รวมวิธีหาหมอและระบบรักษาพยาบาลของประเทศต่าง ๆ ป่วยเมื่ออยู่ต่างประเทศ หาหมออเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย

เรียนต่อไม่ยากเลย เช็คโฮมเพจที่เราพัฒนาขึ้นใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลสุดปัง

เข้าดู
ขั้นตอนเรียนต่อ

Product of

สนใจข้อมูลเรียนต่อสุดอินไซด์?

ฟังรีวิวคอร์สคณะมหาลัย ทิปส์เรียนต่อ จากนักเรียนตัวจริงเสียงจริง

เข้าดู
cta banner image
เรียนในต่างประเทศ : แนะนำประเทศและเมือง

สรุปวิธีหาหมอสำหรับนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ

ป่วยตอนไปเรียนต่อต่างประเทศ ทำยังไงดี หาหมอได้ที่ไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

share image

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะไปเรียนต่อต่างประเทศ, ส่งลูกเรียนต่อนอก หรือน้อง ๆ นักเรียนไทยที่ตอนนี้กำลังเรียนต่ออยู่ตอนนี้ อาจจะมีความกังวลในเรื่องของการรักษาพยาบาล หลาย ๆ คนอาจจะไม่แน่ใจว่าถ้าเกิดป่วยขึ้นมา จะต้องไปหาหมอยังไง จองนัดหมอที่ไหน เพราะระบบการรักษาพยาบาลในต่างประเทศจะไม่เหมือนของบ้านเรา (ของที่เมืองไทยคือสามารถ walk-in เข้าไปได้เลย) ซึ่งแต่ละประเทศก็จะแตกต่างกันออกไป วันนี้เราเลยมาสรุปขั้นตอนการหาหมอ นัดหมอ และระบบการรักษาพยาบาลสำหรับนักเรียนไทยในออสเตรเลีย อังกฤษ และอเมริกามาให้ดูกันค่ะ

ก่อนอื่น Hotcourses ขออธิบายสั้นๆเกี่ยวกับระบบ Universal Healthcare กันก่อนค่ะ เจ้าระบบ Universal Healthcare นี้ คือระบบการรักษาที่ให้บริการการรักษาพยาบาลที่ประชาชนในประเทศสามารถเข้าถึงได้ทุกคนค่ะ ในหลายๆประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สวีเดน อังกฤษ ออสเตรเลีย ก็ใช้ระบบนี้อยู่ค่ะ แต่การใช้ระบบรักษาแบบนี้ ส่วนใหญ่รัฐบาลจะเป็นผู้ช่วยออกค่ารักษาให้ และใช้เงินจากภาษีของประชาชนนั่นเองค่ะ 

เอาล่ะค่ะ เข้าใจคอนเซปท์กันคร่าวๆแล้ว ทีนี้ มาดูรายละเอียดแบบลึกๆของแต่ละประเทศกันค่ะ

 

 

 

healthcare for student in australia

ขั้นตอนการไปหาหมอและระบบรักษาพยาบาลสำหรับนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่อออสเตรเลีย

ออสเตรเลียมีระบบการรักษาพยาบาลแบบ Universal Healthcare โดยที่รัฐบาลมีนโยบายจัดหาการประกันสุขภาพให้กับประชาชนทุกคน ซึ่งเรียกว่า Medicare และรัฐบาลก็เป็นผู้ดำเนินการโรงพยาบาลรัฐของที่นี่ด้วย ในส่วนของการรักษา ประชาชนที่นี่ก็ต้องออกเงินส่วนหนึ่ง ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากทางรัฐบาลค่ะ และทุกคนจะได้รับการคุ้มครองเหมือนกันหมด ซึ่งชาวออสเตรเลียหลายๆคนก็สมัครใจที่จะจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อจะได้รับการรักษาที่ดีขึ้นและเร็วขึ้นกว่าแบบโรงพยาบาลรัฐค่ะ ทางรัฐบาลที่นี่มีนโยบายคุ้มครองผู้สูงอายุ คนจน เด็ก และผู้ที่อยู่อาศัยในแหล่งห่างไกลเป็นหลักค่ะ

 

Overseas Student Health Cover (OSHC) คืออะไร?

