ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

สืบประสบการณ์คนไทย ทำยังไงให้ได้ทำงานบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ของโลก!

thai people working in big tech companies
72

ฮัลโหลซิสสส อย่าเพิ่งลืมกันนะว่าวันศุกร์มีนัดกับ Miss Detective Diva 💃🏻 

    เมื่อวันก่อน Hotcourses Thailand ส่งบทความ 5 มหาลัยที่จบแล้ว BIG TECH COMPANY อยากรับเข้าทำงาน!  มาให้ชิมลางกันแล้วว่ามหาลัยไหนบ้างที่ Big Tech เขาชอบรับเข้าทำงาน วันนี้มิสเลยไปทำรายงานสืบต่อยอดบทความ เอาให้เรียลขึ้นไปอีก โดยการไปสืบประสบการณ์ชาวไทยที่เคยทำงานให้ Big Tech Company เหล่านี้ ตั้งแต่  Google, Facebook, Apple!

 

    ตามไปดูกันเลยว่าเส้นทางแต่ละคนที่มิสยกมาเป็นยังไงกันบ้าง แล้วถ้าเรามีฝันแบบเดียวกันเราจะทำยังไงให้ไปถึงจุดนั้นได้เหมือนคนเหล่านี้? ซิสพร้อมยังงงง? พร้อมแล้วตามไปอ่านเลยจ้ะ! บอกเลยว่าต้องอ่านให้จบ สาระดีๆ มีประโยชน์เพียบ! 

 

    เรียนอะไร ได้งานแน่ในอเมริกา

    INFOGRAPHIC รวมค่าใช้จ่ายต่างๆที่นักเรียนไทยในอเมริกาควรรู้!

 

    มิสขอเริ่มจากคนแรกเลย คุณเพชร ซึ่งให้สัมภาษณ์ไว้ใน สัมภาษณ์คุณเพชร วรรณิสสร คนไทยที่เคยทำงานกับ Google/Facebook/Twitter คุณเพชรเรียนมัธยมที่เมืองไทย แต่มีโอกาสไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ UCLA และโท Carnegie Mellon University (CMU) ในสาขา Computer Science และ Software Management  คุณเพชรเริ่มจากการ Internship ก่อน ในบริษัทเล็กๆ หลังจากนั้นเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นจึงสมัครฝึกงานกับบริษัทใหญ่ๆ อย่าง Facebook และ Google 

 

    สำหรับการสัมภาษณ์ intern ของบริษัทใหญ่ๆ จะเป็นการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์นะครับ อาจมีบ้างเป็นบางบริษัทที่ต้องบินไปสัมภาษณ์ intern

 

    คำถามที่เขาจะถามเราเป็นคำถามเกี่ยวกับ computer science และความรู้ programming ทั่วไป ตามที่เราใส่ไว้ในประวัติของเราครับ แล้วก็ยังมีปัญหาต่างๆ มาให้เราเขียนโค้ดโดยแก้ผ่าน online shared document เลยครับ เขาก็จะดูว่าเราเขียนโค้ดได้หรือเปล่า เราใช้ความคิด (thought process) ยังไง แล้วก็สามารถอธิบาย (communicate) ความคิดของเราได้รึเปล่า

 

    จากประสบการณ์ฝึกงานของคุณเพรชที่ Facebook และ Google ทำให้เขาสามารถบอกความเหมือนและต่างของบริษัทนี้ได้ เช่น Facebook เน้นการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟ็ค ฟีลจะเหมือน Start up แต่  Google ทุกอย่างจะเนี้ยบกริบ การเขียนโค้ดต้องมี test เสมอ ส่วนสิ่งที่เหมือนกันนั้น คุณเพชรได้บอกไว้อย่างน่าสนใจมากว่ามี 2 อย่าง คือ

 

