เรียนการให้คำปรึกษาต่างประเทศ

เกี่ยวกับวิชานี้

  • เกี่ยวกับวิชานี้
  • สาขานี้เหมาะกับใคร
  • อาชีพและโอกาสงานในอนาคต
  • การสมัครเรียนสาขาการให้คำปรึกษา
  • เรียนที่ไหนดี
Counselling

การให้คำปรึกษา คือ รูปแบบหนึ่งของการบำบัดทางจิตวิทยาที่มุ่งเน้นรักษาอาการป่วยทางจิตใจ อย่างเช่น ความวิตกกังวลในระดับที่ผิดปกติ ภาวะซึมเศร้า หรือ การแก้ไขความสัมพันธ์ที่บกพร่องระหว่างผู้คน โดยใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยาที่คนทั่วไปรู้จักกันดี นั่นคือทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการบำบัดโดยการให้คำปรึกษามาจนถึงทุกวันนี้

ในยุคแรกที่ฟรอยด์ทำการศึกษาเรื่องจิตวิเคราะห์ ผู้คนยังเข้าใจว่าการบำบัดทางจิต คือการรักษาผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเป็นโรคประสาท แต่ทุกวันนี้การให้คำปรึกษาเป็นการบำบัดวิธีหนึ่ง ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้คนจำนวนมากที่มีปัญหาชีวิต แต่ยังไม่ถึงขั้นป่วยเป็นโรค อาจจะแค่รู้สึกไม่สบายใจ คนทั่วไปก็สามารถมาขอคำแนะนำจากจิตแพทย์ได้ จุดเปลี่ยนนี้เริ่มต้นมาจากยุค 1940-1950 ที่ศาสตร์ด้านจิตวิทยาการให้คำปรึกษา ถูกนำไปใช้บำบัดทหารที่เกิดความเครียดในช่วงสงครามโลก ทำให้ศาสตร์ด้านนี้ได้รับการยอมรับจากคนทั่วไปในสังคมมากขึ้น

สาขานี้เหมาะกับใคร

หากคุณหลงใหลเรื่องเกี่ยวกับระบบความคิดของมนุษย์ สนใจศึกษาทฤษฎีที่สามารถบำบัดรักษาความผิดปกติทางจิตใจได้ และต้องการทำงานที่เป็นประโยชน์ อยากช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ให้ผู้อื่น คอร์สนี้ก็น่าจะเหมาะกับคุณเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งสำคัญคือผู้เรียนจะต้องมีนิสัยเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ในระหว่างเรียนนั้นคุณจะได้ฝึกปฏิบัติเป็นผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ที่มาขอรับคำปรึกษา และควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้อยู่ในวุฒิภาวะที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี

หากคุณมีคุณสมบัติตามเกณฑ์เหล่านี้ และมั่นใจว่าสนใจในเนื้อหาวิชาด้านนี้อย่างจริงจัง คอร์สการให้คำปรึกษา ก็จัดว่าเป็นทางเลือกหนึ่งในการศึกษาที่น่าสนใจอย่างมาก

อาชีพและโอกาสงานในอนาคต

ศิษย์เก่าสาขาวิชานี้ส่วนใหญ่ คาดหวังว่าจะจบไปทำงานเป็นนักจิตวิทยาผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งหากอยากทำงานด้านนี้โดยตรง คุณควรเลือกคอร์สที่เรียนแล้วได้รับใบรับรองการประกอบวิชาชีพอย่างเป็นทางการ รายได้เฉลี่ยเริ่มต้นของผู้จบสาขาวิชาการให้คำปรึกษา ในประเทศอังกฤษอยู่ที่ 19,000 ปอนด์ต่อปี (ประมาณ 902,000 บาท) อาจมากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่ นับว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจทั้งในแง่รายได้ และการได้ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

หากไม่ต้องการทำงานเป็นนักจิตวิทยาผู้ให้คำปรึกษา บัณฑิตที่จบคอร์สนี้ก็ยังมีทางเลือกในการประกอบอาชีพอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพื่อสังคม ดูแลด้านจิตวิทยาวัยรุ่น จิตวิทยาผู้สูงอายุ ดูแลคนด้อยโอกาสในสังคม หรือทำงานเป็นผู้ดูแลส่วนตัวก็สามารถทำได้เช่นกัน

นอกจากนี้ผู้เรียนสาขาวิชาการให้คำปรึกษา ยังเป็นที่ต้องการตัวของโรงเรียนต่างๆ ในฐานะครูผู้ช่วยสอน และผู้ให้คำแนะนำด้านการศึกษา หรือทำงานในหน่วยงานด้านธุรกิจ ในบทบาทของผู้แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และงานบริการลูกค้า ได้อีกด้วย