นักเรียนไทยที่ไปเรียนต่อออสเตรเลียทุกคนจำเป็นต้องมี OSHC หรือประกันสุขภาพ เพื่อที่จะได้รับสิทธิ์การรักษาพยาบาลเวลาที่ไม่สบายค่ะ

 

OSHC หรือประกันสุขภาพของออสเตรเลียครอบคลุมอะไรบ้าง?

  • OSHC มีแผนการประกันสุขภาพที่แตกต่างกันออกไปค่ะ เราสามารถจ่ายเบี้ยประกันสูงขึ้นเพื่อได้รับสิทธิ์ที่ครอบคลุมมากขึ้นได้ 

  • OSHC แบบเบื้องต้น (minimum/basic) ส่วนใหญ่จะครอบคลุม

    • การไปหาหมอทั่วไป General Practice หรือที่เรียกกันว่า GP

    • การรักษาพยาบาลบางประเภทในโรงพยาบาล

    • บริการรถพยาบาลในกรณีฉุกเฉิน

    • การจ่ายยาบางประเภท 

  • ในส่วนของการไปหาหมอฟัน หมอตา หรือนักกายภาพบำบัด มักจะไม่รวมในแพ็กเกจเบื้องต้น ถ้าอยากให้รวม เราจะต้องซื้อประกันในระดับที่สูงขึ้น

 

เราจะสามารถซื้อประกันสุขภาพ OSHC ได้ที่ไหน?

บางครั้งมหาวิทยาลัยจะจัดซื้อ OSHC ให้นักเรียนไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ในบางกรณีเราก็สามารถเลือกผู้ให้บริการ OSHC ได้เอง อันนี้ต้องลองสอบถามมหาวิทยาลัยที่จะไปเรียนต่อนะคะ

ถ้าเราสามารถเลือกซื้อ OSHC เองได้ ขอแนะนำให้เปรียบเทียบราคาและแผนการประกันสุขภาพจากเว็บต่าง ๆ เหล่านี้

 

ประกันสุขภาพ OSHC ราคาประมาณเท่าไหร่?

ค่า OSHC ที่เราต้องจ่ายจะขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่เราหรือทางมหาวิทยาลัยเลือกไว้ให้ แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะนักเรียน 1 คนจะอยู่ที่ประมาณ A$438 ต่อปี

 

ขั้นตอนการหาหมอ:

น้อง ๆ สามารถจองนัดเพื่อพบหมอทั่วไป (GP) ได้โดย

  1. ค้นหาคลีนิค (GP clinic หรือ medical centre) ใกล้บ้าน แล้วโทรไปทำการนัดหมายหรือบางที่จะให้เราจองออนไลน์ได้เลย โดยปกติแล้วเราจะได้พบหมอประมาณ 15 นาทีต่อครั้ง ถ้าอยากได้นานกว่านั้นก็ควรแจ้งเค้าด้วย 
    • ส่วนใหญ่จะต้องรอ 1-2 วันกว่าจะได้พบหมอ
  2. อย่าลืมระบุด้วยว่าเรามี OSHC
  3. ในกรณีที่มีอาการติดเชื้อหรือเป็นโรคติดต่อ สามารถโทรขอคำปรึกษาผ่านทางโทรศัพท์ได้ 
  4. ถ้าหมอตรวจดูแล้วเห็นว่าจะต้องส่งไปเจอหมอเฉพาะทาง เช่น ด้านหู ตา คอ จมูก, ด้านสมอง เค้าจะออกจดหมายให้เรา แล้วเราก็นำจดหมายนี้ไปหาหมอเฉพาะทางเองค่ะ


การจ่ายค่ารักษาพยาบาล:

มีคำศัพท์ที่เราควรรู้ดังนี้

  • Bulk billing คือทางคลีนิคไปเรียกเคลมเงิร/เก็บเงินจากประกัน OSHC โดยตรง ซึ่งน้อง ๆ อาจจะไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มเลย แต่ไม่ใช่ว่าคลีนิคทุกแห่งเค้าจะมีวิธีเคลมเงินแบบนี้นะคะ ดังนั้นก่อนจะไปหาหมอ เราควรเช็คด้วยว่ามีคลีนิคไหนเสนอ bulk billing บ้าง
  • Gap payment ถ้าค่ารักษาสูงเกินกว่าที่ประกันครอบคลุม เราจะต้องจ่ายส่วนต่างเอง
  • Medications and additional services หมายถึงยา การจ่ายยา การเข้าพบแพทย์เฉพาะทาง (ส่วนใหญ่จะต้องให้ GP ออกจดหมาย refer ให้เราก่อน ถึงจะพบแพทย์เฉพาะทางได้) การทำกายภาพบำบัดจาก physiology หรือบริการด้านสุขภาพอื่น ๆ การตรวจเลือดหรือการทำเทสต์ต่าง ๆ ซึ่ง OHSC อาจจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายบางส่วนตรงนี้

