ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

สืบการเรียนหมอ ที่ไทยว่ายากแล้ว ต่างประเทศจะหินแค่ไหน!?

share image

เฮลโหลลลซิสส กลับมาพบกับมิสดีดีอีกแล้ววว วันนี้มิสจะมาว่าด้วยเรื่องการเรียนต่อสายการแพทย์ในต่างประเทศ เพราะหลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่ามันเป็นยังไง จะยากเหมือนเรียนเมืองไทยมั้ย ถ้าอยากไป ต้องเตรียมตัวอย่างไร จะมีอุปสรรคอะไรหรือเปล่า เรียนที่ต่างประเทศ จะแตกต่างกับที่ไทยอย่างไร แล้วจบมาควรเป็นหมอที่ต่างประเทศเลย หรือจะกลับมาเป็นหมอที่ไทยดี? สารพัดคำถามจะถูกแถลงไขวันนี้แหละ! เริ่ม!

 

    กระทู้แรก ขอยก เรียนหมอที่ไทย VS เรียนหมอต่างประเทศ โดยคุณสมาชิกหมายเลข 1151452 ที่มาถามถึงข้อดี-ข้อเสียของการเรียนหมอที่ไทยและที่ต่างประเทศ รวมไปถึงการทำงานว่าถ้าอยากเป็นหมอที่ไทย ควรจะเรียนที่ไหนกันแน่?

 

    คุณ The BUN นักเรียนแพทย์ไทยให้ความเห็นว่าจริง ๆ เรื่องทักษะ เรียนที่ไหนก็เหมือน ๆ กันทั้งนั้น สามารถรักษาคนไข้ได้ทั่วโลก ยกเว้นแค่เรื่องภาษา วัฒนธรรม และมารยาททางสังคมที่แตกต่างกัน ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติม ดังนี้

    

    “ตอบในฐานะนักเรียนแพทย์ไทยนะครับ ส่วนตัวคิดว่าถ้ามีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศ <ขออนุมานว่าปัจจัยด้านการเงินไม่เอามาคิดนะ อันนั้นตัวใครตัวมัน> ก็ควรทำงานที่ต่างประเทศไปเลย เพราะระบบการเรียนและการทำงานของแต่ละประเทศมันก็ต่างกัน ขึ้นกับวัฒนธรรมและกฎหมายทางการแพทย์ของประเทศนั้นๆด้วย (จากประสบการณ์ที่ได้ไปวิชาเลือกต่างประเทศ) ดังนั้นถ้าน้องไปเรียนที่นู่น 4-6 ปีแล้วแต่ประเทศ concept ของความเป็นหมอในหัวน้องย่อมต่างจากที่เรียนที่บ้านเราแน่นอน พี่ไม่เถียงว่า ที่น้องบอกว่า เรียนในเมืองไทย เพราะ อยากรักษาคนไข้ไทยนั้นไม่ถูกต้อง จริงๆเรียนหมอที่ไหนก็รักษาคนไข้ทั่วโลกได้ มันมีต่างกันบ้างก็แค่เรื่องวัฒนธรรมการพูดกับคนไข้ การตรวจร่างกายการทำหัตถการของแต่ละประเทศ --> เหมือนมารยาททางสังคมในแต่ละประเทศมันต่างกัน พี่ว่าถ้าน้องเป็นคนไทย โตเมืองไทยอยู่แล้ว ไปเรียนที่อื่นก็กลับมารักษาคนไข้ไทยได้ โรคที่เรียนต่างกันในแต่ละประเทศมันก็มีแค่พวกโรคติดเชื้อกับโรคทางพันธุกรรมที่แต่ละประเทศพบไม่เหมือนกัน แต่เรื่องพวกนี้กลับมาอ่านหนังสือกลับมาดูคนไข้เอาก็catch upได้ครับ  สิ่งที่ต่างกันที่น่าจะสำคัญก็ คือ ระบบการทำงานแหละครับว่ากลับมาน้องจะปรับตัวได้ไหมกับระบบการแพทย์ แบบไทยๆ”

 

    ส่วนคุณ สมาชิกหมายเลข 2148036 นักเรียนแพทย์อังกฤษ ให้ความเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์เรียนหมอที่ต่างประเทศของตัวเองว่า

 

