ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : ชีวิตนักเรียน

รุ่งหรือร่วง? สืบประสบการณ์กุ๊กกิ๊กของชาวเน็ตที่ไปเรียนต่อนอก!

share image
59

     วันศุกร์อีกแล้ววว! 

    สัปดาห์นี้มิสขอพักเรื่องหนักๆ เอาไว้สักบทความนึงแล้วกัน มิสขอกลายร่างเป็นสายลับสืบเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของอื่นบ้าง พอดีมิสอยากเปลี่ยนบรรยากาศ แต่ก็ยังจะขอไว้ลายมาดนักสืบสาวแห่ง Hotcourses Thailand ว่าอย่างน้อยก็ยังต้องเกี่ยวกับเรื่องเรียนต่อไว้สักนิดเนาะ วันนี้มิสเลยนำเรื่องราวรักของชาวเน็ตที่ไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วได้ ‘คนรู้ใจ’ กลับมากัน! 

 

    ไปดูกันว่าชาวเน็ตแต่ละคนที่มิสไปสืบมา มีประสบการณ์ยังไงกันบ้าง ได้เพื่อนรู้ใจต่างชาติต่างภาษาแบบนี้ มันจะเวิร์คมั้ยนะ? จะหวานราบรื่น หวานปนขม หวานหลอนๆ หรือหวานจนกลายเป็นอดีตไปแล้ว? เตรียมอ่านแฟ้มรายงานรักๆ แต่ไม่ลับของมิสเลยจ้ะ

 

    *ก่อนอื่นต้องบอกว่ามิสไม่อยากให้ซิสๆ ที่อ่านคิดว่า ‘เออ ชั้นต้องได้แฟน ได้คนรู้ใจกลับมา’ แต่อยากให้โฟกัสถึงเหตุผลที่เราไปต่างประเทศ นั่นก็คือ ‘เรื่องการศึกษา’ นั่นแหละ ข้ามน้ำข้ามทะเลไปแล้วก็ต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเนาะซิส แต่ก็นั่นแหละของ (แรงๆ) แบบนี้มันควบคุมไม่ได้ จะเกิดก็เกิด เราก็เลือกไม่ได้ซะด้วย ดังนั้นก็อ่านไว้เป็นกรณีศึกษาก็ได้เนาะ! 

 

    อีกอย่างที่ขอให้ take note ไว้ก็คือ มิสไม่ได้แนะนำให้หาแฟนนะคะ (ออกตัวก่อนนน) แต่อยากให้คิดอย่างเปิดใจว่าทุกคนเป็นเพื่อนนั่นแหละ (แต่ก็ต้องระวังตัวไว้ด้วยนะ!) 

 

    กลุ่มคนที่เราจะเจอในชีวิตมหาวิทยาลัย

    6 วิธีง่ายๆ ใช้ ‘หาเพื่อนต่างชาติ’ เมื่อไปเรียนต่อนอก

    นักเรียนใหม่ในเมืองนอก จะชวนคุยยังไงให้เพื่อนชอบเรา

    

    เอาล่ะ มาเริ่มกันเลย! เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่ซิสที่ไปเรียนต่อหลายๆ คนประสบพบเจอมาเลยนะ บางคนสับสนว้าวุ่นใจจนต้องมาตั้งกระทู้ หรือมาทิ้งข้อความระบายไว้เลยทีเดียว จากที่มิสไปสืบมาหลายๆ เคส เรื่องแบบนี้มันหลากหลายมากเลยนะ ไม่ว่าจะเป็น

 

    - ยังไม่มีแฟน แล้วไปปิ๊ง แค่แอบชอบ ไม่ได้สานต่อ

    - ยังไม่มีแฟน แอบปิ๊ง ได้สานต่อ แฮปปี้

    - มีแฟนก่อนแล้ว แต่สานต่อกันแบบเพื่อน ประทับใจ แต่สุดท้ายก็ต้องจากกัน

    - มีแฟนก่อนแล้ว แอบปิ๊งอีกฝ่าย แต่ก็ต้องแยกกัน แต่สุดท้ายก็สมหวังกันกับคนที่ใช่ :) 

 

    คือมันมีหลายแบบมากซิส เรื่องแบบนี้มันบอกเป็นแพทเทิร์นไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้น มิสขอยกตัวอย่างของคนที่มิสอ่านแล้วเห็นว่าเข้าท่ามาให้พิจารณาแล้วกันเนาะ กรณีแรกเป็นของคุณ Miss Fluffy ที่คอมเมนต์โดนปักหมุดไว้เรียบร้อยในกระทู้ ใครมีแฟนเป็นคนต่างชาติบ้างคะ อยากฟังประสบการณ์ ^^ โดยคุณ Miss Fluffy เล่าถึงแฟนชาวอังกฤษที่คบกันมานานถึง 9 ปีว่า

 

