ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : แนะนำประเทศและเมือง

คุณหมอช่วยด้วย! หนูป่วยตอนอยู่ไกลบ้าน

share image

ณ ตอนนี้หลายๆคนคงเริ่มปรับตัวกับการใช้ชีวิตในช่วงโควิด-19 กันได้แล้วใช่มั๊ยคะ แถมในประเทศไทย เรายังเห็นอัตราผู้เสียชีวิตลดลง และมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยฟื้นตัวได้เร็วก็คงหนีไม่พ้นเหล่าหมอและพยาบาล ที่คอยดูแลรักษาคนไข้อย่างดีในโรงพยาบาลนั่นเอง เห็นแบบนี้แล้วก็อดชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์และระบบสาธารณสุขของเราไม่ได้จริงๆนะคะ เอ.. จะว่าไปแล้ว แล้วประเทศอื่นๆล่ะ น้องๆเคยสงสัยกันมั๊ยคะว่าเค้ามีระบบการรักษาพยาบาลกันอย่างไร มาค่ะ วันนี้ Hotcourses Thailand จะพาไปดูระบบการรักษาพยาบาลจากต่างประเทศกัน มาดูกันซิคะว่าแต่ละที่จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไรกันบ้าง

 

ก่อนอื่น Hotcourses ขออธิบายสั้นๆเกี่ยวกับระบบ Universal Healthcare กันก่อนค่ะ เจ้าระบบ Universal Healthcare นี้ คือระบบการรักษาที่ให้บริการการรักษาพยาบาลที่ประชาชนในประเทศสามารถเข้าถึงได้ทุกคนค่ะ ในหลายๆประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สวีเดน อังกฤษ ออสเตรเลีย ก็ใช้ระบบนี้อยู่ค่ะ แต่การใช้ระบบรักษาแบบนี้ ส่วนใหญ่รัฐบาลจะเป็นผู้ช่วยออกค่ารักษาให้ และใช้เงินจากภาษีของประชาชนนั่นเองค่ะ 

 

เอาล่ะค่ะ เข้าใจคอนเซปท์กันคร่าวๆแล้ว ทีนี้ มาดูรายละเอียดแบบลึกๆของแต่ละประเทศกันค่ะ

 

ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียมีระบบการรักษาพยาบาลแบบ Universal Healthcare โดยที่รัฐบาลมีนโยบายจัดหาการประกันสุขภาพให้กับประชาชนทุกคน ซึ่งเรียกว่า Medicare และรัฐบาลก็เป็นผู้ดำเนินการโรงพยาบาลรัฐของที่นี่ด้วย ในส่วนของการรักษา ประชาชนที่นี่ก็ต้องออกเงินส่วนหนึ่ง ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากทางรัฐบาลค่ะ และทุกคนจะได้รับการคุ้มครองเหมือนกันหมด ซึ่งชาวออสเตรเลียหลายๆคนก็สมัครใจที่จะจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อจะได้รับการรักษาที่ดีขึ้นและเร็วขึ้นกว่าแบบโรงพยาบาลรัฐค่ะ ทางรัฐบาลที่นี่มีนโยบายคุ้มครองผู้สูงอายุ คนจน เด็ก และผู้ที่อยู่อาศัยในแหล่งห่างไกลเป็นหลักค่ะ

 

ออสเตรเลียมีอัตราเฉลี่ยการตายของเด็กทารกที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับหลายๆประเทศชั้นนำจากทั่วโลก โดยอัตราอยู่ที่ 3.1% เท่านั้นค่ะ 

 

ขั้นตอนการหาหมอ:

 

  1. ที่นี่เราสามารถเลือกไปหาหมอทั่วไป (GP) ที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องลงทะเบียนกับหมอคนนั้น แต่ต้องทำการนัดก่อนไปเจอหมอค่ะ ส่วนใหญ่จะต้องรอ 1-2 วันกว่าจะได้เจอ

  2. ถ้าหมอตรวจดูแล้วเห็นว่าจะต้องส่งไปเจอหมอเฉพาะทาง เช่น ด้านหู ตา คอ จมูก, ด้านสมอง เค้าจะออกจดหมายให้เรา แล้วเราก็นำจดหมายนี้ไปหาหมอเฉพาะทางเองค่ะ

  3. ถ้าเกิดไม่อยากหาหมอ แต่อยากขอคำปรึกษาด้านสุขภาพ เช่นเจ็บไข้เล็กๆ น้อยๆ สามารถโทรเข้าเบอร์ 1800 022 222 เพื่อคุยกับพยาบาลทางโทรศัพท์ได้

  4. หรือถ้าสะดวกออนไลน์ เข้าไปเช็คอาการและคำแนะนำได้ที่ healthdirect Symptom Checker.