 

  • สำหรับเหตุฉุกเฉินหรืออยู่ในสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต โทร 000 หรือ 112 หรือเดินทางไป A&E (Accident and Emergency) ในโรงพยาบาลใกล้เคียง
  • สำหรับใครที่ต้องการคำปรึกษา (ไม่ฉุกเฉิน รอได้) โทร Australia Health Direct Helpline 1800022222 เป็นบริการที่มีพยาบาลรับสาย 24 ชั่วโมง ทุกวัน (ไม่มีวันหยุด) 

 

 

healthcare for student in UK

 

ขั้นตอนการไปหาหมอและระบบรักษาพยาบาลสำหรับนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่ออังกฤษ

 

ภาพรวม: ประเทศอังกฤษใช้ระบบที่เรียกว่า Singer-payer health care ค่ะ ระบบที่ว่านี้คือระบบที่รัฐบาลออกค่ารักษาพยาบาลให้กับประชาชนฟรี เมื่อใช้บริการของโรงพยาบาลรัฐค่ะ โดยประชาชนแค่ต้องออกค่ายาเองเท่านั้น และยังไม่พอนะคะ สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่อยู่ในประเทศชั่วคราว ก็ยังได้รับการรักษาเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือติดโรคติดต่อด้วยอีกด้วย โดยรัฐบาลก็นำเงินจากภาษีประชาชนนี่แหละค่ะ มาออกค่าใช้จ่ายตรงนี้ ฟังดูแล้วเหมือนจะดีไปซะหมด แต่เนื่องจากการรักษาเป็นแบบฟรี ทำให้คิวที่รอยาวไปถึงดาวอังคารกันเลยทีเดียว มีรายงานมาว่าหลายๆคนต้องรอนานกว่า 4 สัปดาห์จึงจะได้พบหมอกันเลยค่ะ ซึ่งจากเหตุนี้นี่เอง ทำให้หลายๆคนเลือกที่จะจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนและได้รับการรักษาที่รวดเร็วกว่าและบริการที่ดีกว่าค่ะ 

 

Immigration health surcharge คืออะไร?

สำหรับนักเรียนไทยที่จะไปเรียนต่อในอังกฤษ จำเป็นจะต้องจ่ายค่า Immigration health surcharge (IHS) หรือค่าเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาล เป็นจำนวน £776 ต่อปี (จ่ายตามระยะเวลาที่เราได้วีซ่า ไม่ใช่ตามระยะเวลาที่เรียน) แต่สำหรับคนที่ถือวีซ่านักเรียนที่มีอายุ 6 เดือนหรือน้อยกว่า จะต้องจ่าย £338 สำหรับในส่วนที่เราจะไปเรียนค่ะ 

ตัวอย่างการคิดเงิน Surcharge 

หลักสูตรที่เรียนต่อ ค่า Health surcharge ที่ต้องจ่าย
ปริญญาโท 1 ปี £1,164
ปริญญาโท 3 ปี £2,716
ปริญญาเอก 4 ปี £3,492

 

ต้องจ่ายเมื่อไหร่? 

ค่าใช้จ่าย Health surcharge จะต้องจ่ายในตอนที่ยื่นขอวีซ่าค่ะ ซึ่งสามารถจ่ายออนไลน์ได้ด้วย debit หรือ credit card 
 

จ่ายแล้วสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลอะไรได้บ้าง?