การสมัครเรียนสาขาการให้คำปรึกษา

มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะกำหนดเกณฑ์ไว้ว่า ผู้สมัครจะต้องมีทักษะในการแก้ปัญหาและมีวุฒิภาวะที่เหมาะสม รวมถึงมีความสนใจศึกษาทางด้านนี้อย่างจริงจัง หากผู้สมัครมีคุณสมบัติที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจในสาขาวิชานี้ อย่างเช่นเคยเรียนหรือทำงานด้านสังคมวิทยา, จิตวิทยา หรือชีววิทยามาก่อน ก็จะทำให้ใบสมัครของคุณน่าสนใจยิ่งขึ้น และในระดับปริญญาตรี ผู้สมัครจะต้องมีผลการเรียนระดับ 3 A-levels ขึ้นไป ส่วนในระดับปริญญาโทผู้สมัครจะต้องมีผลการเรียนระดับ 2:1 ขึ้นไป ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง หากคุณตั้งใจว่าจะจบไปทำงานเป็นนักจิตวิทยาผู้ให้คำปรึกษา อย่าลืมตรวจเช็คด้วยว่าคอร์สที่คุณเลือกนั้น ผ่านการรับรองที่น่าเชื่อถือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วหรือยัง

หลักสูตรปริญญาโทส่วนใหญ่จะใช้เวลาเรียนอย่างน้อย 1 ปี (สำหรับหลักสูตรที่เรียนเต็มเวลา) และหลักสูตรปริญญาตรีจะใช้ระยะเวลาเรียนอย่างน้อย 3-4 ปี และผู้มาจากประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก จะต้องสอบ IELTS ได้อย่างน้อย 6.0 คะแนนขึ้นไป สาขาวิชาการให้คำปรึกษา ทั้งในระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโท มีหลักสูตรให้เลือกเรียนหลากหลายมาก ดังนั้น คุณจึงควรเลือกให้ตรงกับความสนใจเฉพาะทางของตัวเอง

เรียนที่ไหนดี

สถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ควรจะเป็นที่ๆ คุณอยู่ได้อย่างมีความสุขตลอดระยะเวลาในการเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบางคนที่ต้องจากบ้านมาไกล การปรับตัวในช่วงแรกเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเลือกเมืองได้เหมาะสมกับบุคลิกภาพของตัวเอง ก็จะช่วยให้คุณปรับตัวได้ง่ายขึ้น และอย่าลืมคำนึงถึงเรื่องการเงิน ทั้งค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เมื่อรวมๆ กันแล้วก็นับว่าเป็นเงินจำนวนมาก หากมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายควรมองหามหาวิทยาลัยที่มีทุนสนับสนุนแก่นักศึกษาขาดแคลนเอาไว้ด้วย

ก่อนยื่นใบสมัครคุณต้องตรวจสอบเกรดและคุณสมบัติของตัวเองให้รอบคอบว่า ผ่านเกณฑ์ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้หรือไม่ โดยในระดับปริญญาตรี ผู้สมัครจะต้องมีผลการเรียนระดับ 3 A-levels ขึ้นไป ส่วนในระดับปริญญาโทผู้สมัครจะต้องมีผลการเรียนระดับ 2:1 ขึ้นไป ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง

การเลือกสถานศึกษานอกจากพิจารณาคุณภาพของหลักสูตรแล้ว คุณควรเลือกมหาวิทยาลัยที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานด้านการให้คำปรึกษาด้วย ประสบการณ์ฝึกปฏิบัติงานจริงในระหว่างการเรียนมีความสำคัญมากสำหรับผู้เรียนสาขาวิชานี้ สถาบันการศึกษาหลายแห่งมีคอนเนคชั่นที่ดีกับหน่วยงานด้านการให้คำปรึกษา ซึ่งนั่นจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการหาที่ฝึกงาน รวมถึงการหางานทำในอนาคตเมื่อจบการศึกษา

คอร์สการให้คำปรึกษาอื่นๆที่คุณสามารถเรียนได้

4

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ: การให้คำปรึกษา

ท๊อป 10 ประเทศเรียนต่อด้านการให้คำปรึกษา

1
211
สหรัฐอเมริกา
เข้าชม677ครั้ง ดู 455 หลักสูตร
2
210
สหราชอาณาจักร
เข้าชม603ครั้ง ดู 80 หลักสูตร
3
9
ออสเตรเลีย
เข้าชม526ครั้ง ดู 41 หลักสูตร
4
32
แคนาดา
เข้าชม179ครั้ง ดู 30 หลักสูตร
5
114
มาเลเซีย
เข้าชม164ครั้ง ดู 22 หลักสูตร
6
173
เกาหลีใต้
เข้าชม147ครั้ง ดู 1 หลักสูตร
7
134
นิวซีแลนด์
เข้าชม81ครั้ง ดู 10 หลักสูตร
8
62
ฟินแลนด์
เข้าชม58ครั้ง ดู 1 หลักสูตร
9
84
ฮ่องกง
เข้าชม29ครั้ง ดู 4 หลักสูตร
10
131
เนเธอร์แลนด์
เข้าชม16ครั้ง ดู 2 หลักสูตร