    “สวัสดีค่ะ พี่เป็นคนไทยเรียนหมออยู่ที่อังกฤษค่ะ ได้ทุนของมหาลัยด้วยค่ะ เพิ่งเริ่มปีหนึ่งค่ะ หลังจากได้คุยกับเพื่อนที่เรียนหมอธรรมศาสตร์อินเตอร์ รู้สึกได้เลยว่าหมอที่อังกฤษจริงๆ แล้วเน้นการสื่อสารกับคนไข้มากๆ เลยนะคะ จะมีแค่บางมหาลัยในอังกฤษเท่านั้นอย่าง Oxford, Cambridge ที่จะไม่ได้แตะคนไข้เลยสามปีแรก แต่อย่างที่พี่อยู่ พี่เรียนเป็นแบบ integrated คือทุกๆ สัปดาห์ จะมีอย่างน้อยหนึ่งวันที่ต้องเรียนการตรวจร่างกาย และการซักประวัติค่ะ พอจบสิ้นปีก็จะมีการสอบกับคนไข้จริงๆเลย หมอที่นี่จบปีหนึ่งก็จะเริ่มตรวจร่างกายเป็นแล้วค่ะ ตอนนี้ ที่อังกฤษเน้นเรื่องการสื่อสารของแพทย์กับคนไข้มาก และเน้นด้านกฎหมายและจริยธรรมของแพทย์มากๆค่ะ เพราะที่นี่มีเคสฟ้องร้องบ่อย แน่นอนอยู่แล้วว่าอังกฤษ research facilities ทุกอย่างก็ดีกว่าอยู่แล้วล่ะค่ะ ปัญหาอย่างเดียวคือการสอบใบประกอบโรคศิลป์ของเมืองไทยค่ะ รุ่นพี่หมอคนไทยหลายๆคนบอกว่าพอทำงานที่อังกฤษนานๆ กลับมาทำงานเมืองไทยแล้วค่อนข้างจะลำบากนะ เพราะจะไม่ชินกับระบบ seniority system ของที่ไทย ยังไงก็สู้ๆนะคะ ถ้าจะมุ่งมั่นหมออังกฤษ น้องต้องพยายามทำคะแนน UKCAT กับทำ work experience เยอะๆนะ อย่างมหาลัยพี่ พี่ได้ทุนเพราะคะแนน UKCAT ของพี่ดีมากๆอ่ะค่ะ”

 

    ส่วนคุณสมาชิกหมายเลข 2060443 ให้ความเห็นว่าบางที่ อย่างสหรัฐฯ เราควรเรียนหมอที่ไทยก่อนแล้วจึงไปเรียนต่อที่ต่างประเทศจะดีกว่า ดังนี้

 

    “เท่าที่ทราบนะคะ ถ้าทางอเมริกา คนที่จะเรียนแพทย์จะต้องจบปริญญาตรีก่อนค่ะ อีกทั้งการสอบเข้าก็ไม่ใช่เรื่องที่จะง่ายไปกว่าการเข้า โรงเรียนแพทย์ในไทยค่ะ นอกจากนี้แล้ว เนื้อหาหลักสูตรที่ใช้ในการสอบก็ไม่เหมือนกันค่ะ อย่างเช่น วิธีการรักษาที่เป็น gold standard  สำหรับแต่ละโรคในเมืองไทยกับต่างประเทศแต่ละโซน ก็ไม่เหมือนกันค่ะ ดังนั้น แนะนำว่า ถ้าคิดจะไปเมืองนอกจริงๆ ก็น่าจะต้องไปเตรียมตัวที่นู่นตั้งแต่ปริญญาตรีเลยค่ะ ประกอบการตัดสินใจค่ะ จากที่ส่วนตัว ทำงานวิจัยและเป็นแพทย์ เห็นได้ว่าเมืองไทย facility แพ้ต่างชาติไม่เห็นฝุ่น แต่สิ่งที่ไทยได้เปรียบก็มีอยู่บ้าง เช่น ในเรื่องของจำนวน case  หรือโรคบางชนิด ที่พบมากในเขตร้อน แต่ถ้าคิดเป็นแพทย์อย่างเดียว อยู่เมืองไทยก็เป็นตัวเลือกที่ดีค่ะ ถ้าคิดเรื่อง รายได้ต่อค่าครองชีพแล้ว  มันก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอกค่ะ”

 

