ขั้นตอนเรียนต่อ
ข้อมูลการเรียนต่อต่างประเทศ : Essentials - MUST READ

สอบ IELTS

135509

สอบ IELTS

IELTS TEST(แบบ Academic Module) เป็นการสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ประกอบด้วย 4 ทักษะเช่นเดียวกับ TOEFL เรียงตามลำดับการสอบ คือ Listening, Reading, Writing, และ Speaking


ลักษณะคะแนน เริ่มจาก 0.0 – 9.0 มีคะแนนครึ่ง band คือ .5 ได้

Listening


ระยะเวลาสอบ 30 นาที มีทั้งการฟังแบบในชีวิตประจำวัน (2 เรื่อง) และเชิงวิชาการ (อีก 2 เรื่อง) โดยข้อสอบเริ่มจากง่ายไปยาก เช่น บทสนทนาแรก

เป็นการพูดโทรศัพท์ บทสนทนาที่สองเป็นการสั่งอาหาร ไปจนถึงท้ายๆ เป็นการบรรยายสั้นๆ ในห้องเรียน หรือการปรึกษางานกลุ่มระหว่างนักเรียน

คำถาม มีได้ตั้งแต่ ถามเบอร์โทรศัพท์ เลขที่บ้าน ชื่อถนน เมนูอาหารโดยเป็นการฟังไปด้วยตอบไปด้วย ไม่ใช่ฟังทั้งหมดแล้วมาตอบแบบ TOEFL

คำตอบ เป็นแบบเขียนตอบทั้งหมด อาจจะมีเติมคำในรูปภาพหรือตาราง เติมคำในประโยค เรียงลำดับ หรือแบบปรนัยด้วย

ข้อสอบ (ถ้าจำไม่ผิด) มี 40 ข้อ คะแนนเต็ม 9.0


Tips สำหรับ Listening


1. ฝึกทำข้อสอบโดยการจับเวลา


2. เวลาเขียนตอบ ใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด เนื่องจากคำบางคำ เช่น Lakeview Street อาจจะเขียนว่า Lake View Street ได้ด้วย ซึ่งเราไม่มีวันรู้ว่า

เขียนแบบไหนคือคำตอบที่ถูกต้อง ดังนั้น เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะทำให้เราไม่ได้คะแนนทั้งๆ ที่รู้ว่าคำตอบคืออะไร ดังนั้น เขียนตัวใหญ่ให้หมดค่ะ


3. เขียนคำตอบลงในกระดาษคำถามก่อน หลังจากฟังจบ จะมีเวลาให้กรอกคำตอบลงในกระดาษคำตอบค่ะ

เราใช้วิธีนี้ คะแนนอยู่ที่ 8.0 ค่ะ

Reading


ระยะเวลาสอบ 60 นาที เป็นข้อสอบที่มีทั้งบทความที่เป็นข่าวและบทความเชิงวิชาการ จำได้ว่าตอนสอบมีทั้งข่าวสนุกๆ และบทความเรื่อง Solar Cell รวมทั้งหมด 3 – 4 เรื่อง/บทความ


ข้อสอบทั้งหมด 40 ข้อ ลักษณะคำถามคำตอบ เป็นแบบเขียนตอบ เช่น เติมคำ ในประโยค Matching True/False/Not Given เรียงลำดับ หรือแบบปรนัยด้วย

ซึ่งแบบที่ออกมาแน่ๆ คือ True/False/Not Given ส่วนนี้ควรฝึกอ่านและแปลความให้คล่องนะคะ


