ขั้นตอนเรียนต่อ
สหรัฐอเมริกา: การเตรียมตัวและการสมัครเรียน - MUST READ

เทคนิคและการเตรียมตัวสอบ GMAT (1)

14275

บทความนี้ขออนุญาตนำบทความของคุณ Badpidd ที่ได้ให้ข้อมูลและเทคนิควิธีในการเตรียมตัวสอบ GMAT เอาไว้มาฝากชาว Hotcourses Thailand  ค่ะ โดยคุณ Badpidd ได้ให้รายละเอียดไว้มีทั้งหมด 2 ตอนดังนี้ค่ะ 

บทความนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสอบ GMAT โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ต้องการคะแนนสอบ ตั้งแต่ 600 ขึ้นไป(ผมสอบครั้งแรกและครั้งเดียวได้ 700 ครับ)  และไม่อยากเสียเงินไปให้กับติวเตอร์อย่าง Kaplan Princeton หรือที่อื่นๆ ข้อมูลส่วนใหญ่จะมาจากประสบการณ์ตรงในการเตรียมตัวสอบของผมเองรวมทั้งเคล็ดลับเล็กๆน้อยที่น่าสนใจที่ได้มาจากการอ่าน forum อย่างเช่น http://www.beatthegmat.com,  http://www.urch.com/forums/gmat/,  http://gmatclub.com/forum/ 


ท้ายที่สุด ผมสอบ GMAT ตั้งแต่ช่วงเดือน กันยายน ปี 52 ส่วน เนื้อหาใน บล้อกผมเริ่มเขียนตั้งแต่ ปลายปี 52 ถึง ปี 53 ทำให้ข้อมูลบางส่วนอาจจะต่างจากปัจจุบันบ้างเล็กน้อย แต่ผมคิดว่า น่าจะยังใช้ได้จนถึงวันที่มี่ Next Generation GMAT น่าจะราวๆ เดือนมิถุนายน ปี 2012 ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อสอบ GMAT ใหม่  สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับ New GMAT อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับhttp://www.mba.com/the-gmat/nex-gen.aspx

Free book usa

 

 

1.GMAT คืออะไร?

สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยรู้จัก GMAT มาก่อนลองเข้าไปอ่านที่ลิงค์นี้ดูครับ http://www.mba.com/mba/thegmat

สำหรับคนที่ขี้เกียจอ่านภาษาอังกฤษยาวๆ ผมจะสรุปสั้นให้ละกัน

GMAT เป็นข้อสอบที่ใช้ในการคัดเลือกคนเข้าศึกษาต่อ MBA ในสถาบันต่างๆทั่วโลก นอกจาก MBA แล้วปริญญาโท หลายๆโปรแกรมเช่น master of finance หรือ Phd in Finance หรือแม้แต่โครงการที่ผมกำลังเรียนอยู่ซึ่งไม่ใช่ MBA ก็ใช้คะแนน GMAT ในการคัดเลือกนักเรียนเช่นกัน

- การสอบ GMAT นั้น แบ่งออกเป็นสามส่วน 1. Quantitative 2. Verbal 3. AWA(essay writing)

โดยที่คะแนน GMAT ส่วนใหญ่แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่เป็นคะแนนรวม Quantitativeกับ Verbal และ คะแนน essay

คะแนนรวมนั้น range จะอยู่ระหว่าง 200-800 ซึ่งคะแนนนี้จะมาจากการคิดคะแนนรวมของ part Quantitative กับ Verbal

ส่วนคะแนน Writing นั้น จะอยู่ระหว่าง 0.0-6.0

- การสอบ GMAT ต้องเสียค่าสอบ $250(ประมาณ 7,700บาท ณ อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 8 ธันวาคม 54 ที่ 30.8 บาทต่อ 1 ดอลลาร์)

