ขั้นตอนเรียนต่อ
ข้อมูลการเรียนต่อต่างประเทศ : Essentials - MUST READ

ข้อมูลครบจบทุกเรื่องการสอบ IELTS

สอบ ielts
179613

 

IELTS คืออะไร?

 

IELTS (International English Language Testing System) เป็นการสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษไว้สำหรับประเมินว่าเรามีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพียงพอกับการเอาตัวรอดในการเรียนหรือเปล่า และเช่นเดียวกับ TOEFL  การสอบก็จะวัดสี่สกิลหลักๆ  คือ Listening, Reading, Writing, และ Speaking

 

การสอบ IELTS แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ เพื่อการศึกษาต่อ (Academic Modules) และ เพื่อการฝึกอบรม (General Training Modules) โดยจุดประสงค์ของแต่ละประเภทก็ตามชื่อเลย รูปแบบการสอบยังมีอีกสองออปชันให้เลือกคือแบบ คอมพิวเตอร์กับแบบเปเปอร์ (แต่เดี๋ยวเราค่อยกลับมาตรงนี้เนอะ)


คะแนน IELTS จะมีอยู่ 9 ระดับ ลักษณะคะแนนจะเริ่มจาก 0.0 – 9.0 (มีการนับครึ่งคะแนน 0.5 ด้วย)

 

ราคาค่าสมัครสอบ IELTS (อัพเดทล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2019)

  • IELTS on Computer : 7,500 บาท
  • IELTS Regular : 6,900 บาท
  • IELTS for UKVI : 9,009 บาท
  • IELTS Life Skills : 6,757 บาท

 

PART ในการสอบ

 

LISTENING 30 นาที

ประเดิมการสอบกันด้วยพาท Listening อันนี้ใครที่กลัวว่าจะเป็นการสอบแบบลำโพงไม่ต้องกลัวกันแล้วนะคะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้มีเครื่องเล่นเทปส่วนตัวกันแล้ว อยากจะปรับเสียงดังแค่ไหนก็ย่อมได้ (แนะนำให้ลองปรับเสียงในระดับที่คิดว่าได้ยินปุ๊ป ฟังออกปั๊บไปเลยนะคะ) เริ่มแรกก็จะเป็นการฟังบทสนทนาง่ายๆ มีการให้เติมคำลงในช่องว่าง เติมคำในแผนภาพ อาจจะมีข้อกากันอยู่ประปรายบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรลองโหลดข้อสอบตัวอย่างมาดูนะคะ (แน่นอนว่ามีทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย...แหะๆ) แนะนำว่าเวลาได้ยินคำตอบให้ "เขียน" ลงไปในข้อสอบเลยนะคะ เพราะเวลาสอบมีอีกสิบนาทีให้เรากรอกคำตอบลงไปใน Answe Sheet ได้

ซึ่งในระยะเวลาสอบ 30 นาที มีทั้งการฟังแบบในชีวิตประจำวัน (2 เรื่อง) และเชิงวิชาการ (อีก 2 เรื่อง)

 

ข้อสอบจะเริ่มจากง่ายไปยาก เช่น บทสนทนาแรกเป็นการพูดโทรศัพท์ บทสนทนาที่สองเป็นการสั่งอาหาร ไปจนถึงท้ายๆ เป็นการบรรยายเลคเชอร์สั้นๆ ในห้องเรียน หรือการปรึกษางานกลุ่มระหว่างนักเรียน

  • คำถาม มีได้ตั้งแต่ ถามเบอร์โทรศัพท์ เลขที่บ้าน ชื่อถนน เมนูอาหารโดยเป็นการฟังไปด้วยตอบไปด้วย ไม่ใช่ฟังทั้งหมดแล้วมาตอบแบบ TOEFL
  • คำตอบ เป็นแบบเขียนตอบทั้งหมด อาจจะมีเติมคำในรูปภาพหรือตาราง เติมคำในประโยค เรียงลำดับ หรือแบบปรนัยด้วย

 


Tips สำหรับ Listening

  1. ฝึกทำข้อสอบโดยการจับเวลา
  2. เวลาเขียนตอบ ใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด เนื่องจากคำบางคำ เช่น Lakeview Street อาจจะเขียนว่า Lake View Street ได้ด้วย ซึ่งเราไม่มีวันรู้ว่าเขียนแบบไหนคือคำตอบที่ถูกต้อง 
  3. เขียนคำตอบลงในกระดาษคำถามก่อน หลังจากฟังจบ จะมีเวลาให้กรอกคำตอบลงในกระดาษคำตอบค่ะ