Tips สำหรับ Reading


1. ฝึกทำข้อสอบโดยการจับเวลา


2. เวลาทำข้อสอบ ให้อ่านบทความแบบ Skim/Scan ก่อนหนึ่งรอบ เพื่อดูคร่าวๆ

 ว่าเนื้อหาสาระมีอะไรบ้าง แล้วไปอ่านคำถาม จะได้กลับมาหาคำตอบได้ถูกจุด

 เพราะคำถามของ IELTS จะไม่เรียงกันตามเนื้อหาอย่าง TOEFL ค่ะ


3. ข้อไหนทำไม่ได้ ข้ามไปก่อน กลับมาเก็บตกทีหลัง อย่าจมอยู่กับข้อใดข้อหนึ่ง

นานเกินไป ไม่งั้นจะทำข้อสอบไม่ทัน


คะแนนเราในส่วนนี้อยู่ที่ 7.5 ค่ะ

Writing


มี 2 ข้อ ให้เวลารวมกัน 60 นาที


Task 1 จะเป็นการเขียน response กับข้อมูลที่โจทย์ให้มา ซึ่งจะเป็น Diagram พวกกราฟแท่ง กราฟเส้น หรือวงกลม (pie chart) ต้องเขียนตอบไม่น้อยกว่า 150 คำ ซึ่งส่วนนี้เราแนะนำว่าไม่ควรใช้เวลาเกิน 20 นาที


Task 2 เป็นการเขียน response ในหัวข้อทั่วไป ซึ่งเปิดกว้างให้เราแสดงความคิดเห็น ของตัวเอง อาจจะเป็นการเสนอวิธีการแก้ปัญหา การเปรียบเทียบทางเลือก หรือ การโต้แย้งในประเด็นต่างๆ ต้องเขียนตอบไม่น้อยกว่า 250 คำ จึงไม่ควรใช้เวลามากกว่า 40 นาที


Tips สำหรับ Writing
1. ใช้ tense ธรรมดาสามัญ เช่นเดียวกัน Writing ของ TOEFL (Present Simpletense, Past Simple tense และ Present Perfect tense) รวมทั้งศึกษาและฝึกฝนการใช้ transition words, compare and contrast words ให้คล่องนะคะ


2. ต้องบริหารจัดการเวลาได้เป็นอย่างดี ไม่ควรอ้อยอิ่งอยู่กับ Task แรกนานเกินกว่า 20 นาทีไม่เช่นนั้นจะทำ Task 2 ไม่ทัน เราขอแนะนำให้ทำ Task 2 ก่อน โดยใช้เวลา 5 นาทีแรก เขียนไอเดียที่มีคร่าวๆ และ 30 นาทีในการเขียน response เหลืออีก 5 นาทีสุดท้ายไว้ตรวจคำผิด เนื่องจาก Task 2 มีคะแนนมากกว่า Task 1 ถ้าเขียนตัวนี้ให้เสร็จสมบูรณ์จะโดนหักคะแนนน้อยกว่า


3. เขียนตอบแบบบรรทัดเว้นบรรทัด เวลาเขียนผิดไม่ต้องลบ (เสียเวลามากแถมคนข้างๆ จะโกรธด้วยเพราะเวลาลบ โต๊ะมันสั่น) ขีดฆ่าแล้วแก้ไว้ด้านบนแทนจะทำให้ข้อสอบดูโปร่ง อ่านง่าย


4. สำหรับคนเก่งขั้นเทพ เขียนเกินกว่า Word Limit ได้ค่ะ แต่ไม่ควรเกินมามาก เช่น กำหนด 150 คำ ไม่ควรเขียนเกิน 170 คำ อันนี้คนที่เป็น grader บอกเราเองว่า เยอะมากขี้เกียจอ่าน จะหักคะแนนเอาด้วย


5. วิธีนับจำนวนคำแบบคร่าวๆ ถ้าไม่เหลือเวลาแล้ว นับบรรทัดค่ะ ปกติเราจะเขียนหนังสือบรรทัดละประมาณ 10 – 15 คำ แล้วแต่ความสั้นยาวของคำ Task 1 จึงควรมีความยาว 15 – 17 บรรทัด และ Task 2 ควรยาว 25 – 28 บรรทัด


