ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

สืบเฉพาะกิจ: ต่างชาติทุกคน Racist เรื่องโรค Covid-19 จริงมั้ย

racism during the covid-19 time

   สวัสดีค่า วันศุกร์อีกแล้ววววว 

    ซิสๆ กักตัวอยู่บ้านกันมากี่วันแล้วคะ?

 

    ตอนนี้มิสเองก็กักตัวอยู่บ้านเช่นกัน พยายามทำตามนโยบาย Social Distancing อยู่ (แม้รัฐบาลบางประเทศจะไม่ออกนโยบายจริงๆ จังๆ ซะที) ไม่กี่วันก่อน ระหว่างไถหน้าเฟสบุ๊กอ่านข่าว มิสก็ไปเห็นข่าวหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศทางตะวันตกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และประเทศยุโรปหลายประเทศ นั่นคือ ‘การเหยียดชาวเอเชีย’ ที่เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากโรคระบาดโควิด-19

 

    ต้องออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่ชาวต่างชาติ ‘ทุกคน’ จะเหยียดเชื้อชาตินะเออ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเรื่องทำนองนี้ไม่มีอยู่จริง ชาวต่างชาติหลายคนก็ Open และพร้อมจะช่วยเหลือนั่นแหละ แต่มันจะมีคนบางกลุ่มที่จะหวาดระแวงหน่อยๆ จากข่าวที่มิสอ่านๆ มา ส่วนใหญ่คนที่กลัว เค้าจะตัดสินไปก่อนแล้วว่าแค่เป็นเอเชียตาตี่ๆ ผิวขาวๆ หรือหน้าตาคล้ายคนจีน ก็มีสิทธิแพร่เชื้อได้แล้ว! มันก็จะกลายมาเป็นความหวาดระแวงว่า อุ๊ย เธอจะไอ เธอจะแพร่เชื้อให้ชั้นมั้ยนะ ประมาณนี้ 

 

    ความจริงข่าวการเหยียดเชื้อชาติเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการระบาดแล้วล่ะ ตอนนั้นสหรัฐอเมริกายังไม่ระบาดหนักขนาดนี้เลย (จนตอนนี้สหรัฐฯ มีจำนวนผู้ติดเชื้อ 245,184 คน แล้ว! แซงหน้าประเทศจีนขาดลอย) ข่าวแรกๆ ที่มิสเห็นก็คือ ตั้งแต่นักเรียนไทยโดดทำร้ายในประเทศอังกฤษ 

 

    เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2563  สำนักข่าว The Guardian รายงานว่าชายหนุ่มคนไทย คือ ภวัต ศิลวัตกุล ถูกวัยรุ่น 2 คนทำร้าย ปล้น และตะโกนล้อเลียนว่า ‘Coronavirus! Coronavirus! Ha, ha! (โคโรนาไวรัส โคโรนาไวรัส ฮ่าๆ)’ คดีนี้เป็นคดีเหยียดเชื้อชาติคดีแรก ที่เกี่ยวข้องกับโรคระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในอังกฤษ 

 

    ภวัตเล่าว่า เขากำลังเดินทางกลับบ้านซึ่งอยู่ทางตะวันตกของกรุงลอนดอน เมื่อลงจากรถก็ได้ยินคนตะโกนใส่ จึงถอดหูฟังเฮดโฟนที่ใส่ออก จนได้ยินวัยรุ่นทั้ง 2 คนตะโกนว่า ‘Coronavirus! Coronavirus! Ha, ha!’ พอดี หนึ่งในนั้นอัดคลิปถ่ายไว้ ส่วนอีกคนกระชากเฮดโฟนของเขาไป วัยรุ่นทั้ง 2 คนไม่ได้หนีในตอนแรก หากหัวเราะเยาะเขา ภวัตบอกว่า “ณ ตอนนั้น มันไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกปล้นเลย มันรู้สึกเหมือนโดนรังแกและถูกกลั่นแกล้งมากกว่า” 

 

    สถานการณ์เริ่มบานปลายเมื่อภวัตตัดสินใจวิ่งถามวัยรุ่นทั้ง 2 คน “เมื่อวิ่งไปประมาณ 50 เมตร พวกเขาก็วิ่งข้ามถนน ผมก็ตะโกนว่า ‘ทำไมถึงทำแบบนี้?’ เมื่อไปถึงเกาะกลาง หนึ่งในนั้นก็หันมาและต่อยหน้าจนผมล้มลงไปที่พื้น มีเลือดออกเต็มไปหมด” ในตอนแรกภวัตร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งมีคน 2 คนมาช่วย จากนั้นภวัตจึงเรียก Uber ไปที่โรงพยาบาล 

 

    “มันทำให้ผมต้องระวัดระวังตัวมากๆ เป็นความรู้สึกที่แย่ที่ยังรู้ว่าพวกนั้นยังลอยนวล มันไม่ใช่แค่การปล้น แต่ผมตกเป็นเป้าเพราะเชื้อชาติของผม พวกเขายังถ่ายคลิปเพื่อทำให้ผมอับอาย ราวกับว่าชาวเอเชียตะวันออกว่าง่าย และเป็นเป้าหมายที่เล่นงานได้ง่ายๆ”  

 

    เหตุการณ์คล้ายๆ กันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 นักศึกษาชายชาวสิงคโปร์ ถูกกลุ่มวัยรุ่นในกรุงลอนดอนของอังกฤษรุมทำร้าย หลังจากถูกเหยียดเรื่องเชื้อชาติและเรื่องโรคโควิด-19