 

 

READING 60 นาที

พาร์ทการอ่านจะมีเนื้อเรื่องให้อ่าน 3 บทความพร้อมด้วยคำถามที่ต้องปฎิบัติตาม เนื้อหาพวกนี้เป็นประเภทบทความตามหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ เป็นเรื่องรอบตัวทั่วไป

 

3 บทความ มีคำถามทั้งหมดจำนวน 40 ข้อ และให้เวลาทั้งหมด 60 นาที ดังนั้นเวลาในการทำจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณข้อละ 1.5 นาที แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำว่าให้ทำแบบ 15-20-25 จะดีกว่านะคะ

 

โจทย์ที่ออกบ่อยที่สุดคือ True, False, Not Given เป็นโจทย์วัดกึ๋นคนเรียนภาษาอังกฤษตัวฉกาจจริงๆ เพราะนอกจากจะต้องดูว่าเราอ่านเข้าใจไหม เรายังต้องสังเกตอีกว่าข้อมูลชิ้นไหนไม่ได้โดนกล่าวถึงในบทความบ้าง

True

  • โจทย์มีคำตอบตรงตาม Passage เป๊ะๆ แค่เปลี่ยนคำนิดหน่อย เช่น There is a growing demand in healthcare system in UK แล้วในแพสเสจพูดถึงเรื่องคนในอังกฤษต้องการการรักษาสุขภาพที่เพิ่มขึ้นก็เป็น True
  • บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องมีคำซ้ำกันเป๊ะๆ แต่โจทย์จะใช้ Synonyms (ความหมายเหมือน) เข้ามาหลอกเรา ฉะนั้นเตรียมคำศัพท์ไปเยอะๆ จ้

False vs Not Given

  • False คือผิด หมายถึงโจทย์อาจจะพูดถึงข้อมูลที่ "กล่าวไปแล้ว" ในบทความ แต่นำเสนอข้อมูลที่ผิดนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ในโจทย์บอกว่าคนไทยชอบกินหวาน แต่ในบทความบอกว่าคนไทยชอบกินเผ็ด ข้อนี้ก็ต้องตอบ False เพราะข้อมูลที่พูดถึงคนไทยนั้นผิดนั่นเอง
  • Not Given คือไม่ได้พูด อันนี้อาจจะทำให้หลายคนปวดหัวมาก เพราะเข้าใจว่าตัวเองอ่านไม่เจอ แต่อันที่จริงแล้ว คือหาไม่ได้ก็เลิกหาจ้า เพราะมันไม่มี! ยกตัวอย่างเช่นบทความอาจจะพูดถึงสภาวะโลกร้อนบลาๆๆ แต่ในโจทย์คำถามเราพูดถึงว่า การปล่อยของเสียลงน้ำทะเลในประเทศหนึ่งเป็นตัวการสำคัญในการทำให้โลกร้อน มันก็ไม่มีคำตอบจ้า ตอบ NG ไปเด้อ 

 

Tips สำหรับ Reading

  1. ฝึกทำข้อสอบโดยการจับเวลา
  2. เวลาทำข้อสอบ ให้อ่านบทความแบบ Skim/Scan ก่อนแล้วไปอ่านคำถาม ดูว่าบทความพูดเรื่องอะไร คำถามถามอะไร และกลับมาอ่านอีกเพื่อหาคำตอบได้ถูกจุด จับใจความถูกต้อง (คำถามของ IELTS จะไม่เรียงกันตามเนื้อหาแบบ TOEFL)
  3. ข้อไหนทำไม่ได้ ข้ามไปก่อนไม่งั้นจะทำข้อสอบไม่ทัน

 

 

WRITING 60 นาที

จะแบ่งออกเป็น 2 เรื่อง ให้เวลา 60 นาที  คือการเขียนในลักษณะ เรื่องที่สอง คือ การ

  • เรื่องแรก อธิบายข้อมูลที่ให้มาในรูปแบบกราฟ ตาราง แผนผัง เราจะต้องมีการเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ ที่เด่นๆ โดยที่ต้องเขียนอย่างน้อย 150 คำเป็นอย่างต่ำ 
    แนะนำว่าไม่ควรใช้เวลาเกิน 20 นาที
  • เรื่องสอง เขียนเรียงความหรือรายงานอย่างเป็นทางการ และเป็นการแสดงความคิดเห็น การหาทางออก ของปัญหาหรือวิจารณ์หัวข้อที่ให้มา การเปรียบเทียบทางเลือก หรือ การโต้แย้งในประเด็นต่างๆ โดยต้องเขียนอย่างน้อย 250 คำ
    ไม่ควรใช้เวลามากกว่า 40 นาที


