ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

สืบประสบการณ์สับสนในวันเรียนจบ จะทำงานหรือต่อป.โทดีนะ?

what should i do after graduate study a master or work

ฮัลโหลซิสสส เหล่านิสิต นักศึกษาที่น่ารักทั้งหลาย ตอนนี้หลาย ๆ คนคงอยู่ในช่วงปิดเทอมกันอยู่ใช่มั้ยเอ่ย? ส่วนบางคนก็จบปีนี้และเตรียมพร้อมรับปริญญากันแล้วแน่ๆ เลย

 

    สมัยมิสยังเรียนอยู่ (เห็นอย่างนี้ก็มีปริญญานะค้าา) ก่อนจะเรียนจบก็เคว้งคว้างมาก ไม่รู้จะทำอะไรดี เหมือนโดนความจริงตบหน้ากลางสี่แยกเบาๆ เพราะเดี๋ยวเพื่อนคนนั้นก็จะไปเรียนต่อโท เพื่อนคนนี้ก็จะทำงาน ส่วนเรานั้น... ยังตัดสินใจไม่ได้ เพื่อไม่ให้รุ่นน้องต้องเคว้างคว้าง มิสเลยไปหาคำตอบมาให้พิจารณากันว่าจะทำยังไงดี

 

    ก่อนหน้านี้มิสก็เปิดโพลสำรวจความคิดเห็นชาวเน็ตกันเล่นๆ โดยผลใน Facebook ซึ่งมีคนโหวต 29 คน บอกว่า 31% จะเรียนต่อป.โท จะมัวชักช้าอยู่ทำไม ส่วนอีก 69% ขอทำงานเก็บประสบกาณ์ก่อน

 

    ส่วนใน Twitter ผลก็ออกมาทำนองเดียวกัน จากทั้งหมด 10 โหวต ก็คือ 40% บอกว่าขอเรียนต่อโทเลย ส่วนอีก 60% ขอทำงานก่อนจ้า

 

    มิสขอพาไปดูเหตุผลเลยแล้วกันของแต่ละตัวเลือกว่าทำไมชาวเน็ตเค้าถึงคิดกันอย่างนี้

 

    เริ่มที่กระทู้แรกกันเลย >>ถ้าเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ต่อป.โททันทีเลยดีไหม<< ของคุณ สมาชิกหมายเลข 3891299 ที่มาขอคำแนะนำช่วยในการตัดสินใจ

 

    สมาชิกบางคนก็แนะนำให้ทำงานก่อน อย่างคุณ Sympho กล่าวว่า

    “ทำงานก่อนเถอะครับ เพราะ เด็กจบใหม่ยังโลกสวยอยู่ ยังไม่รู้ว่าโลกของการทำงานเป็นอย่างไร ซึ่งมันมีผลในการตัดสินใจเลือกสาขาที่เรียนครับ อย่างปมจบวิศวะ อยากเรียนสายนี้ต่อ แต่ถ้ามองความก้าวหน้า สายการเงินหรือบริหารจะเหมาะกว่า อะไรแบบนี้เป็นต้น”

 

    ในทางกลับกัน บางท่านก็แนะนำให้เรียนต่อ ป.โทเลย ด้วยเหตุผลดังนี้

    “ผมจบตรีแล้วต่อโทเลย กำลังทำวิทยานิพนธ์สายสังคมฯ ไม่มีประสบการณ์ยอมรับครับ แต่ไม่ได้เป็นปัญหามากมาย พอเรียนก็ค่อยๆเห็นความแตกต่าง ว่าทำไมคนจบโทถึงพอจะเป็นอาจารย์สอน ป.ตรีได้ ที่คิดว่าเรียนเลยเพราะว่างแผนไว้ว่า เรียนภาคปกติเลยค่าเทอมถูกดี ดีกว่าไปทำงานแล้วอยากจะเรียนพอลงภาคพิเศษ ทั้งเรียนทั้งงาน ค่าเทอมมากกว่า สามเท่า แถมเหนื่อยเป็นเท่าตัวอีก ส่วนประสบการณ์ค่อยหาหลังจบโท ยอมรับสภาพที่ตนเองไม่มีประสบการณ์แล้วเก็บเกี่ยวทีหลังก็ได้สักสองสามปี พัฒนาภาษาขึ้นอีก ค่อยออกมาเรียนต่ออีก เผื่อจะเป็นอาจารย์กับเขาบ้าง”

    