- ศูนย์สอบก.ท.ม. อยู่ที่ BB building ใกล้ๆตึกแกรมมี่ น่าจะเป็นศูนย์สอบเดียวกับ TOEIC  ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ

- การสอบ GMAT เป็น ระบบ CAT ซึ่งใช้คอมพิวเตอร์ในการสอบเท่านั้น ไม่มีระบบ Paper based แบบ TOEFL ในสมัยก่อน

นี่เป็นข้อมูลคร่าวในการสอบ GMAT ครับ สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้ตามลิงก์ที่ผมระบุไปด้านบนครับ ผมแนะนำให้ผู้ที่คิดจะสอบ GMAT อ่านลิงก์ดังกล่าวก่อนเริ่มต้นอ่านแนวทางในการเตรียมสอบ GMAT เพราะข้อมูลในลิงก์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการอ่านได้มาก

 

2.ทำไมต้องสอบ GMAT

Q: ทำไมต้องเสียเงิน 7 พันกว่าบาท เพื่อไปสอบ GMAT? ทั้งๆที่หลายมหาวิทยาลัย ใน US ก็ไม่ได้ต้องการ คะแนน GMAT ในการเข้า MBA 

A: เพราะมหาลัยที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่(แทบจะทั้งหมดเลย) ต้องการ GMAT GMAC(ผู้จัดสอบ GMAT)กล่าวว่า GMAT เป็น indicator ที่ดีในการวัดความสำเร็จในการเรียน MBA ในปีแรก ค่า correlation ระหว่างคะแนน GMAT กับ GPA ใน MBA ปีแรก อยู่ที่ 0.51 ในขณะที่ correlation ระหว่าง undergraduate gpa กับ GPA ใน MBA ปีแรก อยู่ที่ 0.28

หลายต่อหลายคนพอพูดถึง GMAT ก็จะคิดถึงความยากของข้อสอบ อย่างเช่น 


อยากเรียนต่อโทที่อเมริกาคะและสนใจในด้าน Human Resource แต่ว่าส่วนตัวไม่ชอบเลข และไม่เก่งเลย และคิดว่าจะต้องสอบ GMAT ไม่ได้แน่ๆ เลยอยากทราบว่า

1.มี U ไหนที่อเมริกามีคอร์ส Human Resource ที่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม MBA แล้วไม่ต้องสอบ GMAT 

2.แล้วถ้า Human Resource ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม MBA มันจะมีลักษณะยังไง และแตกต่างจากที่อยู่ใน MBA มั้ย 

3.แล้วถ้าจบ Human Resource แบบที่ไม่ใช่จากในMBA จะสามารถมาทำงานอย่างใดได้บ้าง

4.มี U ไหนที่แนะนำบ้างคะ รบกวนขอรายละเอียดด้วย



           นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่หลายๆคนไม่อยากสอบ GMAT เพราะคิดว่าตัวเองไม่น่าจะทำคะแนนได้ดี คนเหล่านี้มักต้องการ มหาลัยที่ไม่ต้องใช้ GMAT ไม่ต้องเขียน statement of purpose แค่ส่งเกรดกับเงินค่าเทอมก็ได้เข้าไปเรียนแล้ว สำหรับคนที่คิดอย่างนี้และตอนนี้ต้องการไปเรียน MBA(โดยเฉพาะในต่างประเทศ)ผมบอกได้เลยว่ามหาลัยที่ไม่ต้องการ GMAT ก็ไม่ต้องการนักเรียนที่มีคุณภาพเช่นกัน 


