เรียนสุขภาพและการออกกำลังกายต่างประเทศ

เกี่ยวกับวิชานี้

  • เกี่ยวกับวิชานี้
  • สาขานี้เหมาะกับใคร
  • อาชีพและโอกาสงานในอนาคต
  • การสมัครเรียนสาขาการดูแลส่วนบุคคลและการออกกำลังกาย
  • เรียนที่ไหนดี
Personal Health and Fitness

ถึงแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของโลกและของประเทศอังกฤษจะยังอยู่ในสภาวะถดถอย แต่ความต้องการด้านการดูและส่วนบุคคลและการออกกำลังกายก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสืบเนื่องมาจากผลของ ‘โอลิมปิกฟีเวอร์’ และเม็ดเงินจำนวนมหาศาลทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่สนับอุตสาหกรรมทางด้านนี้ เพื่อพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชากรให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน ทำให้มีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญด้านนี้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

สาขานี้เหมาะกับใคร

หากคุณชื่นชอบเรื่องการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกาย ต้องการทำงานในอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย และสนใจเรื่องเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ สาขาวิชานี้ก็น่าจะเหมาะสำหรับคุณ

การเรียนการสอนของคอร์สนี้จะเน้นเวิร์คช็อปฝึกปฏิบัติเป็นหลัก และมีเสริมความรู้ทางทฤษฎีผ่านการแลคเชอร์ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาวิชาได้ดียิ่งขึ้น ส่วนการประเมินผลผู้เรียนนั้น จะประเมินผ่านชิ้นงานโปรเจ็คท์และแบบฝึกหัดข้อเขียนเป็นสำคัญ ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการเรียนวิชานี้ได้นั้น จะต้องสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ

สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ ผู้เรียนสาขาวิชาการดูแลส่วนบุคคลและการออกกำลังกาย นอกจากจะต้องมีความสามารถในการออกกำลังกายแล้ว ยังต้องเชี่ยวชาญในวิชาชีวเคมีและมีความรู้ด้านสรีรศาสตร์เป็นอย่างดีอีกด้วย เพราะสาระสำคัญของทั้งสองวิชานี้จำเป็นสำหรับการติดตามเนื้อหาวิชานี้อย่างมาก

อาชีพและโอกาสงานในอนาคต

ศิษย์เก่าสาขาวิชาการดูแลส่วนบุคคลและการออกกำลังกายบางคน เลือกเรียนต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น หรือเฉพาะทางมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น เรียนคอร์ส Postgraduate Certificate in Education (PGCE) เพื่อทำงานเป็นครูพละในโรงเรียนมัธยม หรือเรียนต่อคอร์สเฉพาะทาง เพื่อทำงานเป็นโค้ชหรือเทรนเนอร์ประจำตัวให้แก่นักกีฬา ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

อีกทางเลือกหนึ่งคือ การนำทักษะด้านการออกกำลังกาย และความรู้เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ และการดูแลสุขภาพ ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะงานเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยหรือผู้พิการที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวร่างกาย

บัณฑิตสาขาวิชาการดูแลส่วนบุคคลและการออกกำลังกาย มักทำงานในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการออกกำลังกายและความผ่อนคลาย อย่างเช่น ศูนย์สุขภาพและศูนย์กีฬา ทั้งนี้จะได้ทำงานในตำแหน่งไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา บัณฑิตสามารถเลือกทำงานได้หลายบทบาทมาก ตั้งแต่เทรนเนอร์ส่วนตัว ให้กับผู้ที่มาออกกำลังกายในฟิตเนส ไปจนถึงผู้จัดการศูนย์กิจกรรมนันทนาการต่างๆ ฝ่ายกิจกรรมและโปรโมชั่นของฟิตเนส หรือทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลให้คำปรึกษาด้านความปลอดภัยและสุขภาพ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลัง ก็สามารถทำได้เช่นกัน

การสมัครเรียนสาขาการดูแลส่วนบุคคลและการออกกำลังกาย

หากต้องการเรียนสาขาวิชานี้ ผู้สมัครในระดับปริญญาตรีจะต้องมีผลการเรียนระดับ 3A-levels ขึ้นไป หรือเทียบเท่าสำหรับนักเรียนจากประเทศที่ใช้ระบบการศึกษาต่างจากประเทศอังกฤษ ส่วนในระดับปริญญาโทผู้สมัครจะต้องมีผลการเรียนระดับ 2:1 ขึ้นไป หรือมีประสบการณ์ทำงานในด้านที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ยังยินดีรับพิจารณาใบสมัครของนักศึกษาต่างชาติ โดยมีเงื่อนไขว่าผู้มาจากประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก จะต้องสอบ IELTS ได้อย่างน้อย 6.0-6.5 คะแนนขึ้นไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าภาษาอังกฤษจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของคุณ

หลักสูตรปริญญาตรีส่วนใหญ่จะใช้เวลาเรียนประมาณ 3 ปี ส่วนหลักสูตรปริญญาโทจะใช้เวลาเรียน 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับว่าคุณเลือกเรียนหลักสูตรเต็มเวลาหรือหลักสูตรนอกเวลา และยังมีคอร์ส CPD: Continuing Professional Development สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพทางด้านนี้อยู่แล้ว แต่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชำนาญมากยิ่งขึ้น

เรียนที่ไหนดี

สถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะสภาพแวดล้อมที่คุณเลือก จะมีผลอย่างมากต่อการหาประสบการณ์นอกห้องเรียน และการทำกิจกรรมนอกหลักสูตรที่ตรงกับสายงานที่ต้องการทำในอนาคต จะเป็นประโยชน์กับคุณอย่างยิ่งเมื่อจบการศึกษา ดังนั้น คุณจึงควรเลือกเรียนในเมืองที่มีการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมด้านกีฬาและการออกกำลังกาย จะได้มีกิจกรรมให้เลือกทำเยอะๆ

เนื้อหาหลักสูตรส่วนที่เป็นภาคบังคับ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะสอนคล้ายคลึงกัน แต่ก็มีรายละเอียดบางส่วนที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่ามหาวิทยาลัยนั้นจะเน้นหัวข้ออะไรเป็นพิเศษมากกว่ากัน ซึ่งคุณต้องใช้เวลาในการเรียนอย่างน้อยเป็นปี จึงควรเลือกหลักสูตรให้ตรงกับความสนใจของตัวเองและงานที่ต้องการทำในอนาคตมากที่สุด และควรคำนึงถึงสถานที่ฝึกงานในระหว่างเรียนด้วย เพื่อประโยชน์ต่อความก้าวหน้าในวิชาชีพของคุณเอง

ก่อนยื่นใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยที่ต้องการ อย่าลืมพิจารณาเงื่อนไขการรับเข้าศึกษาด้วย ว่าผลการเรียนของคุณผ่านเกณฑ์ที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนดไว้หรือไม่ หากเกรดของคุณต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย บางมหาวิทยาลัยอาจยืดหยุ่นให้ได้บ้าง หรือถ้าคุณเคยมีประสบการณ์ทำงานที่น่าสนใจมาก่อน คุณควรลองติดต่อสอบถามข้อมูลจากทางมหาวิทยาลัยเป็นกรณีพิเศษดู

ค่าธรรมเนียมการศึกษา เป็นอีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง หากคุณมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ก็ควรมองหามหาวิทยาลัยที่มีทุนสำหรับนักศึกษาขาดแคลนไว้เป็นทางเลือกหนึ่งด้วย หลังจากเลือกสถาบันการศึกษาได้แล้ว คุณควรลองประเมินค่าใช้จ่าย ทั้งค่าเทอม ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ ออกมาคร่าวๆ เพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจเลือกสถานที่เรียน

ท๊อป 10 ประเทศเรียนต่อด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย

1
210
สหราชอาณาจักร
เข้าชม1,998ครั้ง ดู 122 หลักสูตร
2
9
ออสเตรเลีย
เข้าชม646ครั้ง ดู 32 หลักสูตร
3
211
สหรัฐอเมริกา
เข้าชม557ครั้ง ดู 250 หลักสูตร
4
32
แคนาดา
เข้าชม223ครั้ง ดู 27 หลักสูตร
5
69
เยอรมัน
เข้าชม93ครั้ง ดู 2 หลักสูตร
6
134
นิวซีแลนด์
เข้าชม78ครั้ง ดู 15 หลักสูตร
7
114
มาเลเซีย
เข้าชม51ครั้ง ดู 9 หลักสูตร
8
48
เดนมาร์ก
เข้าชม27ครั้ง ดู 1 หลักสูตร
9
154
ไอร์แลนด์
เข้าชม24ครั้ง ดู 13 หลักสูตร
10
173
เกาหลีใต้
เข้าชม18ครั้ง ดู 1 หลักสูตร