ขั้นตอนเรียนต่อ
ออสเตรเลีย: การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

ชีวิตนักเรียนไทยในห้วงเวลา Lockdown ณ ออสเตรเลีย

interview thai student in australia during lockdown of covid-19

     ชีวิตของ โอกิ ในตอนนี้ คงไม่ต่างอะไรกับนักเรียนไทยอีกหลายคนที่ติดอยู่ในต่างแดน  โอกิเดือนทางมาเรียนและอาศัยที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 4 เดือนแล้ว  แต่ชีวิตนักเรียนเกรด 11 ก็ต้องมาสะดุดลงเพราะโคโรนาไวรัส ออสเตรเลียออกนโยบาย lockdown ประเทศและกำหนดให้ทุกคนต้อง social distacing อย่างเข้มงวด 

    ตอนนี้ โอกิ กำลังเรียน Victorian Certificate of Education อยู่ เพื่อต่อ Foundation Study (Arts,  Design and Architecture) ที่ RMIT Worldwide หลังจากนั้นก็จะเรียนต่อสาขา Architectural and Design ที่RMIT University 

    โอกิต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง ในช่วงเวลาที่ไม่ปกติเช่นนี้?

 

 

เล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ออกจากไทย จนถึงตอนนี้ให้ฟังหน่อย 

ตอนนั้นผมออกจากไทย ก็เริ่มแตกตื่นอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นผมก็ใส่หน้ากาก เค้าก็ตรวจจริงครับ คนมาที่นี่เขาก็บอกว่า China Town เงียบขึ้น ไม่ค่อยมีใครไปรวมตัวกันเท่าไหร่ ตอนนั้นเป็นเดือนมกราคม ก็ไม่ได้มีอะไรมากเท่าไหร่ มันก็เงียบไปช่วงหนึ่ง แล้วก็กลับมามีคนเยอะ จนถึงเดือนมีนาคมเหมือนกับว่าที่เมลเบิร์นมีคนติดเยอะขึ้น จนวันที่ 20 โรงเรียนบอกให้หยุด จริง ๆ ทุกโรงเรียน เช่นโรงเรียนสอนภาษา ประมาณวันที่ 15 โรงเรียนเขาก็ปิดแล้ว แต่สุดท้ายมาอีกทีก็ยังไม่ปิดเพราะว่าแต่ละคนยังไม่แตกตื่นอะไรมาก จนรัฐบาลบอกว่าให้โรงเรียนแต่ละโรงเรียนปิด แล้วก็เริ่มเรียนออนไลน์วันที่ 20 พอดีเป็นอาทิตย์สุดท้ายของเทอมหนึ่งด้วย ผมก็ปิดเทอมแล้ว ผมก็อยู่บ้านประมาณ 2 อาทิตย์ เพราะไม่ได้ทำอะไร เลยเอาเวลาไปทำงานที่ได้รับมอบหมายของแต่ละวิชา โรรงเรียนกลับมาเปิดเทอมอีกครั้งวันที่ 15 เมษายนนี้ครับ ตอนนี้ผมก็เรียนออนไลน์มา 2 อาทิตย์แล้ว 

 

การเรียนออนไลน์ กับการเรียนแบบ Face to Face ต่างกันยังไงบ้าง

สำหรับผม ผมว่าแตกต่างครับ พอดีผมมีรูมเมทเรียนภาษา ผมเห็นเลยว่าแตกต่างกันมาก เพื่อนผมเรียน Coding หรือผมเรียน Computing และ Visual Arts บางอย่างไม่ใช่ว่าเราต้องสื่อสารกันในหน้าจอ โรงเรียนเค้ามีการจัดให้อุปกรณ์แต่ละอย่างที่เราต้องนำมาใช้ตอนทำงาน แต่เวลา Face to Face มันทำให้เราสื่อสารกันได้ แต่บางครั้งก็ไม่มีอุปกรณ์พร้อมที่จะลงมือทำงานกันด้วย อย่างภาษาคุณจะอยู่ที่ไหนก็ได้ ได้เอกสารก็สามารถส่งงาน คุยงานกับอาจารย์ได้เหมือนเดิม แต่ถ้าเป็น Computing หรือ Arts ของผมจะเป็นอีกปัญหาหนึ่ง แต่ English กับ Mathematics ของผมไม่มีปัญหาเลยครับ ส่วนข้อดีมันก็คือยังได้เรียนอยู่ และก็ไม่ต้องเสี่ยงออกไปเจอไวรัส 