  5. แต่ถ้าเป็นเรื่องด่วน คอขาดบาดตาย บาดเจ็บรุนแรง โทร 000 โลดค่ะ หรือเข้าไปที่ A&E (Accident & Emergency) ของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้เลยค่ะ 

 

  • Note:

    • นักเรียนต่างชาติต้องมีประกัน ที่เรียกว่า Overseas Student Health Cover (OSHC) ค่ะ พอมีอันนี้แล้วก็สามารถไปหาหมอได้ละ และสามารถเคลมค่าใช้จ่ายจากตรงนี้ได้เลย เราสามารถอ่านรายละเอียดและเลือกประกันที่เราสนใจได้จากตรงนี้ค่ะ https://www.privatehealth.gov.au/health_insurance/overseas/overseas_student_health_cover.htm

    • ก่อนจะไปหาหมอ อย่าลืมดูด้วยว่าประกันของเราครอบคลุมอะไรบ้าง


 

อังกฤษ

ภาพรวม: ประเทศอังกฤษใช้ระบบที่เรียกว่า Singer-payer health care ค่ะ ระบบที่ว่านี้คือระบบที่รัฐบาลออกค่ารักษาพยาบาลให้กับประชาชนฟรี เมื่อใช้บริการของโรงพยาบาลรัฐค่ะ โดยประชาชนแค่ต้องออกค่ายาเองเท่านั้น และยังไม่พอนะคะ สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่อยู่ในประเทศชั่วคราว ก็ยังได้รับการรักษาเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือติดโรคติดต่อด้วยอีกด้วย โดยรัฐบาลก็นำเงินจากภาษีประชาชนนี่แหละค่ะ มาออกค่าใช้จ่ายตรงนี้ ฟังดูแล้วเหมือนจะดีไปซะหมด แต่เนื่องจากการรักษาเป็นแบบฟรี ทำให้คิวที่รอยาวไปถึงดาวอังคารกันเลยทีเดียว มีรายงานมาว่าหลายๆคนต้องรอนานกว่า 4 สัปดาห์จึงจะได้พบหมอกันเลยค่ะ ซึ่งจากเหตุนี้นี่เอง ทำให้หลายๆคนเลือกที่จะจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนและได้รับการรักษาที่รวดเร็วกว่าและบริการที่ดีกว่าค่ะ 

 

ขั้นตอนการหาหมอ: 

  1. เริ่มแรก ต้องไปลงทะเบียนกับหมอใกล้บ้านก่อนค่ะ โดยค้นจากในเว็บ https://www.nhs.uk/service-search/find-a-gp และกรอกแบบฟอร์ม เตรียมเอกสารให้ครบเพื่อไปยื่นค่ะ

  2. เมื่อลงทะเบียนเป็นคนไข้เรียบร้อยแล้ว สามารถโทรนัดหมอทั่วไป GP (General Practitioner) ได้ และให้แจ้งได้เลยว่าเรามีอาการอะไรยังไรคร่าวๆค่ะ จากนั้น ทางคลินิคจะพยายามนัดหมอให้เรา ซึ่งระยะเวลาอยู่ที่ประมาณ 1-4 อาทิตย์ แล้วแต่ตารางเวลาของหมอในแต่ละที่ค่ะ

  3. เมื่อถึงนัดหมอแล้ว หมอจะทำการตรวจเราและถ้าหมอไม่แน่ใจ หมอก็จะส่งตัวเราไปเจอ Specialist หรือแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้การตรวจแม่นยำยิ่งขึ้นค่ะ 

 

ส่วนใครที่ต้องการคำปรึกษาด่วนๆ ก็โทรไปที่ 111 ซึ่งก็จะมีหมอมารับฟังอาการและประเมินอาการเราคร่าวๆ ก่อนส่งต่อไปยังคลินิคหรือโรงพยาบาลถ้าเร่ง ด่วนค่ะ แต่ถ้าสำหรับเหตุฉุกเฉินหรืออาการหนักมากจริงๆ เช่น หัวใจจะวาย เลือดออกหนักมาก หายใจไม่ออก โทร 999 ค่ะ และเค้าจะประเมินอาการและส่งรถพยาบาลมารับทันทีหากอาการหนักมาก

 

นิวซีแลนด์

ภาพรวม: อีกหนึ่งประเทศที่มีระบบการรักษาพยาบาลชั้นเยี่ยม และให้บริการฟรีกับประชาชนชาวนิวซีแลนด์ทุกคนค่ะ และด้วยการมีโรงพยาบาลรัฐมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงหมอได้อย่างง่ายดาย โรงพยาบาลที่นี่รักษาตั้งแต่โรคต่างๆไปจนถึงเหตุฉุกเฉินเลยค่ะ จะมีข้อยกเว้นก็เพียงแต่การรักษาบางอย่าง เช่น ศัลยกรรม ที่อันนี้ไม่ฟรีนะจ๊ะ อ้อ.. และถ้าเป็นนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ไม่มีสัญชาตินิวซีแลนด์หรือไม่ใช่ประชาชนของที่นี่ ก็อาจจะต้องออกค่าใช้จ่ายในบางส่วนด้วยตัวเองค่ะ 

 

ข้อดีอีกข้อหนึ่งของระบบโรงพยาบาลที่นี่ คือเค้าเน้นไปที่เด็กมากๆเลยค่ะ สำหรับเด็กที่อยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ ที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ขวบ จะได้รับการคุ้มครองสุขภาพที่เรียกว่า Well Child Tamariki Ora ซึ่งจะเป็นระบบที่ให้ตรวจเช็คสุขภาพเด็กๆตลอดเวลา และมีพยาบาลด้านผดุงครรภ์ (Midwife) มาช่วยบรรดาแม่ๆตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนคลอดเลยค่ะ