เมื่อเราจ่ายค่า Health surcharge เราจะได้รับสิทธิ์การรักษาพยาบาลเหมือนกับประชากรชาวอังกฤษคนหนึ่งเลยค่ะ คือสามารถไปหาหมอทั่วไป (General Practice หรือ GP) ที่ Doctor's surgery (คลีนิคใกล้บ้าน) ได้, เข้ารับการรักษาพยาบาลได้ หรือถ้าจำเป็นต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาล ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มค่ะ ยกเว้นถ้าหมอจ่ายยาให้ เราจะต้องจ่ายค่ายาเป็นจำนวน £9.65 ต่อยา 1 ชิ้น

 

ขั้นตอนการหาหมอ: 

  1. เริ่มแรก ต้องเตรียมเอกสารก่อนค่ะ ​​เอกสารที่ต้องเตรียมหลัก ๆ คือ

    • พาสปอร์ต

    • เอกสารที่มีแหล่งที่อยู่ของเราระบุไว้ชัดเจน เช่น เอกสารเช่าหอพักหรือ tenancy agreement หรือจดหมายจากมหาวิทยาลัย 

  2. ไปลงทะเบียนกับหมอที่คลีนิคใกล้บ้านหรือหอพัก โดยค้นจากในเว็บ https://www.nhs.uk/service-search/find-a-gp 

  3. โทรหรือไปที่คลีนิคนั้น ๆ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการลงทะเบียน บางคลีนิคเราสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้

  4. เมื่อลงทะเบียนเป็นคนไข้เรียบร้อยแล้ว เราจะได้รับ NHS number เอาไว้ใช้อ้างอิงเวลาไปหาหมอ พอได้มาแล้วก็สามารถใช้บริการการรักษาพยาบาลของ NHS ได้ฟรีค่ะ

  5. สามารถโทรนัดหมอทั่วไป GP (General Practitioner) ได้ และให้แจ้งได้เลยว่าเรามีอาการอะไรยังไรคร่าว ๆ ค่ะ จากนั้น ทางคลินิคจะพยายามนัดหมอให้เรา ซึ่งระยะเวลาอยู่ที่ประมาณ 1-4 อาทิตย์ แล้วแต่ตารางเวลาของหมอในแต่ละที่

  6. เมื่อถึงนัดหมอแล้ว หมอจะทำการตรวจเราและถ้าหมอไม่แน่ใจ หมอก็จะส่งตัวเราไปเจอ Specialist หรือแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้การตรวจแม่นยำยิ่งขึ้นค่ะ 

 

  • สำหรับเหตุฉุกเฉินหรืออยู่ในสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต โทร 999 หรือเดินทางไป A&E (Accident and Emergency) ในโรงพยาบาลใกล้เคียง
  • สำหรับใครที่ต้องการคำปรึกษา (ไม่ฉุกเฉิน รอได้) โทร 111 จะมีเจ้าหน้าที่มารับฟังอาการและประเมินอาการเราคร่าว ๆ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เรา

 

healthcare for student in new zealand

 

ขั้นตอนการไปหาหมอและระบบรักษาพยาบาลสำหรับนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่อนิวซีแลนด์

ภาพรวม: อีกหนึ่งประเทศที่มีระบบการรักษาพยาบาลชั้นเยี่ยม และให้บริการฟรีกับประชาชนชาวนิวซีแลนด์ทุกคนค่ะ และด้วยการมีโรงพยาบาลรัฐมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงหมอได้อย่างง่ายดาย โรงพยาบาลที่นี่รักษาตั้งแต่โรคต่างๆไปจนถึงเหตุฉุกเฉินเลยค่ะ จะมีข้อยกเว้นก็เพียงแต่การรักษาบางอย่าง เช่น ศัลยกรรม ที่อันนี้ไม่ฟรีนะจ๊ะ อ้อ.. และถ้าเป็นนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ไม่มีสัญชาตินิวซีแลนด์หรือไม่ใช่ประชาชนของที่นี่ ก็อาจจะต้องออกค่าใช้จ่ายในบางส่วนด้วยตัวเองค่ะ 

ข้อดีอีกข้อหนึ่งของระบบโรงพยาบาลที่นี่ คือเค้าเน้นไปที่เด็กมากๆเลยค่ะ สำหรับเด็กที่อยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ ที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ขวบ จะได้รับการคุ้มครองสุขภาพที่เรียกว่า Well Child Tamariki Ora ซึ่งจะเป็นระบบที่ให้ตรวจเช็คสุขภาพเด็กๆตลอดเวลา และมีพยาบาลด้านผดุงครรภ์ (Midwife) มาช่วยบรรดาแม่ๆตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนคลอดเลยค่ะ

 