    สำหรับประเด็นในกระทู้ต่อมาเป็นความคิดเห็นจากผู้ที่สอบติดคณะแพทย์ที่โปแลนด์แล้ว มาถามเรื่องการเตรียมตัวไปเรียนต่อแพทย์ที่ต่างประเทศ ในกระทู้ กำลังจะไปเรียนต่อแพทย์ต่างประเทศ เตรียมตัวอย่างไรดี ของคุณแว่นเกิร์ล (จขกท. เก่งมากๆ มิสขอปรบมือให้ดังๆ)

 

    “เราสอบติด ไปเรียนต่อ แพทย์ ต่างประเทศค่ะ ประเทศโปแลนด์ ค่ะ เป็นหลักสูตรแพทย์ 4 ปี รับรองโดยแพทย์สภาไทยค่ะ เราเริ่มเรียน ต้นปี 2020 ค่ะ เราควรเตรียมตัวอย่างไรดีคะ ปรับตัวอะไรจะยากไหม อ่านหนังสืออะไร เพื่อเตรียมตัวดี ตอนนี้เราซื้อหนังสืออนาโตมี่มาอ่านเล่นๆ รู้สึกตื่นเต้นมากเลยค่ะ แต่ยังพอมีเวลา มีใครไปเรียนแพทย์ต่างประเทศ หรือ รู้จักคนที่เรียนแพทย์อยู่ต่างประเทศบ้างไหมคะ”

 

    คุณสมาชิกหมายเลข 5019680 ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเตรียมตัวและการฝึกฝนทักษะที่สำคัญว่า

    

    “ที่โปแลนด์เปิดรับนักเรียนต่างชาติมาเรียนแพทย์เป็นภาษาอังกฤษ หลักสูตรจะแยกไปต่างหากไม่รวมกับนักศึกษาโปแลนด์ ซึ่งปกตินักศึกษาโปแลนด์เรียนฟรี เด็กต่างชาติที่มาเรียนเสียค่าเทอมแพงเลยค่ะ 6000 ยูโร น่าจะซัก 2 แสนบาทไทย ต่อเทอม เตรียมตัวยังไง ตอบในมุมมองคนที่อยู่ต่างประเทศนะคะ 1. กลุ่มที่คุณไปเรียนด้วยก็เป็นต่างชาติอาจเป็นคนเยอรมันเยอะมาก เพราะที่เยอรมันเข้ายากมากเค้ามีระบบเกรดของเค้าที่หลายๆคนไม่มีทางได้เข้าเรียนได้เลยถ้าเกรดไม่ถึง อาจต้องรอหลายปีกว่าจะได้เรียน ในขณะที่บางประเทศเช่นโปแลนด์ไม่มีระบบกำหนดเกรด มีเงินจ่ายก็เข้าเรียนได้มีอาจารย์ดูแลเป็นกลุ่มพิเศษ คนโปแลนด์พูดภาษาเยอรมันได้ทุกคนนะคะเท่าที่เจอ คุณก็อาจจะเจอเค้าพูดเยอรมันกันมาก คุณก็ต้องฝึกอังกฤษทั้งฟัง พูด เขียน ไปมากๆค่ะ 2. ต้องเรียน ละตินเพิ่ม ที่มหาวิทยาลัย 3. ต้องปรึกษาทางแพทย์สภาก่อนมาเรียนว่าถ้าจบแล้วต้องมีอะไรมาแสดงบ้างเพื่อให้ได้รับการยอมรับที่เมืองไทย เพราะถ้าเป็นที่เยอรมันเค้าต้องใช้หลักฐานการศึกษาไปยื่นเทียบ ถ้าตัวไหนขาดไปหรือไม่ได้การยอมรับก็ต้องมาเรียนซ่อมที่มหาวิทยาลัยในเยอรมันอีกที คิดว่าตรงนี้ที่ไทยอาจต้องดูให้ดีด้วยค่ะ ว่าคำว่าได้รับการยอมรับมันคืออะไร เทียบอะไรได้บ้าง เรื่องค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงเทียบกับประเทศในยุโรปด้วยกัน”

 

    ทางด้านคุณ กานต์(วีระพัฒน์) ให้ความเห็นในการเตรียมตัวทางด้านจิตใจ แถมยัง mentioned ถึงคุณสมาชิกหมายเลข 5019680 อีกด้วยน้า ความว่า

    

