Fintech หรือ Financial Technology คือการนำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมาใช้ในการสร้าง product และบริการต่างๆ ด้านการเงิน
ฟินเทค กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตประจำวันของทุกคน เพราะทุกวันนี้หากไม่จำเป็นจริงๆ ธุรกรรมทางธนาคารต่างๆ สามารถทำได้ผ่านมือถือหมดแล้ว ดังนั้นในอนาคตส่วนแบ่งของฟินเทค ในภาคการเงินการธนาคารจะค่อยๆ เชื่อมต่อและเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารมากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งสายที่หลายธนาคารให้ความสนใจมากๆ
ใครเหมาะจะเรียนสาขา FinTech (Financial Technology)
- มีความสนใจด้านการเงิน ด้านเทคโนโลยี และอยากนำสองศาสตร์นี้มาผสมผสานกันเพื่อผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ
หลักสูตร Fintech เรียนอะไรบ้าง
วิชาที่นักศึกษาสาขา FinTech ต้องเรียนอาจแตกต่างกันในแต่ละมหาวิทยาลัย แต่วิชาพื้นฐานจะคล้ายคลึงกัน วิชาที่ต้องเรียนได้แก่
Blockchain Technologies
Digital Finance
Innovation and Strategy in Finance
Machine Learning with Applications in Finance
Financial Engineering
Database Fundamentals
Software Engineering and Product Management in FinTech
Technology Entrepreneurship
Data-driven Modelling of Financial Markets
Networks and Systemic Risk
Algorithmic Trading
Financial Market Modelling and Analysis
Advanced Machine Learning in Finance
Robo-Advising
Mobile Application Development
Emerging Trends for FinTech Services
FinTech Business Models
FinTech Law and Policy
Secure Software Development
หลักสูตร Fintech เรียนกี่ปี
ปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีทางการเงินในโลกยุคดิจิทัล (FinTech) จะใช้เวลา 3-4 ปีในการเรียน บัณฑิตสามารถเรียนต่อในระดับปริญญาโทและเรียนจบในระยะเวลา 1-2 ปี
มหาวิทยาลัยระดับโลกด้าน Fintech
อ้างอิงการจัดอันดับคอร์สปริญญาโทด้าน Fintech ในปี 2022 โดย Centre for Finance,
Technology and Entrepreneurship
University College London
Imperial College London
University of Glasgow
University of Edinburgh
University of Birmingham
Queen Mary, University of London
University of Nottingham
University of Reading
Hong Kong Baptist University (HKBU) School of Business
The University of HongKong
University of Exeter
เรียนต่อ FinTech ในอเมริกา ค่าเทอมเฉลี่ยอยู่ที่ US$37,500 ต่อปี
เรียนต่อ FinTech ในอังกฤษ ค่าเทอมเฉลี่ยอยู่ที่ £25,800 ต่อปี
เรียนต่อ FinTech ในออสเตรเลีย ค่าเทอมเฉลี่ยอยู่ที่ A$40,200 ต่อปี
เรียนต่อ FinTech ในนิวซีแลนด์ ค่าเทอมเฉลี่ยอยู่ที่ NZ$47,000 ต่อปี
เรียนสาขา Fintech จบมาแล้วทำงานอะไร
บัณฑิตที่เรียนจบด้าน Fintech มาสามารถทำงานได้ในหลากหลายองค์กร หลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ Finance (การเงิน), Banking (การธนาคาร), InsurTech (เทคด้านประกันภัย), MedTech (เทคด้านการแพทย์), RegTech (เทคโนโลยีด้านการกำกับดูแล), Real Estate Tech (เทคด้านอสังหา) ฯลฯ ตัวอย่างอาชีพในสายงาน Fintech
Fintech Analyst
Fintech product manager
Fintech consultant
Insurance product manager
Blockchain developer
Finance manager
Risk and compliance expert
Data specialist
Quantitative analyst
Blockchain developer
Cyber security specialist
App developer
Machine learning engineer/analyst
AI developer
Software Engineers
Financial Analyst
เงินเดือนบัณฑิตสาขา Fintech
เนื่องจากบัณฑิตสาขา Fintech สามารถทำงานได้หลากหลายตำแหน่ง เราเลยขอยกตัวอย่างอาชีพอย่าง Fintech Analyst มาเป็นตัวอย่างแทน
ในอเมริกา อาชีพ Fintech Analyst มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ US$72,364 ต่อปี
ในอังกฤษ อาชีพ Fintech Analyst รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ £60,000 ต่อปี
ในออสเตรเลีย อาชีพ Fintech Analyst รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ AUD$110,000 ต่อปี
ในนิวซีแลนด์ อาชีพ Fintech Analyst รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ NZ$85,240 ต่อปี
ในแคนาดา อาชีพ Fintech Analyst รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ CA$72,018 ต่อปี
โอกาสทำงานสาขา Fintech ในต่างประเทศ
ทั้งในนิวซีแลนด์ และออสเตรเลียยังไม่มีอาชีพ Fintech Analyst ในรายชื่ออาชีพขาดแคลนใดๆ แต่ก็มีอาชีพที่บัณฑิตสาขา Fintech สามารถทำได้อีกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นงานด้าน AI ด้านซอฟต์แวร์ ด้านการกำกับดูแล (RegTech - Governance, Risk and Compliance)
ในนิวซีแลนด์ อาชีพอย่าง Software Engineer ที่เป็นหนึ่งในอาชีพสาย fintech นั้นก็อยู่ในลิสต์ Long term skill shortage list และ Skill level classification ซึ่งสามารถสมัครวีซ่า Skilled Migrant Category Resident Visa ของนิวซีแลนด์ได้
ส่วนในออสเตรเลีย รายงานจาก EY ระบุว่าฟินเทคอาจกลายเป็นหนึ่งในสายงานที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจออสเตรเลีย นอกจากนี้กว่า 66% ของบริษัทฟินเทคในออสเตรเลียยังบอกว่าตอนนี้หา talent มาทำงานยากมาก ทำให้อาชีพในสายงานนี้เป็นที่ต้องการสุดๆ
ในอังกฤษ มีคนทำอาชีพในสาย Fintech กว่า 30,000 คน ทำให้อังกฤษค่อยๆ กลายเป็นประเทศ hotspot ด้านนี้ไปเลย นอกจากนี้บริษัทจัดหางานระดับบโลกอย่าง Robert Walters ยังคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