ทำความรู้จัก Medical Insurance ในนิวซีแลนด์

นักเรียนต่างชาติที่มาเรียนต่อนิวซีแลนด์จะต้องมีประกันสุขภาพ (Medical insurance) และจะต้องนำรายละเอียดประกันของเราไปยื่นทุกครั้งที่ได้รับการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการพบหมอ พยาบาล รวมไปถึงการใช้บริการ student health centre ของมหาวิทยาลัย เพื่อประกันจะได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้เราค่ะ

  • ทุกครั้งที่เราเข้าใช้บริการทางการแพทย์ เช่น พบหมอ พยาบาล หรือผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ เราจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองก่อนแล้วค่อยเคลมเงินคืนจากประกัน ดังนั้นอย่าลืมเก็บใบเสร็จไว้ทุกครั้งนะคะ  

  • เราสามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลผ่านการ์ด EFTPOS, เงินสด หรือ debit/credit card ได้ (เก็บใบเสร็จด้วยนะ)

  • ค่าบริการจะแตกต่างกันออกไป โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ $80 - $120 ต่อครั้ง

  • ประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลและค่ายาสำหรับโรคเยอะพอสมควร แต่เราก็ควรเช็ครายละเอียดจากเอกสารประกันให้ชัดค่ะ เพราะอาจจะมีบางกรณีที่เค้าไม่ครอบคลุมก็ได้

 

ขั้นตอนการหาหมอ:

  1. คนที่นี่จะต้องลงทะเบียนกับหมอก่อน เราสามารถเลือกลงทะเบียนกับหมอใกล้ที่พักหรือลงทะเบียนกับ Health center ของมหาวิทยาลัยก็ได้ ติดต่อเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยหรือ google หาคลีนิคได้เลย

  2. เมื่อลงทะเบียนกับหมอได้แล้ว ก็สามารถโทรนัดได้ค่ะ ระยะเวลาในการรอเจอหมอก็จะแล้วแต่ตารางของหมอในแต่ละที่ค่ะ

  3. เมื่อถึงวันนัดเจอหมอ หมอจะทำการประเมินค่ะ และอาจจะมีการส่งต่อไปยังแพทย์เฉพาะทาง (Specialist) ถ้าจำเป็น

 

  • สำหรับเหตุฉุกเฉินหรืออยู่ในสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต โทร 111 หรือเดินทางไป A&E (Accident and Emergency) ในโรงพยาบาลใกล้เคียง
  • สำหรับใครที่ต้องการคำปรึกษา (ไม่ฉุกเฉิน รอได้) โทร Free Healthline 0800 611 116 ที่จะมีพยาบาลคอบรับสาย ให้คำแนะนำ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด

 

healthcare for student in usa

ขั้นตอนการไปหาหมอและระบบรักษาพยาบาลสำหรับนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่ออเมริกา

ประเทศอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่ใช้ระบบ Universal Healthcare system ค่ะ พูดง่ายๆก็คือ การรักษาพยาบาลของที่นี่ไม่ฟรีค่ะ และคนส่วนใหญ่(รวมถึงนักเรียนต่างชาติ)ต้องจ่ายค่าประกันสุขภาพเองหรือให้นายจ้างเป็นผู้จัดหาประกันให้

ถึงแม้เครื่องไม้เครื่องมือและการรักษาพยาบาลในอเมริกาจะขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในการรักษาชั้นนำของโลก แต่ค่าใช้จ่ายของที่นี่ก็สูงไปด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นโยบายการรักษาของอเมริกาก็มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แล้วแต่ประธานาธิบดีในช่วงนั้นๆ ดังนั้น เราก็ยังคงมีความหวังกันค่ะ ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ประกันสุขภาพ (Health insurance) สำหรับนักเรียนที่จะไปเรียนต่ออเมริกา

  • นักเรียนต่างชาติทุกคนจำเป็นต้องซื้อประกันสุขภาพตลอดระยะเวลาของหลักสูตรที่ไปเรียนต่อ เช่น หลักสูตร 2 ปี ก็ต้องซื้อประกัน 2 ปี
  • ประกันสุขภาพสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่เราเลือก ส่วนใหญ่แล้วจะครอบคลุมค่าใช้จ่าย เช่น
    • การรักษาพยาบาลกรณีฉุกเฉิน
    • การเข้ารับคำปรึกษาหรือบำบัดในด้านจิตเวช 
    • ค่ายา
    • ค่าพบหมอหรือค่านัดกับโรงพยาบาล
    • ค่าผ่าตัด
    • และอื่น ๆ 
  • หลาย ๆ มหาวิทยาลัยอาจจะเสนอบริษัทประกันที่เป็นพาร์ทเนอร์กับมหาวิทยาลัยมาให้เลย ซึ่งจะครอบคลุมการรักษาพยาบาลในระดับที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจประกันที่เราเลือก แต่บางมหาวิทยาลัยก็จะให้เราเลือกบริษัทประกันได้เอง