    คุณสมาชิกหมายเลข 1121508 ก็แนะนำให้เจ้าของกระทู้ถามใจตัวเองก่อนว่าพอใจกับใบปริญญาที่ได้มาก่อนหน้านี้หรือยัง ความว่า

 

    “ก่อนอื่น อยากให้ถามตัวเองก่อนค่ะว่า ที่เราเรียนมาจนจบปริญญาตรี นี่เราชอบไหม กับสิ่งที่เราเรียนมา เรารักไหม แล้วถ้ารัก รักวิชาอะไร ชอบวิชาอะไรมากที่สุด อยู่กับวิชาไหนแล้วมีความสุขที่สุด ถ้ามีคำตอบในคำถามเหล่านี้ แนะนำให้เลือก ต่อ ป.โท เลย หลังจากที่เราเรียนจบ โดยเลือกจากสิ่งที่เราชอบและมีความสุข แต่ถ้าตอบคำถามเหล่านั้นแล้วพบว่า ฉันเรียนมาแล้ว ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่หรอก เรียนให้จบๆไป ไม่อยากเสียเวลา พี่ก็จะบอกให้น้อง หางานทำค่ะ แล้วค้นตัวเองให้เจอว่า ชอบอะไร แล้วจึงไปเรียนต่อทางนั้นดีกว่า”

    

    นอกจากนี้คุณสมาชิกหมายเลข 1684697 ก็แนะนำในเชิงที่ว่า Why choose? When you can take both หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ก็ทำทั้งสองอย่างพร้อม ๆ กันนั่นแหละค่ะดีที่สุด ดังนี้

 

    “ในฐานะเป็น นักศึกษา ปโท  ซึ่งกำลังเรียนอยู่ปีที่ 3 กำลังทำวิทยานิพนธ์อย่างเข้มข้น เราคิดว่าหากย้อนเวลาได้เราคงเลือกที่จะทำงานก่อนมาเรียนต่อ โท เพราะจากประสบการณ์ที่เราได้เจอพบว่า เพื่อนร่วมชั้นเรียนแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่1 กลุ่มที่พวกเด็กจบตรีใหม่ๆไฟแรงแล้วมาเรียนต่อเลย กลุ่มที่ 2 พวกเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย ข้อแตกต่างของ 2 กลุ่มเกิดขึ้นอย่างชัดเจน กลุ่มที่ 1 จะขาดความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออกและขาดวิสัยทัศน์ในการสนทนาในประเด็นต่างๆ ในทางกลับกัน กลุ่มที่ 2 มีความเป็นผู้นำ กล้าแสดงออก พูดจามีหลักการ เข้าถึงอาจารย์ได้อย่างง่ายดาย มีประเด็นมาร่วมพูดคุยอยู่เสมอๆ ...... พอจะเดาออกบ้างมั้ยว่าเราอยู่กลุ่มไหน ใช่แล้ว เราอยู่กลุ่มที่ 1 เราคิดว่าการเรียน ป โท ที่เหมาะสมที่สุดควรจะเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย เราจะได้สังคมอีกแบบหนึ่ง ที่ทุกคนในชั้นเรียนจะมีงานประจำ ต่างคนต่างแชร์ความคิดเห็น สร้างเครือข่ายซึ่งกันและกันได้ พูดง่ายๆคือ การเรียน ป โท มันวางอยู่บนผลประโยชน์เป็นสำคัญ ทุกคนต้องช่วยเหลือกันได้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง .......#นักศึกษาปโทพลัดถิ่นกล่าวไว้”

 

 

ต่อที่กระทู้ถัดมาคือ >>จบตรีต่อโททันที กับ จบตรีแล้วทำงานซักพักถึงเรียนโท อันไหนดีกว่ากันฮ่ะ หรือว่าแล้วแต่สายงาน<< ของคุณสมาชิกหมายเลข 2141666

 

 

    คุณสมาชิกหมายเลข 772614 ก็ได้ชี้แจงทั้งข้อดี-ข้อเสีย ของการเรียนต่อ ป.โท เลย ดังนี้

 