Tips สำหรับ Writing

  1. ใช้ tense ตามโจทย์ จงอาจโจทย์ให้ดีว่าปีที่เขานำเสนอข้อมูลมันคือปีไหน ให้ยึดเวลาในห้องสอบเป็น Present ของเรานะ เช่นว่าปีนี้ 2019 โจทย์พูดถึง 2018 ก็ต้องใช้ Past tense กลับกัน ถ้าโจทย์พูดถึงข้อมูล 2020 ก็ต้องใช้ Future Tense
  2. อย่าลอกคำจากในโจทย์มาใช้ อันนี้สำคัญมากๆ ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม เชื่อไหมว่าการเขียนด้วยคำง่ายๆ ก็อาจจะได้คะแนนมากกว่าการลอกโจทย์ซะอีก
  3. ต้องบริหารจัดการเวลาได้เป็นอย่างดี ดูว่าควรทำอะไรนานแค่ไหน ซึ่งแนะนำให้ทำเรื่องสองก่อน เพราะมีคะแนนมากกว่าเรื่องแรก ถ้าเขียนตัวนี้ให้เสร็จสมบูรณ์จะโดนหักคะแนนน้อยกว่า
    - 5 นาทีแรก เขียนไอเดียที่มีคร่าวๆ (เขียนโครง หรือคิด outline)
    - 30 นาทีในการเขียน response 
    - 5 นาทีสุดท้ายไว้ตรวจคำผิด เนื่องจาก Task 2 
  4. เขียนตอบแบบบรรทัดเว้นบรรทัด เวลาเขียนผิดไม่ต้องลบ ขีดฆ่าแล้วแก้ไว้ด้านบนแทนจะทำให้ข้อสอบดูโปร่ง อ่านง่าย
  5. เขียนเกินกว่า Word Limit ได้แต่ไม่ควรเกินมามาก เช่น กำหนด 150 คำ ไม่ควรเขียนเกิน 170 คำ เพราะเยอะมากคนตรวจก็ขี้เกียจอ่าน แถมอาจจะถูกหักคะแนนได้ถ้าไม่สมบูรณ์

 

 

quote กำลังใจเตรียมสอบ

 

 

SPEAKING 11-14 นาที

แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็น ส่วนที่สอง  และส่วนสุดท้ายจะ

  • ส่วนที่ 1 การพูดคุยเรื่องทั่วไป การใช้ชีวิตประจำวัน
    เป็นส่วนที่ง่ายสุด คุยสบายๆ เช่นถามว่าไปกินอะไรมา ชอบทำงานอดิเรกอะไร และจะมี key question ที่นำไปสู่การสอบส่วนที่สอง
    ใช้เวลาประมาณ 5 นาที
  • ส่วนที่ 2 กรรมการจะมีเวลาให้เตรียมตัวก่อนพูด 1 นาที โดยจะมีบัตรคำถามมาให้ และจะให้เราพูดคนเดียวประมาณ 3-4 นาที
    คำถามอาจจะต่อเนื่องจากคำถามท้ายๆ ของส่วนแรก เช่นการให้บรรยายการไปเที่ยวที่ประทับใจ ไปกับใคร เมื่อไหร่
    ให้เวลาคิด 1 นาที และเวลาตอบประมาณ 2 นาที
  • ส่วนที่ 3 มีลักษณะคล้ายกับการพูดโต้ตอบกันในหัวข้อที่ได้จากส่วนที่สอง
    เป็นการถกกันระหว่างผู้ถามกับผู้เข้าสอบ หัวข้ออาจจะยากขึ้นมา เช่น เรื่องปัญหาการรักษาพื้นที่สงวน หรือประเด็นที่มีการออกความเห็น
    ใช้เวลาประมาณ 5 นาที

 