คะแนนเราในส่วนนี้อยู่ที่ 6.0 ค่ะ เป็นส่วนเราว่ายากที่สุดสำหรับ IELTS จบสอบ 3 ส่วนนี้ก็พักเที่ยงพอดีค่ะ ตอนเราสอบ สอบที่ปทุมวัน ปริ้นเซส เลยไปกินข้าวและเดินเล่นที่มาบุญครอง รอเวลาสอบ Speaking ซึ่งทางผู้จัดสอบจะจัดตารางเวลามาให้เรียบร้อย ว่าใครอยู่ที่ลำดับเท่าไหร่ สอบประมาณกี่โมง

 

Speaking


มี 3 ส่วนใหญ่ๆ 
ส่วนที่ 1 เป็นส่วนที่ง่ายสุด Examiner จะคุยกับเราแบบสบายๆ หน่อย เช่นถามว่าไปกินอะไรมา ชอบทำงานอดิเรกอะไร และจะมี key question ที่นำไปสู่การสอบส่วนที่สอง ตอนเราสอบ  ถามว่าชอบไปเที่ยวมั้ย ชอบภูเขา หรือทะเล ส่วนนี้กินเวลาประมาณ 5 นาที


ส่วนที่ 2 ยากขึ้นหน่อย เป็นการ์ดคำถาม ซึ่งต่อเนื่องจากคำถามท้ายๆ ของส่วนแรก คือ ให้บรรยายการไปเที่ยวที่ประทับใจ ไปกับใคร เมื่อไหร่ ให้เวลาคิด 1 นาที และเวลาตอบประมาณ 2 นาที


ส่วนที่ 3 ยากสุด เป็นการถกกันระหว่าง Examiner กับ ผู้เข้าสอบ เรื่องปัญหาการรักษาพื้นที่สงวน ไม่ให้ปลูกสร้างสิ่งก่อสร้าง เพราะมันจะไปทำลายธรรมชาติอะไรแบบนั้น ใช้เวลาประมาณ 5 นาที

Tips สำหรับ Speaking


1. ฝึกพูดให้มากๆ โดยเฉพาะส่วนที่ 2 และ 3 ซึ่งมีคะแนนเยอะ เวลาฝึก ก็อัดเสียงไว้กลับมาเปิดฟังเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องค่ะ

2. ทำใจให้สบาย อย่าเครียด เวลาพูดตอบ ไม่ต้องรีบร้อน พูดช้าๆ ชัดๆ ค่ะไม่ต้องไปสนใจเจ้าเครื่องบันทึกเสียงบนโต๊ะนะคะ เขาอัดไว้ตามขั้นตอน

การสอบเท่านั้นเอง


3. สังเกตท่าทีของ Examiner ไว้ด้วย ถ้าดูเป็นคน Friendly ก็จัดเต็ม ตอบไปแบบร่าเริงๆ ได้ แต่ถ้าดูซีเรียส ก็ตอบด้วยน้ำเสียงเป็นทางการนะคะ


4. ถ้าได้สอบเป็นลำดับท้ายๆ จะไปเดินเล่นแก้เซ็งก็ได้ แต่ต้องเปิดโทรศัพท์มือถือและเอาไว้ใกล้ตลอดเวลา ถ้าเจ้าหน้าที่โทรมาตามแล้วไม่เจอ จะข้ามคิวไปเลยดังนั้น ไม่ควรไปไหนไกลจากที่สอบมากนะคะ


คะแนนส่วนนี้ เราได้ 7.5 

เกือบจบแล้วค่ะ

การสมัครสอบ IELTS

ดาว์นโหลดใบสมัครได้ที่ http://www.britishcouncil.org/th/thailand-exams-ielts.htm  

สถาบันที่รับสมัครสอบมี British Council, IDP, และ New Cambridge ซึ่งถ้าพูดถึงตัวข้อสอบ สอบที่ไหนก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ เพียงแต่มหาวิทยาลัยระดับดีในอังกฤษหลายแห่งระบุชัดเจนว่า ต้องเป็นผลสอบที่ British Council เท่านั้น(ค่าสอบแพงที่สุดด้วย) ดังนั้นก็ตรวจสอบให้ดีนะคะ ว่ามหาวิทยาลัยที่จะสมัครเรียนกำหนดไว้ว่าอย่างไร