 

ขั้นตอนการหาหมอ

 

  1. ทำประกันก่อนอันดับแรก ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยต่างๆ จะมีแพ็กเกจประกันขายให้อยู่แล้ว คุยกับทางมหาวิทยาลัยได้เลย

  2. ดูด้วยนะคะว่าประกันครอบคลุมอะไรบ้าง

  3. มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีหมอ-พยาบาลประจำอยู่แล้ว สามารถเข้าไปหาได้ หรือสามารถเลือกหาหมอใกล้บ้านได้ Google ไปเลยค่ะ

  4. แต่ถ้าอยากเจอหมอข้างนอก ต้องโทรนัดก่อนไปเจอ อย่าลืมถามค่ารักษาหรือค่าหมอก่อนนัด และต้องบอกเค้าด้วยว่ามีประกันสุขภาพอะไร จากที่ไหน

  5. เก็บใบเสร็จ และทำเรื่องเคลมเงินคืนจากประกันสุขภาพ

    • ​ส่วนใหญ่แล้วถ้าหาหมอที่มหาวิทยาลัยหรือเป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัย (in-network hospitals)  ทางเจ้าหน้าที่จะส่งเรื่องไปเคลมกับบริษัทประกันให้ 

 

การจ่ายค่ารักษาพยาบาลและเคลมเงินประกันคืน

  • Direct billing เราเอาบัตร insurance card ไปยื่น แล้วเจ้าหน้าที่จะติดต่อกับบริษัทประกันเองโดยตรง 
  • Reimbursement claim คือการขอจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วยตัวเองก่อนแล้วเราไปเคลมเงินคืนจากประกันทีหลัง (ขั้นตอนนี้เรียีกว่า file a claim) ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในกรณีที่เราไปรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล/คลีนิคที่อยู่นอกเหนือจากเครือข่ายของทางมหาวิทยาลัย 

 

  • สำหรับเหตุฉุกเฉินหรืออยู่ในสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต โทร 911 หรือเดินทางไป A&E (Accident and Emergency) ในโรงพยาบาลใกล้เคียง
  • สำหรับใครที่ต้องการคำปรึกษา (ไม่ฉุกเฉิน รอได้)
    • แต่ละรัฐจะมีบริการ non-emergency helpline ให้โทรได้ ตรงนี้ต้องเช็ครัฐที่เราไปอยู่นะคะ ตัวอย่างเบอร์ที่โทร เช่น 311 และ 411 
    • หากอยากขอคำปรึกษาในกรณีไม่เร่งด้วย สามารถโทร Ask a Nurse hotline (833) 612-1999

 

healthcare for student in canada

ขั้นตอนการไปหาหมอและระบบรักษาพยาบาลสำหรับนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่อแคนาดา

ถึงแม้แคนาดาจะขึ้นชื่อในเรื่องของการรักษาพยาบาลฟรี แต่จริง ๆ แล้วทางรัฐเค้าให้ฟรีแค่กับพลเมืองของเค้าเท่านั้นค่ะ ดังนั้นใครที่จะไปเรียนต่อแคนาดา จะต้องซื้อประกันสุขภาพเอาไว้เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลระหว่างที่เรียนอยู่ด้วย

ด้วยความที่แคนาดาเป็นประเทศใหญ่และประกอบไปด้วยรัฐต่าง ๆ หลายรัฐ ดังนั้นรัฐแต่ละรัฐจะมีการกำหนดระบบการรักษาพยาบาลที่แตกต่างกันออกไป เช่น บางรัฐมีแพ็กเกจประกันของรัฐ (provincial health plans) แต่บางรัฐจะไม่มีตรงนี้ เป็นต้น

 

โดยทั่วไปแล้ว รัฐจะกำหนดให้นักเรียนต่างชาติต้องลงทะเบียนและซื้อประกันรักษาสุขภาพ (private health insurance plans) ซึ่งหลาย ๆ มหาวิทยาลัยจะมีแพ็กเกจเตรียมไว้ให้เราซื้อได้เลย แต่ก็จะมีบางมหาวิทยาลัยเค้าจะอนุญาตให้เราเลือกหาแพ็กเกจจากบริษัทข้างนอกได้เองด้วยนะ