“ข้อดี

1. อัตราการอ่านหนังสือ ความจำดีกว่า
2. สมองจะไวกว่า เข้าใจบทเรียนง่ายกว่า ไม่ต้องรื้อฟื้น หาของ
3. อึด ทน สดกว่าในการทำรายงาน
4. มีเวลาให้กับการเรียน สมาธิจดจ่อกับการเรียนมากกว่า ไม่มีภาระหน้าที่อื่น
ข้อเสีย
1. ไม่ค่อยเข้าใจ Case Study ที่อาจารย์เอามาเล่า ไม่เข้าใจธรรมชาติของแต่ละวงการ
2. มองไม่เห็นภาพ จุดเชื่อมโยงในเชิงปฏิบัติ ดังนั้นทฤษฎีที่ได้เรียนไม่แน่ใจว่าใช้ได้จริงไหมตอนทำงาน
3. Connection น้อย ทำให้ไม่ค่อยมีตัวช่วยเวลาต้องทำรายงาน
4. มีตังค์ใช้น้อยกว่า อิอิ อันนี้คนที่ทำงานไปเรียนไป มีเงินลงทุนกับหนังสือ ถ่ายเอกสารดีกว่า”

 

    ส่วนคุณ Edward ก็แนะนำให้ทำงานก่อน

    “อยากแนะนำให้ทำงานก่อนค่อยเรียนต่อครับ ไม่ใช่ว่าจบแล้วมาเรียนต่อเลยไม่ได้ แต่หลายๆสาขาก็ต้องการประสบการณ์ทำงานเวลาสมัคร หรือตอนเรียน ป โท ก็จำเป็นต้องมี class discussion ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็จะมาจากประสบการณ์ตอนที่ทำงานอยู่ อีกเรื่องคือถ้าทำงานก่อนจะได้รู้ว่าเราจะชอบสายที่เราทำงานอยู่ กับสายที่เราจะไปเรียนต่อรึปล่าว ... หลายๆคนเรียนไปเพราะแค่อยากเรียน แต่จบมากลับเปลี่ยนสายงานเพราะมารู้ว่าตัวเองไม่ชอบทีหลัง แบบนี้จะเสียเวลาไปปล่าวๆน่ะครับ ส่วนเรื่องความขยัน ความไวตอนอ่านหนังสือ ไฟในการเรียน ... ถ้าตั้งใจจริงไม่หมดง่ายๆหรอกครับ ^^ ยังงัยลองดูนะครับ อันนี้บอกเล่าจากชีวิตจริง ><"

 

    ทางด้านคุณ bangkung_123 ก็แนะนำว่าขึ้นอยู่กับสายการเรียน ดังนี้

    “หลายๆคนบอกว่าให้ทำงานก่อนค่อยเรียนต่อป.โท ส่วนมากมักจะต่อในสาย General ซะส่วนมาก เช่น MBA Ms.F. M.A. ect ในสายพวกนี้ ผมสนับสนุนให้ทำงานหาประสบการณ์ก่อนเรียนต่อครับ ในขณะเดียวกัน หากเป็นสาย specialist และต้องการต่อยอดในสายสายในระดับป.โท-เอก ผมแนะนำว่าต้องดูเป็นเคสๆไป เพราะในบางกรณี การเรียนต่อเลย work กว่าทำงานก่อนครับ(หรืออาจจะทำงานสัก1-3ปีก่อนก็ได้ครับ) มิฉะนั้นความรู้คุณจะลืม โดยเฉพาะในสายวิชาชีพหรือสายวิชาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วิศวกรรม(บางสาขา), นิติศาสตร์, วิทยาศาสตร์, อักษรศาสตร์-มนุษยศาสตร์(ในสายวิชาการ) ฯลฯ”

 

    คือความเห็นมันหลากหลายมากกกกอะซิสสส ทั้งเห็นด้วยที่จะให้เรียนต่อเลย ทั้งบอกให้ทำงานก่อน หรือทั้งแนะนำให้เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย

 

    ทั้งนี้ทั้งนั้นมิสก็อยากให้ดูที่ความตั้งใจและความพร้อมของเราเป็นหลัก ค่อยๆ คิดหาทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวเรา ถ้าใครคิดไม่ตกก็ลองเขียนออกมาเลยว่าอยากทำอะไรกันแน่ แต่ละตัวเลือกมีข้อดีข้อเสียอย่างไร สุดท้ายมันอาจมีปัจจัยอื่นๆ ในการตัดสินใจแต่ก็อยากให้เลือกให้ดีที่สุดเท่าที่ ณ เวลานั้นเราจะทำได้เนาะ

 

    มิสขอเป็นกำลังใจและเอาใจช่วยเสมอนะคะ ^^

 

 

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

424K

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

348.5K

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

88.3K

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

60.2K