 

ในเรื่องชีวิตประจำวัน ตอนไหนที่รู้สึกว่าโควิดเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้น

ตอนที่โรงเรียนจะปิดครับ ตอนนั้นกราฟคนที่ติดไวรัสก็พุ่งขึ้นเยอะมาก แล้วแต่ละที่ก็หยุดทำงาน ผมก็ทำงานไม่ได้ เมื่อวันก่อนผมก็ต้องจ่ายค่าวิชาหนึ่ง ซึ่งมันไม่มีรายได้ด้านอื่นมาช่วย เนื่องจากช่วงแรกที่มาเรียน ผมคิดว่าจะมีรายได้จากการทำงานพาร์ทไทม์ แต่ในเมื่อมันปิดไปแล้ว วัน ๆ ก็ได้แค่อยู่ในบ้านแล้วก็เรียนออนไลน์ มันจึงส่งผลกระทบทั้งทางด้านอารมณ์และการเงินครับ

    อีกอย่างหนึ่งคือทางบ้านที่ไทยก็ได้รับผลกระทบ ส่วนผมก็ไม่สามารถไปหารายได้พิเศษมาได้ครับ เลยต้องพึ่งพาพ่อแม่อย่างเดียวเลยครับ ตอนนี้ผมก็ใช้เงินเก็บครับ ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับค่าอาหารอย่างเดียว หรือบางทีก็ใช้กับการเรียน เช่นซื้ออคริลิกมาใช้กับการทำงาน Art ที่จำเป็นอย่างเดียวครับ

 

ชีวิตประจำวันช่วง Lockdown

ในอพาร์ทเมนต์ มีผมกับคนไทยอีก 5 คน แชร์ห้องน้ำ ห้องเดียวเดียวกัน ส่วนชีวิตประจำวันก็ค่อนข้างเหมือนเดิม ไม่ต่างมากจากตอนไปเรียน เช่น วันนี้ผมตื่น 8 โมง เข้าคลาส 8 โมงครึ่ง ก็ไม่ต้องออกไปใช้ขนส่งสาธารณะ แต่ก็ไม่ได้ตื่นเช้ากว่าขนาดนั้นครับ เวลาที่เหลือผมก็ทำกับข้าวหรือไม่ก็ทบทวนบทเรียน เช่น อ่าน Essay ครับ

 

กลัวมั้ยถ้าต้องออกไปข้างนอก เช่นไปซื้อของ 

ม่กลัวครับ เพราะ ถ้าไม่จำเป็นต้องออกไปก็ไม่อยากออกไปเท่าไหร่ อีกอย่างคือผมจะไปตลาดและซูเปอร์มาร์เก็ตประมาณ 3-4 วันครั้ง แล้วก็ตุนเอาไว้ เวลาออกไปก็จะใส่หน้ากากด้วย ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่พยายามหาซื้อ แต่ก็ไม่ได้หาซื้อยากนะครับ ที่เมืองไม่ได้วิตกกังวลเกินไป ยังมีคนเดินไปเดินมาอยู่

 

มันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างภาพที่สื่อเมืองไทยวาดเอาไว้ใช่ไหม

ใช่ครับ ไม่ได้น่ากลัวเกินไปเลยครับ ผมได้ยินข่าวว่าที่ซิดนีย์น่าจะเลวร้ายกว่าเมลเบิร์นไม่มากอะไรขนาดนั้น

 

ที่เมลเบิร์นมีเรื่องการเหยียดด้วย เจอเหตุการณ์นี้ไหม

ไม่เจอครับ

 

แล้วกลัวมั้ย

ไม่กลัวครับ จริง ๆ แล้ว ผมมาเมลเบิร์นผมว่าคนทั่วไม่ก็ไม่มีอะไรน่ากลัว ก็เจอคนจิตปกติ ก็เดินไปเรื่อย พวกคนไร้บ้าน น่ากลัวมากกว่าครับ แต่ถ้าเรื่องการเหยียด ผมดูข่าวมันก็ประหลาด ของอังกฤษหรืออเมริกาตอนแรก ๆ เรื่องการเหยียดบางคนก็เหยียดมาก แต่เมลเบิร์นก็ไม่มีอะไรมาก แค่พยายามไม่ให้คนออก สนับสนุนไม่ให้คนออกมากกว่า