 

ในกรณีฉุกเฉินหรืออาจจะถึงแก่ชีวิต ทุกรัฐจะให้บริการรักษาพยาบาลฟรีค่ะ แต่ตรงนี้เราต้องเช็คดี ๆ ด้วยนะคะเพราะเค้าจะมีข้อกำหนดละเอียดยิบย่อยเพิ่มเติมไปอีก

 

ระบบการรักษาพยาบาลของแต่ละรัฐในแคนาดา

แต่ละรัฐในแคนาดาจะมีการให้บริการด้านสุขภาพที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น

  • Alberta มีประกันสุขภาพของทางรัฐ หรือ Alberta Health Care Insurance Plan (AHCIP) ให้นักเรียนสามารถซื้อได้ ซึ่งครอบคลุมการรักษาพยาบาลเบื้องต้นทั่วไป แต่ไม่ครอบคลุมการรักษาฟันหรือค่ายาที่ต้องซื้อ 

  • Ontario นักเรียนต่างชาติไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพของทางรัฐได้ แต่มหาวิทยาลัยทุกแห่งใน Ontario จะมีแพ็กเกจประกันสุขภาพให้นักเรียนเลือกซื้อได้เอง ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยรัฐจะมีทำแพ็กเกจประกันผ่าน University Health Insurance Plan (UHIP) 
     

Health card หรือ Health Insurance Card คืออะไร?

  1. นักเรียนต่างชาติต้องลงทะเบียนกับสถานรักษาพยาบาลของทางรัฐที่เรียนอยู่ เราสามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของรัฐบาล

  2. อย่าลืมว่าเราต้องได้วีซ่าและมี study permit ก่อนจึงจะลงทะเบียนได้นะ

  3. รัฐส่วนใหญ่จะกำหนดให้เรากรอกข้อมูลและยื่นขอ health card หรือ health insurance card ซึ่งเราสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการเข้าขอรับบริการรักษาพยาบาลต่าง ๆ ได้ 

  4. รอการอนุมัติ

  5. เมื่อได้การ์ดมาแล้ว ต้องเก็บไว้ดี ๆ นะคะ
     

ขั้นตอนในการหาหมอในแคนาดา

  1. ในขั้นแรกเราจะต้องไปพบ Family doctor หรือหมอทั่วไป (General Practice) ก่อน แนะนำให้น้อง ๆ ติดต่อเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเพื่อดูค่ะว่าเราไปหาได้ที่ไหน หากไม่มี family doctor เราสามารถหา walk-in clinic ได้เลย ไม่ต้องทำการจองนัดล่วงหน้า
  2. อย่าลืมเอา Health card ไปด้วย
  3. ในบางกรณี เราอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในการรักษาพยาบาล อย่าลืมแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าเรามี Health card ก่อนเข้ารับบริการนะคะ
  4. ถ้าหมอที่ตรวจเรามีความเห็นว่าจะต้องส่งเราไปให้แพทย์เฉพาะทางดูแล เค้าจะเขียนจดหมายและติดต่อแพทย์ด้านนั้น ๆ ให้ค่ะ ตรงนี้เราต้องรอให้หมอ refer ไปเท่านั้นนะคะ ถึงจะเคลมประกันได้ (ยกเว้นพวกประกันแบบแพงมาก ๆ ซึ่งจะครอบคลุมการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน)

 

  • สำหรับเหตุฉุกเฉินหรืออยู่ในสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต โทร 911 หรือเดินทางไป A&E (Accident and Emergency) ในโรงพยาบาลใกล้เคียง

  • สำหรับกรณีไม่ฉุกเฉิน รอได้ เราสามารถโทรหา Healthline ในรัฐที่เราอาศัยอยู่ได้ เช่น Ontorio โทร 1-866-797-0000 ขอแนะนำให้น้อง ๆ เช็คกับทางมหาวิทยาลัยไว้ก่อนเลยค่ะ

 

 

 