    “บททดสอบของคนเป็นหมอ คือ สติ ที่ชนะใจตนเอง สติที่ควบคุมอารมณ์ เมื่อเราใช้สิตคุมอารมณ์ เราจะมีปัญญามากขึ้น หนูจบ ป.ตรี ได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต มีความรู้แล้วระดับหนึ่ง เหลือการฝึกอารมณ์ เพราะหมอต้องใช้เยอะ พอๆ กับวิชาชีพครู โดยเฉพาะครูปฐมวัย 4 ปี ไม่นาน แป๊บเดียว คห. 13 แนะนำไว้ดีมาก โดยเฉพาะ ภาษาละติน ใช้มากในการแพทย์ การฝึกสมาธิ สำคัญ จะช่วยหนูได้มาก ก่อนไปเรียน หากมีเวลาสักสัปดาห์ ไปฝึกสมาธิ จะวัดป่าหรือ ไปที่เสถียรธรรมสถานก็ได้ บอกท่านอาจารย์ว่าเราต้องเดินทางไปเรียนแพทย์ มีเวลาจำกัด อยากฝึกสมาธิ ฝึกพื้นฐานของกรรมฐาน หนูไปเรียนต่างแดน จะเจอความกดดันเยอะ ทั้งไกลบ้าน ทั้งภาษาที่สาม สี่ ไหนจะเรียนหนักอีก ผมไปโปแลนด์สองสามครั้ง เด็กที่นั้นเรียนจริงจังมาก ไม่ลันล้าแบบไทย จะรอฟังข่าวดี ในอีก 4 ปีข้างหน้าครับ ว่าที่คุณหมอ”

 

    เห็นได้เลยว่าการเรียนแพทย์ที่ไทยหรือต่างประเทศนั้นจริง ๆ แล้วมีพื้นฐานการเรียนและการเตรียมตัวที่คล้ายคลึงกัน ความแตกต่างกันส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องภาษา (ซึ่งถ้าไปเรียนในประเทศภาษาที่สามก็ต้องทำการบ้านหนักขึ้นมากๆ) วัฒนธรรม อีกเรื่องที่น่าจะมีความแตกต่างกันก็คือเรื่องเคส เพราะสภาพอากาศและวัฒนธรรมที่ต่างกันทำให้เคสผู้ป่วยในเมืองไทยเป็นอีกแบบ อาจจะต้องกับเคสในต่างประเทศ คนที่ไปเรียนนอกกลับมาก็ต้องปรับตัวแน่ๆ เพราะมีโอกาสจะไม่เคยเจอโรคมาก่อนเนาะ 

   อีกอย่างที่มิสจับได้คือระบบการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรแบบไทยนี่แหละที่อาจจะเป็นปัญหา เรียนนอกกลับมาก็อาจเจอ culture shock ในโรงพยาบาลด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าเรียนหมอแล้วไม่ว่าจะเป็นหมอในศาสตร์ไหน  เรียนจบจากประเทศอะไร ก็ตามต้องรักษาคนโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนาทั้งนั้น เพราะหน้าที่หมอคือการช่วยชีวิตคนนั่นเอง

   เห็นแบบนี้แล้ว จากที่มิสเคยคิดอยากเรียนหมอ มิสว่ามิสหาแฟนเป็นหมอง่ายกว่าค่ะ จะได้เอาเวลามาถามความเห็นในเรื่องต่าง ๆ ที่ซิสทั้งหลายอยากรู้ แล้วถ่ายทอดให้ซิสที่น่ารักทั้งหลายแบบนี้เหมือนเดิมแทนดีกว่า อิอิ ~ Good luck ka!

 

เรียนต่อสายแพทย์ เรียนต่อต่างประเทศสายแพทย์ The Series

เรียนต่อสุขภาพและการแพทย์ในต่างประเทศ

เรียนต่อแพทย์เฉพาะทางที่อังกฤษ สาขาอะไรมาแรงที่สุด

 

 

 

MUST READ

article Img

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOEFL ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

391.1K
article Img

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

91.3K
article Img

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

66.1K
article Img

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร >>เตรียมตัวสอบ IELTS Speaking หัวข้อคำถาม >>หลักสูตรด้านภาษาอังกฤษ >>หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบ EFL   (เรียนเป็นภาษาต่างประเทศ)   หลายๆ คนคงทราบว่าการสอบ IELTS นั้นแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่การฟัง อ่าน เขียน และพูด ตามลำดับ โดยมีคะแนนเต็ม 9.0 ซึ่งจะนำคะแนนที่เราได้ในแต่ละ part มาเฉลี่ยกัน บทความนี้จะเจาะลึกที่การเขียน task 2

60.4K