    1. คนข้างในมีความสามารถมาก ทุกคน profile ดีๆ เก่งๆ ทั้งนั้น

    2. ทั้งสองบริษัทจะเน้นความโปร่งใส (transparency) ในองค์กรครับ ทุกวันศุกร์ ผู้บริหารระดับ Mark Zuckerberg, Sergey Brin, Larry Page จะออกมาพูดกับทั้งบริษัทว่าเกิดอะไรขึ้นภายในบริษัทบ้าง แล้วพนักงานทุกคนมีสิทธิ๋ยกมือถาม หรือว่าแสดงความเห็นกับซีอีโอได้โดยตรงครับ เขาก็มีความเชื่อถือ (trust) ในพนักงานว่าจะไม่ทำให้ความลับของบริษัทรั่วไหล

 

    จบแล้ว ได้งานแน่! รวมมหาลัยที่เป็นเลิศด้าน STEM    

 

 

    คนต่อมามิสขอยกจากกระทู้ สัมภาษณ์คนไทยในซิลิคอนวัลเลย์ - ปรัชญ์ ผลาภิรมย์ อดีตพนักงานไทยใน Yahoo และ Salesforce อันนี้เป็นเรื่องราวของคุณปรัชญ์ ซึ่งในขณะให้สัมภาษณ์ทำงานอยู่ที่  Platfora บริษัทที่ทำ Big data analysis 

 

    ผมจบปริญญาตรี วิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากจุฬาฯ แล้วไปต่อปริญญาโทด้าน Information Systems Management ที่ Carnegie Mellon University ทันทีครับ [...] ที่ผมไม่ได้เลือกเรียนสาขา Computer Science ตอนปริญญาโท เพราะคิดว่าคงเหมือนกับที่เรียนตอนปริญญาตรี บวกกับตอนที่ไปแข่งที่อินเดีย เห็นทีมจากประเทศอื่นนำเสนอโครงการในแง่ธุรกิจด้วย ก็เลยอยากเรียนเพิ่มเติมทางนี้ จึงเลือกเรียนสาขา Information Systems Management แทน

 

    หลังจากเรียนจบก็ทำงานที่ Yahoo ในตำแหน่ง Front-end Engineer ก่อนจะย้ายไปที่ Salesforce.com ทำตำแหน่ง Full-stack Engineer หลังจากนั้นก็ย้ายไป Platfora แต่กว่าจะเข้าไปทำงานในบริษัทเหล่านี้ได้ คุณปรัชญ์ก็บอกว่าไม่ง่ายนะเออ

 

    ในตอนแรกว่าผมสมัครไปเยอะมาก และโดนปฏิเสธเกือบเยอะมากเหมือนกัน สิ่งที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของผมคือเรื่องของภาษาครับ การโทรศัพท์สัมภาษณ์นั้นยากมากสำหรับผมเพราะเป็นการคุยกันแบบไม่เห็นหน้า ไม่สามารถเขียนอธิบายบนไวท์บอร์ดให้เค้าได้ ดังนั้นต้องหาอธิบายวิธีการแก้ปัญหาให้เค้าเข้าใจง่ายๆ ซึ่งผมยังทำได้ไม่ดีนัก

    

    คุณปรัชญ์ได้ให้ทำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการสัมภาษณ์ดังนี้ 

 

 1. ปัจจุบันนี้ มีเว็บรวมคำถามสัมภาษณ์ของแต่ละบริษัทหลายเว็บมาก เช่น hackerrank.com, careercup.com, glassdoor.com พวกนี้เราเข้าไปดูแนวทางก่อนได้

2. ต้องฝึกทำโจทย์บ่อยๆ เพราะสุดท้ายแนวทางแก้ปัญหามันมีไม่กี่อย่าง ถ้าเราเคยทำโจทย์มาครอบคลุมพอ มันจะหนีไม่พ้นแนวทางพวกนี้