    “เจอกันตอนอยู่หอที่มหาลัยตอนปีหนึ่ง เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน สนิทกันในหอค่ะ ห้องอยู่ใกล้ๆกันหมด ตอนนั้นเราสองคนสนิทกันมากกว่าคนอื่นหน่อย ไปเที่ยวนู่นนี้ นั่งเล่นในห้องดูทีวีกันบ่อยๆเราก็ทำอาหารให้กินเพราะสงสารทำกับข้าวไม่เป็น 5555 แล้วเราพึ่งฝึกก็เป็นหนูทดลองซะ ส่วนเค้าก็จะมาปรึกษาเรื่องคนที่เค้าจีบ เราก็มีแฟนอยู่แล้วแต่ไม่ค่อยได้เจอกัน จนกระทั่งเค้าอกหักเราก็เลยคุยกันมากขึ้น ไปๆมาๆเค้าก็มาบอกชอบเราซะงั้นตอนใกล้ๆจะจบปีหนึ่ง เราก็ say no ไปอย่างหนักแน่น รักแฟนค่ะ ไม่เคยคิดจะนอกใจใครมั่นมากตอนนั้น เค้าอาการแย่ไปเลยค่ะเฮิรท์มากเจอหน้ากันไม่ติด ร้องไห้กันทั้งคู่ ไม่รู้จะทำไงสงสารมาก เสียดายความเป็นเพื่อน แต่พอปิดเทอมก็แยกย้ายกันไป มาเป็นแฟนกันตอนปีสองค่ะ เรื่องยาวแต่สุดท้ายก็ตกลง (เราเลิกกับแฟนแล้ว)” 

 

    “สำคัญมากๆ คือรักและแคร์เราตั้งแต่วันแรกจนจะสิบปีอยู่แล้วก็ไม่เคยเปลี่ยน [...] มีปัญหาคุยกันด้วยเหตุและผลเสมอ (วิศวะทั้งคู่ 55) แก้เป็นจุดๆ ปรับตัวเรื่อยๆ แก้ไม่ได้ก็ agree to disagreement ค่ะ จบ ไม่ขึ้นเสียงไม่ตวาด [...] นิสัยไม่ต้องเหมือนกัน แต่ความฝันเหมือนกัน ทัศนคติและมุมมองในชีวิตเหมือนกัน moral value เหมือนกันแค่นี้ก็พอแล้ว

     ไม่ได้เจอผู้ชายในฝัน แต่เจอผู้ชายที่จะมาสร้างไปฝันด้วยกัน”

 

    ใครอยากอ่านเวอร์ชั่นเต็ม คลิกกระทู้นะจ๊ะ มิสแปะลิ้งก์ให้แล้ว :) จากการสืบของมิสคิดว่าคุณ Miss Fluffy อาจยังใช้ชีวิตในอังกฤษอยู่เลยทำให้ความสัมพันธ์นี้ดำเนินได้อย่างยาวนาน มิสคิดว่าแต่ละคู่คงต้องผ่านทั้งช่วงขาขึ้น ขาลงมาบ้าง แต่ถ้าลงเอยและจริงใจต่อกันแล้ว กรณีแบบคุณ Miss Fluffy ก็เกิดขึ้นได้ไม่ยากเลย <3 ขออวยพรให้คู่นี้ Cheers! 

 

    ลองมาดูประสบการณ์คนอื่นๆ กันบ้าง มิสขอยกประสบการณ์ของคุณผู้ชายบ้างแล้วกันนะ คุณ Canon in Science Major ได้คอมเมนต์ไว้ในกระทู้ [[ ใครเคยมีประสบการณ์กุ๊กกิ๊กในช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศบ้างคะ ^^ ]]

 

    “ตอนอยู่เชคมีสาวผิวดำข้างห้องมาจีบด้วย เธอเป็นคนที่มีสไตล์ เป็นคนผิวดำที่ดูดีทีเดียว เธอเป็นคนตลก สนุกสนานมาก คุยกันถูกคอมากครับ แบบว่ายืนคุยกันอยู่หน้าห้องได้นานสองสามชั่วโมงเลย แล้วก็แลกไลน์กัน คุยกันบ่อย ชวนกันไปโน่นไปนี่ แต่ผมก็แบบว่ายังไม่รู้สึกว่าชอบแบบแฟนอะ แต่ยอมรับว่าคุยถูกคอจริง ๆ แล้วฝ่ายหญิงก็ค่อนข้างเปิดเผยว่าจีบเรา เคยชวนไปเที่ยวโดยถือเป็นเดทเลย ไม่ใช่ไปแบบเพื่อนไปกับเพื่อน แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกว่าชอบเค้าแบบแฟน ตอนนี้ไม่ได้อยู่นี่นั่นแล้วก็เงียบ ๆ กันไป แต่ว่าเค้าก็ยังติดต่อมาแบบสองสามเดือนที"

 