 

ขั้นตอนการหาหมอ:

  1. คนที่นี่จะต้องลงทะเบียนกับหมอก่อนนะคะ ซึ่งจะเรียกขั้นตอนนี้ว่า Enrol การลงทะเบียนนี้ฟรีค่ะ และมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ทำให้เราจ่ายค่ายาเพียงแค่ $5 มีล่ามให้หากต้องการ และมีข้อดีอีกมากมาย น้องๆสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.newzealandnow.govt.nz/resources/enrolling-with-your-local-doctor อ้อ..ก่อนจะลงทะเบียน น้องๆควรจะค้นข้อมูลและแพคเกจการรักษาของแต่ละที่ให้ละเอียดก่อนนะคะ เพื่อประโยชน์ของตัวเราเองค่ะ

  2. เมื่อลงทะเบียนกับหมอได้แล้ว ก็สามารถโทรนัดได้ค่ะ ระยะเวลาในการรอเจอหมอก็จะแล้วแต่ตารางของหมอในแต่ละที่ค่ะ

  3. เมื่อถึงวันนัดเจอหมอ หมอจะทำการประเมินค่ะ และอาจจะมีการส่งต่อไปยังแพทย์เฉพาะทาง (Specialist) ถ้าจำเป็นค่ะ

 

แต่หากใครที่ไม่ได้ลงทะเบียนกับหมอ แต่ต้องการคำปรึกษา หรือไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่คืออะไร ต้องไปหาหมอหรือไม่ ที่นิวซีแลนด์เค้าก็มีบริการ Free Healthline ตลอด 24 ชม.ค่ะ โดยน้องๆสามารถโทรไปที่เบอร์ 0800 611 116 สาย Healthline ที่จะมีพยาบาลคอยรับสายและให้คำแนะนำค่ะ

 

สำหรับเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุต่างๆ สามารถโทรเรียก 111 เพื่อให้รถพยาบาลมารับ หรือเข้าไปที่ A&E (Accident & Emergency) ของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้เลยค่ะ 

 

สหรัฐอเมริกา

ประเทศอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่ใช้ระบบ Universal Healthcare system ค่ะ พูดง่ายๆก็คือ การรักษาพยาบาลของที่นี่ไม่ฟรีค่ะ และคนส่วนใหญ่ต้องจ่ายค่าประกันสุขภาพเองหรือให้นายจ้างเป็นผู้จัดหาประกันให้ แต่เมื่อเร็วๆนี้ ทางรัฐบาลก็ได้ออกนโยบายประกันของรัฐ ที่ช่วยคุ้มครองประชาชนบางส่วน บางกลุ่มอายุค่ะ หลักๆก็คือนโยบายที่เรียกว่า Medicare สำหรับผู้สูงอายุ Medicaid สำหรับคนยากจน และ Chip สำหรับเด็กค่ะ แต่สำหรับประชาชนที่ไม่เข้าข่ายเหล่านี้ ก็จะต้องออกค่าใช้จ่ายด้วยตัวเองเมื่อไปหาหมอค่ะ และถึงแม้เครื่องไม้เครื่องมือและการรักษาพยาบาลในอเมริกาจะขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในการรักษาชั้นนำของโลก แต่ค่าใช้จ่ายของที่นี่ก็สูงไปด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นโยบายการรักษาของอเมริกาก็มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แล้วแต่ประธานาธิบดีในช่วงนั้นๆ ดังนั้น เราก็ยังคงมีความหวังกันค่ะ ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

ขั้นตอนการหาหมอ

 

  1. ทำประกันก่อนอันดับแรก ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยต่างๆ จะมีแพ็กเกจประกันขายให้อยู่แล้ว คุยกับทางมหาวิทยาลัยได้เลย

  2. ดูด้วยนะคะว่าประกันครอบคลุมอะไรบ้าง

  3. มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีหมอ-พยาบาลประจำอยู่แล้ว สามารถเข้าไปหาได้

  4. แต่ถ้าอยากเจอหมอข้างนอก ต้องโทรนัดก่อนไปเจอ อย่าลืมถามค่ารักษาหรือค่าหมอก่อนนัดนะคะ

  5. ถ้าเป็นบาดเจ็บแบบต้องหาหมอด่วนแต่ไม่ร้ายแรง เช่น มีดบ้าน สามารถไปที่ A&E ได้เลย (แพงนะจ๊ะ)

  6. ถ้าเป็นเรื่องด่วน โทร 911 หรือไป A&E ที่ใกล้ที่สุดได้เลย

 

 

 

 

Credit:

https://www.theguardian.com/society/2016/feb/09/which-country-has-worlds-best-healthcare-system-this-is-the-nhs 

https://www.thebalance.com/universal-health-care-4156211 

https://www.internationalstudent.com/study_usa/preparation/health-care/

https://www.healthdirect.gov.au/contact-us