3. ตอนสัมภาษณ์ ให้พยายามถามเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโจทย์ที่เค้าถามให้มากที่สุดก่อน แล้วจึงค่อยๆ หาทางแก้ไป อาจใช้วิธีแบ่งเป็นปัญหาย่อยๆ ระหว่างนั้นก็ต้องพูดไปด้วยนะครับว่า เรากำลังคิดอะไรอยู่ ห้ามเงียบ เพราะเค้าจะไม่รู้ว่าเราแก้ปัญหายังไง เค้าก็ให้ใบ้เราไม่ถูก บางครั้งเราอาจคิดวิธีไม่ออก แต่ผู้สัมภาษณ์เห็นว่ากระบวนการคิดแก้ปัญหาเราใช้ได้ เค้าก็ให้ไปต่อครับ

 

    จากที่มิสไปสืบมา โดยรวมแล้วการบริษัทเหล่านี้จะดู ‘ประสบการณ์’ ของผู้สมัคร ดังนั้นการฝึกงาน หรือ Internship จึงสำคัญมากๆ นอกจากจะได้ประสบการณ์แล้วยังทำให้เรซูเม่ของเราโดดเด่นขึ้นด้วย จากนั้นเมื่อผ่านรอบสแกนเรซูเม่แล้ว การสัมภาษณ์ก็หินไม่แพ้กัน นอกจากเขาจะดูความรู้แล้วยังดู ‘วิธีการสื่อสาร’ ด้วย เป็นการวัดว่าเราสามารถอธิบายเรื่องซับซ้อนในหัว (พวดโค้ดและการแก้โค้ดต่างๆ อะไรประมาณนั้น) ออกมาได้ยังไง ดังนั้นการเตรียมตัวสำคัญมากเด้อ 

 

    ถูกกว่าใคร ไปอเมริกา! รวมมหาลัยค่าเทอมไม่แพงใน US

    

    หลายซิสอาจจะเออออ แล้วถ้าชั้นไม่มีประสบการณ์เรียนต่อยูดังที่เมืองนอก จะทำยังไง? สิ่งที่ทั้งคุณเพรชและคุณปรัญช์บอกเหมือนกันก็คือ 

 

    1. พื้นฐานความรู้ คือ Key ทักษะด้านคอมฯ เขียนโค้ด อัลกอริทึม แก้ปัญหาต่างๆ ต้องเป๊ะ แม่นจริง     

    2. การสื่อสารต้องได้ เพราะฉะนั้นเรื่องภาษาสำคัญมาก เราจะสื่อสารให้ตรงอย่างที่คิดได้อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับทักษะนี้ล้วนๆ ดังนั้นใครยังไม่มั่นใจภาษาของตัวเอง จงไปฝึกให้ดีๆ 

    3. การเข้าร่วมการแข่งขัน Programming competition ทั้งระดับประเทศและระดับโลก เช่น IOI (international olympiad in informatics) หรือ topcoder  ถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับหลายๆ คนที่ไม่ได้เรียนจบนอกแต่ได้เข้าทำงานในบริษัทใหญ่ๆ เพราะเคยแข่งรายการพวกนี้นี่แหละ หรือลองเอาผลงานของตัวเองไปลง Github (เป็นเว็บไซต์ opensource ให้ใครก็ได้เข้ามาดูผลงานได้) ก็เป็นอีกช่องทางที่ทำให้ recuiter ติดต่อเราเข้ามาสัมภาษณ์นะ

 

    ดังนั้นจงเอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราอยากอยู่ซะ! 

 

    ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลสำหรับคนที่ตั้งใจจริงๆ นะ อดทนเข้าไว้ ! มิสขอเป็นกำลังใจให้นะคะ 

 

 

ค้นหาคอร์ส

เลือกประเทศ
โดยระดับการศึกษา*
เกี่ยวกับผู้เขียน

thai people working in big tech companies

Miss Detective Diva (Miss DD) นักสืบสาวออนไลน์แห่ง Hotcourses Thailand

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

401983

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง....แต่ก็แพงอยู่นะบอกก่อน)  

325265

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

86309

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

55875