Tips สำหรับ Speaking

  1. ฝึกพูดให้มากๆ โดยเฉพาะส่วนที่ 2 และ 3 ซึ่งมีคะแนนเยอะ เวลาฝึก ก็อัดเสียงไว้กลับมาเปิดฟังเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง
  2. ทำใจให้สบาย อย่าเครียด เวลาพูดตอบ ไม่ต้องรีบร้อน พูดช้าๆ ชัดๆ 
  3. สังเกตท่าทีของ Examiner ถ้าดูเป็นคน Friendly ก็จัดเต็ม ตอบไปแบบร่าเริงๆ ได้ แต่ถ้าดูซีเรียส ก็ตอบด้วยน้ำเสียงเป็นทางการนะคะ หรือดู topic ที่คุย เป็นธรรมชาติให้มากที่สุด

 

 

 

วิธีการสมัครสอบ IELTS

สมัครออนไลน์ได้ที่ https://www.ielts.idp.co.th/online_regist_th.aspx

สถาบันที่รับสมัครสอบมี British Council, IDP, และ New Cambridge สอบที่ไหนก็ไม่ต่างกัน แต่บางมหาวิทยาลัยก็ระบุชัดเจนว่าต้องเป็นผลสอบของที่ใดที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นก่อนสอบต้องตรวจสอบก่อนว่ามหาวิทยาลัยที่จะสมัครเรียนกำหนดไว้ว่าอย่างไร

 


เตรียมตัวก่อนวันสอบ

  • ไม่ควรนอนดึก
  • ไปถึงที่สอบก่อนเวลา (ไม่มีผลกับที่นั่งสอบ)
  • ใครขี้หนาวก็อย่าลืมเสื้อกันหนาว
  • อย่าลืม!! บัตรสอบ และบัตรประชาชน/Passport ไปด้วย

 

ผลสอบ

ผลสอบ (TRF) จะออกภายใน 13 วันนับตั้งแต่วันที่สิ้นสุดการทดสอบข้อเขียน ผู้สมัครสอบสามารถเข้ามารับผลสอบได้ในวันที่ 13 หลังเวลา 13.00 น. หรือจะมีการจัดส่งผลสอบทางไปรษณีย์ในวันที่ 16

ถ้าต้องการที่จะเข้ามารับผลสอบด้วยตัวเอง จำเป็นต้องนำหลักฐานมาเพื่อแสดงตน (พาสปอร์ตหรือบัตรประจำตัวประชาชนไทย)

ถ้าต้องให้คนอื่นมารับผลสอบแทน จะต้องนำหลักฐานการพิสูจน์ตัวตนทั้งผู้สมัครสอบ และผู้มารับแทนพร้อมเซ็นชื่อกำกับ และหนังสือมอบอำนาจที่ลงลายมือชื่อเป็นภาษาอังกฤษ

 

คะแนนสอบกับมหาวิทยาลัย

สำหรับมหาวิทยาลัยในอังกฤษ คะแนนขั้นต่ำจะขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยต่างๆ และระดับของมหาวิทยาลัยนั้นๆ เช่นอยู่ที่ 6.0 มหาวิทยาลัยระดับดี (Durham,Warwick, Exeter, Nottingham) 6.5 ในมหาวิทยาลัยระดับยากๆ ขึ้นไป (Oxford, Cambridge,University College London และ Imperial College London) 7.0 (All elements) 

 มหาวิทยาลัยในอเมริกา ระดับ Top 100 ควรได้ 6.5 ส่วน Top 50 ควรได้ 7.0 (All elements) ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ 6.0 – 6.5 


ซึ่งนอกจากคะแนนการสอบที่ใช้เพื่อยื่นในการสมัครบางครั้งยังเป็นการรับรองความสามารถด้านภาษาจะได้ไม่ต้องเรียนภาษาเพิ่ม แต่คำบางประเทศหรือบางที่ก็ยังต้องเรียนภาษาเพิ่มอยู่ดี

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ลองดูดีๆ ก่อนสมัครสอบ ก่อนสอบนะว่ามหาวิทยาลัยกำหนดเรื่องการสอบยังไง เอาไปใช้ทำอะไร

 

 

 

 

 

 

quote ให้กำลังใจเด็กเตรียมสอบ

 

แนะนำหนังสือ

 