            การเรียน MBA มีค่าใช้จ่ายสูงมาก  MBA โดยทั่วไปใน US ใช้เวลาเรียนประมาณ 2 ปี ค่าเรียน ค่ากินอยู่ทั้งหมด ผมบอกได้เลยว่า ไม่่ต่ำกว่าปีละ หนึ่งล้านห้าแสนบาท(แค่ค่าเทอมก็มากกว่าหนึ่งล้านแล้วครับ) ถ้าคุณเป็นพนักงานกินเงินเดือน เดือนละ 50000 บาท ถ้าสมมติว่าไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย คุณต้องเก็บเงินถึง ห้าปี เพื่อไปเรียน MBA สองปี 
จะเห็นได้ว่าการเรียน MBA นั้นแพงกว่าซื้อรถเบนซ์อีก เพราะฉะนั้นการคิดว่าจะหลับหูหลับตาไม่สอบ GMAT เพื่อเสียเงินเกือบ สามล้านไปเรียนมหาลัยที่ไม่มีคุณภาพ ถ้าคิดได้แบบนี้อย่าไปเรียน MBA เลยดีกว่าครับ


            ถึงแม้จะไม่มีความรู้ GMAT  ไม่เก่งเลข ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ผมก็อยากให้ทุกคนที่คิดจะไปเรียน MBA เมืองนอกลองทำข้อสอบ GMAT ดูครับ พอพูดถึงค่าสอบ GMAT เพื่อนๆอาจจะบอกว่า ค่าสอบแพงมาก(ก็เกือบ 7 พันบาท) ถ้าไม่ใช่ลูกคนรวย คงไปลองสอบเล่นๆไม่ได้ ผมจะบอกเลยว่ามีวิธีที่จะรู้คะแนน GMAT ของตัวเองจริงๆ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักบาทเลย คือการทำ official mock exam ของ GMAT ซึ่งทำได้ฟรี ซึ่งผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหัวข้อการเตรียมตัวสอบ

 

3.เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมก่อน สอบ GMAT

การสอบ GMAT นอกจากความรู้ในเนื้อหา part quantitative และ part verbal สิ่งที่สำคัญและอาจทำให้คะแนนคุณ ตกจาก 650 เหลือ 550 คือสมาธิและความทรหดอดทนในการสอบ

GMAT แบ่งเป็น 3 part 
1. AWA ใช้เวลา 1 ชม.
2. Quantitative 1.15 ชม.
3. Verbal 1.15 ชม.

            รวมเวลาที่ต้อง กรอกข้อมูลใส่ มหาลัยที่เราต้องการจะส่งข้อมูลไป และอ่าน instruction ก็บวกอีกไปประมาณ 10 นาที ดังนั้น ถ้าเวลาที่เราต้องมองหน้าจอก็เกือบๆ 3 ชั่วโมง 40 นาที คนที่ไม่ชินกับการทำข้อสอบและมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จะเกิดอาการเบลอ หลังจากชม. ที่ 2 เพราะต้องอ่าน passage ยาวๆ ของ GMAT 

ฉะนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นอ่าน GMAT ด้วยตัวเอง ผู้สอบควรจะเตรียมสภาพร่างกายให้ชินกับบรรยากาศในการสอบ ดังนี้

           1.เริ่มต้นจากเปลี่ยนพฤติกรรมมาอ่านหนังสือจาก computer บน pdf แทนที่จะซื้อหนังสือ จริงๆมาอ่าน คนที่ยังไม่ชินแรกๆ จะปวดตา ลองแก้ปัญหาด้วยการลด brightness ของ monitor จะทำให้หนังสือได้นานขึ้น นอกจากนี้การอ่านใน computer ยังประหยัดค่าหนังสือ ได้อีกหลายพันบาท ยิ่งถ้าคุณมี laptop ก็ไม่จำเป็นต้องพกพาหนังสือเล่มหนาไปไหนมาไหน ใช้ laptop เครื่องเดียว อ่านทั้งตัวเนื้อหาและทำข้อสอบไปพร้อมกันได้