Credit:

https://www.theguardian.com/society/2016/feb/09/which-country-has-worlds-best-healthcare-system-this-is-the-nhs 

https://www.thebalance.com/universal-health-care-4156211 

https://www.internationalstudent.com/study_usa/preparation/health-care/

https://www.healthdirect.gov.au/contact-us

https://help.bedssu.co.uk/support/solutions/articles/80001126960-how-to-register-with-the-gp-as-an-international-student 

https://www.qmul.ac.uk/welfare/visas-international-advice/student-visas/ready-student-visa/ihs/

https://www.gov.uk/healthcare-immigration-application/how-much-pay

https://www.timeshighereducation.com/student/advice/guide-medicare-international-students-australia

https://www.live-work.immigration.govt.nz/resources/enroling-with-your-local-doctor

https://www.naumainz.studywithnewzealand.govt.nz/health-and-wellbeing/healthcare/doctors-and-dentists

https://www.kaplanpathways.com/support-for-studying-abroad/health-and-safety/us-student-insurance/

https://www.internationalstudentinsurance.com/

https://www.idp.com/pakistan/blog/studying-in-the-usa-your-essential-guide-to-emergency-phone-numbers-and-useful-hotline/

https://smcovered.com/ultimate-guide-to-insurance-claims-for-international-students-in-the-u-s

https://www.canadim.com/study/live-as-a-student-in-canada/student-health-insurance/

https://www.canada.ca/en/immigration-refugees-citizenship/services/new-immigrants/new-life-canada/health-care/find-doctors.html

https://www.mycism.com/2019/09/international-students-guide-to-health-care-in-canada/

https://blog.msincanada.in/healthcare-system-canada-international-students

MUST READ

article Img

ส่องสนามแข่งวีซ่าทำงานหลังเรียนจบ ประเทศไหนขอยาก ประเทศไหนได้ง่าย มาดูกัน

ร้อนขนาดนี้ใครนึกอยากหนีไปอยู่ทำงานต่อต่างประเทศบ้างคะ? บางคนอาจจะคิดว่าโอ๊ย มันไปยาก ทำไม่ได้หรอก แหมๆ ต้องขอบอกว่าอย่าเพิ่งปิดประตูความฝันดังปึ้ง! ขนาดนั้นค่ะ เพราะจริงๆ แล้ว หลายๆ ประเทศเค้ามีวีซ่าหลังเรียนจบให้นักเรียนต่างชาติสามารถอยู่ทำงานต่อได้เป็นปีๆ เลย     แล้วแต่ละประเทศขอวีซ่ายาก-ง่ายแค่ไหน? แต่ละประเทศมีเงื่อนไขแตกต่างกันไปค่ะ

7.8K
article Img

เรียนไป เที่ยวไป 5 Road Trip ที่ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต!

ใครมีความฝันอยากไป Road Trip กันบ้าง!? ยกมือหน่อยเร็ววว เพราะวันนี้ Hotcoureses Thailand ขอทำหน้าที่เป็นเอเจนท์พาทุกคนไปสำรวจเส้นทาง Road Trip ทั่วโลกกัน! นอกจากนี้จะพาไปดูด้วยว่าถ้าอยากไปเที่ยวเส้นไหนแล้ว มหาลัยอะไรบ้างที่อยู่ใกล้ๆ กับเส้นทางนั้น!         แพ็คกระเป๋าแล้วรัดเข็มขัดให้แน่นนะ จะออกเดินทางแล้วจ้ะ!    Route 66       หนึ่งในเส้นทางที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก!

2.9K
article Img

เรียนต่อนอกในยูที่คนไทยเยอะ ปังหรือปิ๋ว? มาหาคำตอบกัน!

What’s up, Sis!?      Sup, Bro!?      มิสกลับมาจากภารกิจราชการแล้วจ้ะ พร้อมส่งรายงานให้ทุกคนทราบแล้วค่ะ! 🔍📚     สิ่งหนึ่งที่มิสสังเกตเวลาซิสจะไปเรียนต่อนอกกัน นอกจากคำถามทั่วๆ ไปที่เกี่ยวกับตัวหลักสูตรและมหาวิทยาลัยแล้ว จะมีคำถามนี้โผล่ขึ้นมาเสมอค่ะ นั่นก็คือ ‘คนไทยเยอะมั้ย?’  สำหรับบางคนคำถามนี้มัน Serious มากนะเออ! มิสเลยไปสืบมาให้ว่าตกลงแล้วถ้ามหาลัยที่เราไปเรียนต่อมีคนไทยเยอะ/น้อย

1.8K