 

    นี่แค่น้ำจิ้มกรณีนะคะ มิสเชื่อว่ายังมีเหตุการณ์คล้ายๆ กันแบบนี้เกิดขึ้นอีกหลายเคส เพียงแค่เค้าอาจไม่ได้เป็นที่รับรู้เท่านั้น ล่าสุดก็มีผลสำรวจออกมาจาก Ipsos Mori ว่า 14% ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับคนที่มาจากประเทศจีนหรือคนที่มีหน้าตาคล้ายกับคนที่มาจากจีน 

 

    ในสหรัฐอเมริกาเอง ทั้ง Chinese-American และกลุ่มคนเอเชียอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดครั้งนี้เช่นกัน เว็บไซต์ Stop AAPI Hate ซึ่ง Russell Jeung อาจารย์ภาควิชา Asian American Studies ที่ San Francisco State University ช่วยก่อตั้งนั้น ได้รับรายงานการเลือกปฏิบัติ (Discrimation) สูงถึง 650 เคสโดยกลุ่มชาวเอเชียเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยจะโดนทางคำพูด หรือการล้อมากที่สุด

 

    USA Today รายงานว่าชาวเอเชีย-อเมริกันกำลังเป็นเป้าหมายของคนที่กลัวคนต่างชาติ (xenophobic)  และพวกหัวรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความเชื่อเหล่านี้กำลังถูกสุมด้วยคำพูด การกระทำ การแสดงออกของนักการเมือง (เช่น ทรัมป์) ที่ตอนหลังออกมาปกป้องชาว Asian Americans หลังจากเรียกเชื้อ Covid-19 ว่า “Chinese Virus (ไวรัสจีน)” มาตั้งหลายที! 

 

    ไม่ใช่แค่อังกฤษ และสหรัฐฯ แต่ความหวาดระแวงยังสะพัดไปทั่วโลก ที่ยุโรปเอง Frech-Asianก ก็ได้รับผลกระทบ จนต้องเกิด #JeNeSuisPasUnVirus หรือ ‘I am not a virus’ ขึ้นในทวิตเตอร์เพื่อต่อสู้กับการเหยียดเชื้อชาติที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ ในเนเธอแลนด์ ขณะที่ Jiye Seong-Yu ล่ามสาวชาวเกาหลีกำลังปั่นจักรยายกลับบ้าน ผู้ชาย 2 คนปั่นจักรยานมาใกล้ๆ แล้วตะโกนว่า “Chinese (คนจีน)” ในขณะที่คนซ้อนท้ายพยายามจะต่อยเธอ ในเยอรมันเองสาวจีนอายุ 23 ปีก็ถูกรุมทำร้ายโดยผู้หญิง 2 คนในเบอร์ลิน 

 

    ในออสเตรเลียเอง นักเรียนชาวจีน Christine Zheng ก็คนแปลกหน้าถูกตะโกนใส่ว่า ‘Coronavirus’ เพียงเพราะเธอเป็นคนเดียวที่ใส่หน้ากากอนามัย เธอบอกว่า เธอรู้สึกได้ถึงความมุ่งร้ายเลย หรือ Rani Pramesti ผู้อพยกชาวอินโดนีเซียก็เจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันตอนพาหมาไปเดินเล่น (อ่านต่อที่ abc.net.au) หรือในเมลเบิร์น พ่อแม่ก็ปฏิเสธไม่ให้ลูกเข้ารับการรักษากับหมอและนางพยาบาลที่มีหน้าตาเป็นเอเชียน! (Gaurdain

 

    วันนี้มิสอาจจะสืบเรื่องเครียดหน่อย แต่คิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องตระหนักให้มาก เพราะหากเราพูดถึงสิทธิขั้นพื้นฐานแล้ว เชื้อชาติ ศาสนา ผิวสี หน้าตา เป็นอะไรที่เราเอามาใช้เป็นข้ออ้างในการทำร้ายกันไม่ได้ มันไม่ถูกต้อง ต้องเข้าใจว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้หรอก แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราต้องช่วยดูแลกัน แทนที่จะมาทำร้ายกัน เพราะตอนนี้ทั้งโลกก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันอะซิส 

 

    ถ้าเราไม่รับรู้ถึงเรื่อง racism นี้ ไม่เฝ้าระวัง ไม่ช่วยปกป้องคนที่ได้รับผลกระทบจากการเหยียดเชื้อชาติ เรื่องนี้มันอาจจะเกิดขึ้นกับเราสักวันก็ได้ เพราะการเหยียดเชื้อชาติมันเกิดได้กับทุกคน ใครจะไปรู้ว่าหลังจาก Covid-19 จบแล้วอะไรจะเกิดขึ้นอีก? 

 

    ในตอนนี้สิ่งที่เราทำได้ก็คือช่วยเป็นหูเป็นตาให้กัน พยายามไม่ออกไปไหน Social Distancing เข้าไว้ และถ้าหาเจอเหตุการณ์โดยตรง ให้อัดคลิปไว้เลย! หลังจากนั้นต้องแจ้งตำรวจเพราะเรื่องนี้ฝรั่งเค้าซีเรียสมาก มันผิดกฎหมายนะเออ 

 

    มาช่วยกันสร้างค่านิยมที่ไม่เป็นภัยต่อทุกคนในสังคมดีกว่า :) 

 

 

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

427.7K

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

354.7K

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

88.6K

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

60.7K