินแฟร์กับทุกฝ่ายมากที่สุด และเกณฑ์เหล่านี้ ก็ได้ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2015 เลยล่ะค่ะ มาดูกันเลยว่ามีอะไรกันบ้าง

  • ชื่อเสียงด้านวิชาการ (40%)

  • อัตรานักเรียนต่อคณะ (20%)

  • ชื่อเสียงในด้านการหางานต่อ (10%)

  • Citations per faculty (20%)

  • อัตราคณะและการเรียนการสอนแบบนานาชาติ (5%)

  • อัตรานักเรียนนานาชาติ (5%)

เกณฑ์ที่สำคัญที่สุดก็คงหนีไม่พ้นชื่อเสียงด้านวิชาการ ที่นับเป็นคะแนนกว่า 40% โดยทางผู้จัดอันดับก็ได้ทำการสำรวจจากนักเรียนกว่าหนึ่งแสนคน เพื่อประเมินเรื่องการเรียนการสอนของแต่ละมหาวิทยาลัย ร่วมไปกับการตรวจดูคุณภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนั้นๆด้วยค่ะ

 

อีกหนึ่งเกณฑ์ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องอัตรานักเรียนต่อคณะศึกษาค่ะ ยิ่งตัวเลขน้อย ยิ่งหมายถึงว่านักเรียนจะสามารถมีการปฎิสัมพันธ์กับสตาฟหรืออาจารย์ได้มากขึ้น เข้าถึงการเรียนการสอนต่างๆได้ดีขึ่้น นอกจากนั้นแล้ว ความหลากหลายทางเชื้อชาติก็มีส่วนช่วยผลักดันให้คะแนนสูงขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยแสดงศักยภาพให้เห็นว่าสามารถรองรับนักเรียนนักศึกษาได้อย่างไม่มีข้อจำกัดด้านเชื้อชาติค่ะ

 

เป็นยังไงกันบ้างคะ กับรายชื่อมหาวิทยาลัยสุดยอดทั้ง 50 แห่ง มีที่ไหนที่เพื่อนๆเล็งไว้รึเปล่า แต่.. ถ้ามหาวิทยาลัยที่เราสนใจไม่ติดอันดับกับเค้า หรือร่วงผล็อยถอยหลังในปีนี้ ก็อย่าเพิ่งใจเสียไปนะคะ จำได้ว่าการจัดอันดับเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น เรายังมีปัจจัยอื่นๆที่ต้องเก็บมาคิดก่อนเลือกที่เรียนด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคณะที่เรียน คณาจารย์ หรือสภาพที่อยู่และอีกหลายๆอย่าง ค่อยๆดูกันไปและพิจารณาให้ดีๆ ก่อนเลือกมหาวิทยาลัยที่เราสนใจนะคะ Hotcourses Thailand ขอเอาใจช่วยให้เพื่อนๆเลือกมหาวิทยาลัยได้โดนใจ และสนุกกับการเรียนในที่สุดค่ะ

 

Credit: https://www.hotcoursesabroad.com/study-abroad-info/latest-news/qs-world-university-rankings-2021:-top-universities-rated/

 

 

 

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

424K

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

348.5K

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

88.3K

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

60.2K