 

ถ้ารู้ว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้ ย้อนกลับไปได้จะมาที่ออสเตรเลียมั้ย

ผมว่าไปที่ไหนก็ยังโดนเหมือนเดิม ผมว่าคิดถูกแล้ว ไม่มีอะไรหรอกครับ

 

เป็นห่วงอะไรมากที่สุดในเหตุการณ์นี้

ผมห่วงแค่ว่าถ้ามันเป็นอีกระยะยาว มันจะโดนอีกหลายเรื่องครับ คิดแค่ว่าเมื่อไหร่มันจะหาย

 

กลัวติดโรคมั้ย 

ผมไม่ค่อยกลัวครับ แต่ก็พยายามไม่ให้ไปติด เพราะว่าที่บ้านก็อยู่กันหลายคน ติดหนึ่งคนก็จะโดนกันหมด พยายามจะอยู่บ้านให้มากที่สุดครับ 

 

สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นช่วงโควิดที่ไม่เคยเห็น

เห็นกลุ่มคนไทยช่วยเหลือกัน แจกกับข้าว แม้แต่โฮสต์ผมก็ช่วยในหลาย ๆ อย่าง เช่นอาหารเย็น เจอหน้ากันก็เลี้ยงกับข้าว เพราะก่อนหน้านี้บางคนก็ไม่มีเวลา ยุ่งเรียน ยุ่งงาน แต่เวลา Lockdown ก็ได้เจอกัน

 

โรงเรียนบอกว่าจะเรียนออนไลน์ถึงเมื่อไหร่

ผมได้ยินมาว่าจนหมดเทอมนี้เลยครับ หมายถึงครึ่งปีครับ ถึงมิถุนายนเลย ก็หวังว่ามันจะดีขึ้นนะครับ เพราะถ้าเรียนออนไลน์อย่างนี้ มันไม่ได้เต็มที่ เราคาดหวังเพราะเราก็จ่ายมา ทางโรงเรียนก็ช่วย ผมเขียนข้อความไป 700-800 คำ ก็ได้การช่วยเหลือมา

 

เล่าโครงการนี้ให้ฟังนิดนึงได้ไหม

โครงการนี้คือเขาจะให้โรงเรียนมาประมาณ 10 ล้านครับ ช่วยสนับสนุนนักเรียนทางด้าน IT ค่าอาหาร ให้นักเรียนเขียนเสนอไปว่าขอประมาณเท่าไหร่ แล้วเขาก็จะดูว่าคุณสามารถขอได้ไหม แล้วเขาก็จะส่งมาให้ เขาก็ช่วยนักเรียนเยอะเลยครับในระยะสั้น แต่ถ้าในระยะยาวผมไม่รู้ว่าทางโรงเรียนจะช่วยได้ขยาดไหน แต่ว่าอย่างน้อยก็ช่วยได้หลายจำนวนอยู่

 

จิตใจช่วง Lockdown เป็นยังไงบ้าง

รื่องนี้ผมว่าผมไม่มีปัญหา ผมมีรูมเมท มีโฮสต์ที่สามารถคุยกันได้ ไม่มีความกดดัน สามารถแชร์ความรู้สึกกันได้ครับ ก็โอเค แต่สำหรับคนที่อยู่ห้องเดี่ยวน่าจะกระทบมากกว่า อยู่โดดเดี่ยวคนเดียวนานไปหน่อย

 

พี่ๆ IDP มีการช่วยเหลือยังไงบ้าง 

พี่เอกยังช่วยคุย ติดต่ออยู่ตลอดครับ ถ้าผมมีอะไรก็ถามพี่เอกตลอด

 

 

 

Study in Australia

ฟรี

คู่มือเรียนออสเตรเลีย

เรื่องอื่นๆที่ไม่ควรพลาดในเล่มเราได้รวบรวมบทความที่สำคัญเกี่ยวกับเรียนต่อออสเตรเลียอาไว้ทั้งหมด

ดาวน์โหลด EBOOK