            2.ซื้อแผ่นใส และปากกาเขียนแผ่นใสที่ลบได้ ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะในการสอบ GMAT จริงๆ ศูนย์สอบจะไม่อนุญาตให้เอาเครื่องเขียนใดๆ เข้าไปในห้องสอบ นอกจากนี้ศุนย์สอบจะใช้แผ่นใสซึ่งมีพื้นเป็นกระดาษขาวตีตาราง ให้ผุ้สอบนำมาใช้ทดเลขและร่างessay ตอนที่ผมฝึกอ่าน GMAT ผมใช้กระดาษ A4 สีขาวเป็นกระดาษทด พอมาเจอข้อสอบจริงก็รู้สึกไม่ชินกับการใช้แผ่นใส เพราะผมมักทดเลขตัวใหญ่ และแผ่นใสที่ให้มา(ประมาณ 6 แผ่น) ก็ไม่พอ ทำให้ผมต้องลบส่วนที่คำนวนบางส่วนออกไป ซึ่งนอกจากเสียเวลายังทำให้เสียสมาธิในการทำข้อสอบด้วย

            3. ฝึกเขียน essay หรือเล่น msn บนคอมพิวเตอร์(ตอนนี้คงเป็นเล่น FB แทน) สำหรับคนที่เล่นคอมพิวเตอร์บน Notebook ผมแนะนำให้ลองฝึกเขียน essay โดยโช้แป้นคีย์บอร์ด สำหรับ PC เพราะแป้นคีย์บอร์ดของ notebook นั้นเล็กกว่าคีย์บอร์ด ของ PC มาก การวางนิ้วอาจจะไม่ชิน ทำให้เสียเวลาในการพิมพ์ essay part awa

            4.สมัคร GMAT ไว้ล่วงหน้าก่อน deadline ส่ง application อย่างน้อย 1 เดือน เพราะว่าถ้าได้คะแนนน้อยในครั้งแรกเราจะได้มีโอกาสสอบซ่อมได้ การสมัคร GMAT ไว้ล่วงหน้าก่อนอ่านหนังสือ ช่วยสร้างวินัยให้กับเราเพื่อจะได้แบ่งเวลามาเตรียมตัวสออบอ่านตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อนผมหลายคน บอกว่า จะอ่านGMAT ให้แน่นๆก่อนแล้วค่อยสมัครสอบทีเดียว วิธีคิดแบบนี้ ผมไม่แนะนำเด็ดขาด เพราะท้ายที่สุดเท่าที่ผมเห็น คือเพื่อนผมหลายคน พลาดโอกาสได้คะแนนดีๆเพราะสอบไปแค่ครั้งเดียว ไม่มีเวลาให้สอบให้ทันรอบสอง เพราะฉะนั้นเผื่อเวลาในการสอบ ซ่อม GMAT ให้ได้อย่างน้อยสองครั้งครับ

 

อ่านตอนที่ 2 วิธีทำตารางอ่านGMAT
-------------------------------------------------------
ผมไม่แน่ใจว่า ทาง GMAT เปลี่ยนนโยบายให้ใช้วัสดุอย่างอื่นทดเลข หรือจดโน้ตแทนแผ่นใสแล้วรึยัง เพราะบทความด้านบนผมเขียนเมื่อสองปีที่แล้วครับ 

สำหรับบทความนี้ขอทิ้งไว้เพียงเท่านี้ก่อน แล้วจะนำบทความของคุณ Badpidd มาเล่าให้ฟังถึงวิธีการเริ่มอ่าน GMAT  การวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง และแนะนำหนังสือ GMAT ค่ะ 

ผู้เขียน: คุณ Badpidd หรือเข้าไปที่ Blog http://badpidd.bloggang.com

ที่มา  www.pantip.com

 

ค้นหาคอร์ส

สหรัฐอเมริกา
โดยระดับการศึกษา*
เกี่ยวกับผู้เขียน

ฟรี

คู่มือเรียนต่ออเมริกา

เรื่องอื่นๆที่ไม่ควรพลาด ในเล่มเราได้รวบรวมบทความที่สำคัญเกี่ยวกับเรียนต่ออเมริกาเอาไว้ทั้งหมด