  • Grammar for IELTS (Collins English for Exams) 
    เนื้อหาหนังสือเล่มนี้จะเน้น Grammar เป็นหลัก มี 20 กว่าบท และมีเนื้อหาเตรียมสอบครบทุก 4 ทักษะ
  • The Official Cambridge Guide to IELTS Student's Book with Answers with DVD-ROM (Cambridge English)
    official guide ของ Cambridge ที่มีดีวีดีให้มาด้วย เนื้อหาแบ่งออกเป็นส่วนๆ ทำให้เข้าใจง่าย เหมาะกับคนที่ต้องการทบทวน แต่สำหรับใครที่ต้องการติวเข้มแนะนำอีกเล่มมากกว่าเพราะเน้นแกรมมาร์ไปเลย

 

 

 

 

ค้นหาคอร์ส

เลือกประเทศ
โดยระดับการศึกษา*
เกี่ยวกับผู้เขียน

สอบ ielts

ปอปอ จบเอกภาษาอังกฤษ ปัจจุบันเป็นทั้งนักเขียน นักแปล และครูสอนการเขียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างๆ หากมีเวลาว่างจากภาระงานประจำและฟรีแลนซ์ ชอบเขียนวิเคราะห์ภาพยนตร์ หนังสือ ซีรีส์บนเพจสมัครเล่นของตัวเองด้วย

MUST READ

สอบ TOEFL

สอบ TOEFL internet-based test (iBT) สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวจะไปเรียนต่ออเมริกา ที่จำเป็นจะต้องใช้ผลคะแนน TOEFL ยื่น ก่อนสอบควรจะมีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปสอบนะคะ วันนี้ Hotcourses Editor ขออนุญาตนำประสบการณ์และเทคนิคที่น่าสนใจจาก คุณมุตตา มานำให้ชาว Hotcourses Thailand ได้อ่านกันนะคะ เพราะคิดว่าคงเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆคนที่กำลังเตรียมตัวสอบ TOEFL อยู่ค่ะ ขอพูดถึงการสอบ TOEFL internet-based test (iBT) ก่อนนะคะ เราเคยสอบทั้งหมด 2 ครั้ง

62060

การสอบวัดระดับประเภทต่างๆ

ATAS The National Board of Dental Examination (NBDE) คือ การทดสอบสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนด้านทันตกรรมในประเทศอเมริกา แบบทดสอบจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นคำถามแบบ multiple choice ประมาณ 400 ข้อ เกี่ยวกับจุลชีววิทยา, ทันตกรรม และคัพภวิทยา (Embryology) ส่วนที่ 2 เป็นการประเมินผลด้านวิชาชีพ และส่วนที่ 3 เกี่ยวกับการจัดการสุขอนามัยด้านทันตกรรมในด้านต่างๆ MCAT The Medical College Admission Test (MCAT)

11069

การเขียนใบสมัคร

ทาง hotcourses ได้รวบรวมเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้ใบสมัครของเราพร้อมที่สุดเท่าที่จะพร้อมได้ • ถึงตอนนี้เราคงตัดสินใจไปแล้วว่าอยากจะเรียนหลักสูตรไหน เพราะอะไร แต่คนที่จะสมัครหลักสูตรเดียวกับเราก็คงคิดเหมือนกัน นอกจากจะต้องแสดงความมุ่งมั่นของเราให้ทางมหาวิทยาลัยเห็นในใบสมัครแล้ว เท่านี้ยังไม่พอ เราจะต้องนึกถึงข้อกำหนดที่ทางมหาวิทยาลัยต้องการจากนักศึกษาในอนาคตของทางมหาวิทยาลัยด้วย ลองคิดดูว่าเราเหมาะสมกับข้อกำหนดนี้หรือเปล่า

9656

เตรียมความพร้อมก่อนเดินทางและเช็คลิสต์

ตรวจสอบแผนการเดินทางของคุณ คอนเฟิร์มตั๋วเครื่องบินให้เรียบร้อย วัน เวลา ที่ออกเดินทาง หากใช้ส่วนลดนักเรียนในการซื้อตั๋ว เราต้องเตรียมเอกสารแสดงความเป็นนักเรียนไปยังสนามบินด้วย นอกจากนี้ควรตรวจสอบรายละเอียดของเราบนบัตรเดินทางให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นเราอาจไม่ได้รับอนุญาติให้เดินทาง เมื่อเดินทางไปถึงเมืองที่เราต้องการแล้ว ต้องเตรียมพร้อมเรื่องการเดินทางจากสนามบินไปยังหอพักของเราด้วย

3206