    กรณีคุณ Canon in Science Major ก็น่าสนใจนะ การไปเดท (Dating) ในวัฒนธรรมตะวันตกก็คือการไปทำความรู้จักกันนั่นแหละ ไม่ได้มีข้อผูกมัดอะไร หากรู้สึกไม่สอบหรือไม่คลิกกันก็แยกย้าย แต่หากรู้สึกว่าเออ ยังไม่ถึงขั้นนั้น ก็เป็นเพื่อนต่อไป ยังไงก็ตามหากไม่คลิกก็แนะนำว่าลากันแบบสวยๆ เนาะ ถือว่าเป็นการสร้าง connection ไปในตัว 

 

    ตัวอย่างสุดท้ายเป็นของคุณ Lora@Chalkfarm ในกระทู้เดียวกัน มิสขอเล่าคร่าวๆ แล้วกันนะคุณ Lora  ทำงานในร้านอาหารที่อังกฤษ มีหนุ่มฟิลิปปินส์มาปิ๊งเข้า เลยมีโอกาสได้ไปเดทกันหนึ่งวันท่ามกลางบรรยากาศของกรุงลอนดอน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกด้วยปัจจัยต่างๆ 2 ปีหลังจากวันนั้น คุณ Lora ก็ส่งอีเมลล์กลับไปอีกครั้ง โดยไม่คิดว่าจะได้การติดต่อกลับมา

 

    “หนึ่งวันเต็มวันนั้น เป็นอะไรที่ประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้ ได้คุยกัน เดินไป ยิ้มไป ไม่มีการถูกเนื้อต้องตัวใดๆ เค้าขอเลี้ยงข้าวเรา ซึ่งในใจเราแอบคิดแล้วล่ะว่า เด็กนักเรียนไม่น่ามีตังแน่ๆ กลายเป็นว่า เค้าพาเราไปกิน ร้านอาหารริมแม่น้ำเทมส์ ที่คนแน่นเต็มร้าน แถมยังสามารถผูกมิตรกับคนสก๊อตแลนด์โต๊ะข้างๆได้ เพราะที่นั่งมันใกล้กันสุดๆ เป็นหนุ่มน้อยที่ชาร์มมิ่งมากๆ หน้าตาธรรมดาแต่มีเสน่ห์สุดๆ เราแอบคิดตลอดว่าเค้าต้องอายุน้อยกว่าเราแน่ๆ” 

 

    “ตอนเค้าตอบอีเมล์กลับมา น้ำตาแทบร่วง เพราะเค้าบอกว่า เค้าอยากเจอเราอีกมากๆ อยากได้มีโอกาสเดินจับมือเรา เค้าคิดถึงวันนั้นและจำมันได้เสมอ โอ้ย กรี๊ด แต่ตอนนี้เค้ามีแฟนแล้ว เป็นคนเยอรมัน แต่เค้าก็ดีใจที่ได้รู้ว่า เราก็รู้สึกดีกับเค้าวันนั้นเหมือนกัน

 

    [...] ผ่านมาสิบปีแล้ว เราก็แอบส่องเค้าตามอากู๋เรื่อยๆ หลังจากเค้าจบด๊อกเตอร์ ก็ไปปีนเขาเอเวอร์เรสสร้างชื่อเสียงกับคนฟิลิปินส์ให้ประเทศเค้า แล้วก็ไปทำงานนาซ่า อยู่ที่อเมริกาหลายปี จนปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาลัยอยู่ที่ออสเตรเลีย และคาดว่าน่าจะแต่งงานแล้ว

 

    ส่วนเราเองตอนนี้ก็แต่งงานแล้ว ลูกหนึ่ง ลูกสาวเป็นลูกครึ่งเดนมาร์ก เจอหนุ่มที่นี่เหลียวใส่บ้างเป็นครั้งคราว [...] นี่แหละชีวิต มันมีจุดพลิกผันตลอดเวลา มีเรื่องให้ยิ้ม ให้เศร้า ให้ทุกข์ ให้สุข กันไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดลมหายใจนั่นแหละ” 

 

    ที่มิสยกตัวอย่างมาซะเยอะ ก็อยากให้เห็นเส้นทางของความรักที่มันหลากหลายและไม่ตายตัวมากๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของใครของมันเนาะ ไม่มีผิด ไม่มีถูก ในสถานการณ์แบบนั้นแล้วไม่มีใครช่วยตัดสินใจแทนเราได้นอกจากตัวเราเองนั่นแหละ ทำอะไรก็ได้ที่เราจะไม่ต้องมาเสียใจ (และเสียดาย) ภายหลัง สุดท้ายนี้ใครที่กำลังอินเลิฟ ก็ follow your heart! plus a little bit of your brain และมิสขอให้ทุกคนสมหวังดังปรารถนาทุกคนเลยจ้ะ :) 

 

 

ค้นหาคอร์ส

เลือกประเทศ
โดยระดับการศึกษา*
เกี่ยวกับผู้เขียน

author image

Miss Detective Diva (Miss DD) นักสืบสาวออนไลน์แห่ง Hotcourses Thailand