ใบสมัครกรอกให้เรียบร้อย อย่าลืมอ่านคู่มือลงทะเบียนการสอบด้วยนะคะ รูปถ่ายที่ใช้ในการสมัคร แนะนำว่า 2x2 นิ้ว แบบเห็นหน้าเต็มๆ รูปค่ะ รุ่นพี่ที่ทำงานเพิ่งไปสมัครสอบมาเมื่อวาน ใช้รูป 2 นิ้วธรรมดา เจ้าหน้าที่รับสมัครบอกว่ารูปเล็กไป 


วันสอบ
คล้ายๆ กับ TOEFL นะคะ คือไม่ควรนอนดึก ไปถึงที่สอบเร็วหน่อย (แม้ว่าจะไม่มีผลกับที่นั่งสอบก็ตาม) และอย่าลืมเสื้อกันหนาว บัตรสอบ และบัตรประชาชน/Passport ไปด้วยค่ะ

ควรได้คะแนนเท่าไหร่

ดูว่าเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยที่สนใจกำหนดไว้เท่าไหร่ค่ะ ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้


http://takeielts.britishcouncil.org/choose-ielts/who-accepts-ielts/recognising-organisations?keyword=&org=80141&state=&loc=189881&bandscore=All&limit=20&order=title&sort=asc

ถ้ายังไม่มีมหาวิทยาลัยในดวงใจ เราคิดให้คร่าวๆ แบบนี้ค่ะ


สำหรับมหาวิทยาลัยในอังกฤษ ขั้นต่ำ 6.0 มหาวิทยาลัยระดับดี (Durham,Warwick, Exeter, Nottingham) 6.5 มหาวิทยาลัยระดับเทพ (Oxford, Cambridge,University College London และ Imperial College London) 7.0 (All elements) ค่ะ

 มหาวิทยาลัยในอเมริกา ระดับ Top 100 ควรได้ 6.5 ส่วน Top 50 ควรได้ 7.0 (All elements) ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ 6.0 – 6.5 ค่ะ


ระดับคะแนนที่เขียนไว้ คือระดับคะแนนที่ “ถ้า” มหาวิทยาลัยตอบรับ จะไม่ต้องเรียนภาษาเพิ่มนะคะ สำหรับมหาวิทยาลัยในอเมริกาจะพิเศษตรงที่ว่า ยังไงก็ต้องไปสอบวัดระดับภาษาใหม่อยู่ดี (ไม่ว่าจะสอบ TOEFL หรือ IELTS ก็ตาม)และถ้าได้ไม่ถึงเกณฑ์ จะต้องเรียนภาษาเพิ่มจากการเรียนปกติในแต่ละเทอมด้วย

ยกเว้น ได้ TOEFL เกิน 100 (มหาลัยเราโหดมาก ต้องได้เกิน 115) ไม่ต้องสอบวัดระดับค่ะ

การส่งคะแนนไปมหาวิทยาลัย


เมื่อคะแนนออก เราจะได้ใบแสดงผลคะแนนมาหนึ่งใบ เก็บให้ดีๆ นะคะ เพราะถ้าหายก็ต้องไปขอใบใหม่ เมื่อจะส่งคะแนนไปมหาวิทยาลัย ให้กรอกใบคำขอที่สถานบันที่เราสอบ ราคาชุดละ 500 บาท  แล้วรับคะแนนมาส่งให้มหาวิทยาลัยเอง

 

หนังสือที่แนะนำ


ตอนเราสอบ ใช้หนังสือ Cambridge IELTS 6 Student's Book with answers: Examination papers from University of Cambridge ESOL Examinations (IELTS

Practice Tests)

http://www.amazon.com/Cambridge-IELTS-Students-Book-answers/dp/0521693071/ref=pd_sim_b_3 ซึ่งเป็นหนังสือของพี่สาว ตอนนั้น Listening ยังเป็นเทปคาสเซ็ทอยู่เลย


ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เราแนะนำให้เพื่อนเราใช้ Barron's IELTS with Audio CD

 http://www.amazon.com/Barrons-IELTS-Audio-CD-International/dp/0764179357 และเพื่อนเราได้คะแนนดีมาก (8.0 Over all) มันบอกว่าหนังสือดีจริง เราอ่านแล้วก็เห็นด้วยเหมือนกัน 

ดังนั้น เล่มใดเล่มหนึ่งก็ได้ค่ะ ดีทั้งคู่ (ใช้ทั้งสองเล่มเลยไม่ไหวนะ เยอะไป หนังสือแพงด้วย)

 

 

ผู้เขียน: คุณมุตตา หรือเข้าไปที่ Blog mutta.bloggang.com

ที่มา: pantip

ค้นหาคอร์ส

เลือกประเทศ
โดยระดับการศึกษา*
เกี่ยวกับผู้เขียน

MUST READ

สอบ TOEFL

สอบ TOEFL internet-based test (iBT) สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวจะไปเรียนต่ออเมริกา ที่จำเป็นจะต้องใช้ผลคะแนน TOEFL ยื่น ก่อนสอบควรจะมีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปสอบนะคะ วันนี้ Hotcourses Editor ขออนุญาตนำประสบการณ์และเทคนิคที่น่าสนใจจาก คุณมุตตา มานำให้ชาว Hotcourses Thailand ได้อ่านกันนะคะ เพราะคิดว่าคงเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆคนที่กำลังเตรียมตัวสอบ TOEFL อยู่ค่ะ ขอพูดถึงการสอบ TOEFL internet-based test (iBT) ก่อนนะคะ เราเคยสอบทั้งหมด 2 ครั้ง

52635

การสอบวัดระดับประเภทต่างๆ

ATAS The National Board of Dental Examination (NBDE) คือ การทดสอบสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนด้านทันตกรรมในประเทศอเมริกา แบบทดสอบจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นคำถามแบบ multiple choice ประมาณ 400 ข้อ เกี่ยวกับจุลชีววิทยา, ทันตกรรม และคัพภวิทยา (Embryology) ส่วนที่ 2 เป็นการประเมินผลด้านวิชาชีพ และส่วนที่ 3 เกี่ยวกับการจัดการสุขอนามัยด้านทันตกรรมในด้านต่างๆ MCAT The Medical College Admission Test (MCAT)

8377

การเขียนใบสมัคร

ทาง hotcourses ได้รวบรวมเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้ใบสมัครของเราพร้อมที่สุดเท่าที่จะพร้อมได้ • ถึงตอนนี้เราคงตัดสินใจไปแล้วว่าอยากจะเรียนหลักสูตรไหน เพราะอะไร แต่คนที่จะสมัครหลักสูตรเดียวกับเราก็คงคิดเหมือนกัน นอกจากจะต้องแสดงความมุ่งมั่นของเราให้ทางมหาวิทยาลัยเห็นในใบสมัครแล้ว เท่านี้ยังไม่พอ เราจะต้องนึกถึงข้อกำหนดที่ทางมหาวิทยาลัยต้องการจากนักศึกษาในอนาคตของทางมหาวิทยาลัยด้วย ลองคิดดูว่าเราเหมาะสมกับข้อกำหนดนี้หรือเปล่า

6252

เตรียมความพร้อมก่อนเดินทางและเช็คลิสต์

ตรวจสอบแผนการเดินทางของคุณ คอนเฟิร์มตั๋วเครื่องบินให้เรียบร้อย วัน เวลา ที่ออกเดินทาง หากใช้ส่วนลดนักเรียนในการซื้อตั๋ว เราต้องเตรียมเอกสารแสดงความเป็นนักเรียนไปยังสนามบินด้วย นอกจากนี้ควรตรวจสอบรายละเอียดของเราบนบัตรเดินทางให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นเราอาจไม่ได้รับอนุญาติให้เดินทาง เมื่อเดินทางไปถึงเมืองที่เราต้องการแล้ว ต้องเตรียมพร้อมเรื่องการเดินทางจากสนามบินไปยังหอพักของเราด้วย

2650