ถ้าจะให้นึกถึงมหาลัยอันไหนเข้ายาก อันไหนเข้าง่าย หลาย ๆ คนอาจจะพอเดากันออก เพราะส่วนใหญ่มหาลัยท็อปของโลก(เช่น Oxford, MIT) ก็จะมีเกณฑ์ในการรับสมัครนักเรียนแบบหิน ๆ เลเวล 99 อะไรแบบนั้น ส่วนมหาลัยในระดับไม่สูงมาก ก็จะเปิดรับนักเรียนง่ายขึ้นมาหน่อย
แต่คำถามถัดมาที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ แล้วพอเข้าไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยแล้ว เราจะเรียนจบได้หรือเปล่า? เค้าว่ากันว่าเรียนต่อป.โทในอังกฤษคือยากมาก บางคนอาจจะเรียนไปได้กลางคันแล้วต้องหยุดเพราะเรียนต่อไม่ไหว บางคนต้องดรอปเรียนไปก่อนเลยก็มี ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเป็นแบบนี้ เราจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ต้องจ่ายค่าที่พักนานขึ้น และบางทีอาจจะเรียนไปนานกว่าที่เราวางแผนไว้แต่แรกก็ได้
แล้วมหาวิทยาลัยไหนบ้างใน UK ที่เข้าไปเรียนแล้วมีโอกาสเรียนจบแน่ ๆ มีโอกาสได้ปริญญาชัวร์ ๆ บ้างล่ะ วันนี้เราสรุปมาให้แล้ว มาดูกันเลยค่า
เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย
เรียนต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษ เรียนยากไหม จบยากไหม?
การเรียนต่อปริญญาโทในอังกฤษ สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์หรือเวลส์ (ประเทศใน UK) นั้น ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งนับว่าเร็วกว่าการเรียนต่อป.โทในอีกหลาย ๆ ประเทศ ดังนั้นเนื้อหาของหลักสูตรที่เรียนจะค่อนข้างเข้มข้น รายละเอียดเยอะ และมี assignment หรือโปรเจคท์ให้ทำเยอะพอสมควร ใครที่สนใจอยากไปเรียนต่อใน UK ต้องเตรียมตัววางแผนดี ๆ และจัดการตารางชีวิตตัวเองให้เหมาะสม
ถ้าถามว่าแล้วการเรียนต่อในอังกฤษหรือ UK นี่ยากไหม ขอบอกว่าขึ้นอยู่กับแต่ละคนค่ะ ถ้าจะดูจากสถิติในปี 2568 จะเห็นว่านักศึกษาต่างชาติที่เข้าไปเรียนต่อในหลักสูตรป.โท (Postgraduate Taught graduates) นั้นเรียนจบหลักสูตรมากถึง 86% (อันนี้ยังไม่รวมหลักสูตรอื่น ๆ เช่น หลักสูตรปริญญาโทสายวิจัย หลักสูตรปริญญาเอก ในสถิตินะคะ) ดังนั้นถ้าจะให้มองภาพรวม ก็พอจะบอกได้ว่าการเรียนต่อในอังกฤษนั้นยากและเข้มข้นก็จริง แต่ก็มีโอกาสเรียนจบได้สูงเช่นกัน
วิธีดูว่ามหาวิทยาลัยไหนมีโอกาสเรียนจบได้สูงบ้าง
ถ้าจะดูจากตัวเลข ขอแนะนำให้ดูค่าต่าง ๆ เหล่านี้ค่ะ
-
Completion rates คือ อัตราการเรียนจบของนักศึกษา ซึ่งเราสามารถเอามาดูประกอบได้ว่าคอร์สของมหาลัยนั้นเค้าสอนได้ดีและมีคุณภาพรึเปล่า (ถ้าคอร์สดี อาจารย์สอนดี เครื่องมือเครื่องไม้เข้าถึงง่ายและทันสมัย รวมทั้งมีการช่วยเหลือนักศึกษาด้านต่าง ๆ ก็จะทำให้นักศึกษาเข้าใจบทเรียน ทำข้อสอบได้ เรียนจบได้ง่ายขึ้น)
-
แต่โน้ตไว้นิดนึงนะคะว่าช่วงปีหลัง ๆ มานี้ บรรดาชาร์ตการจัดอันดับมหาวิทยาลัย (University ranking) ของแต่ละสำนักมักจะไม่ค่อยใส่ตัวเลขตรงนี้เข้าไปในการวัดผลสักเท่าไหร่ แต่มักจะใช้ Drop-out rates เข้ามาประกอบการตัดสินใจแทนค่ะ
-
-
Drop-out rates คือ อัตราการดรอปเรียน เลิกเรียนกลางคันของนักศึกษา เป็นอีกตัวที่ช่วยให้เรารู้ว่าคอร์สหรือมหาลัยนั้น ๆ มีปัญหาอะไรซ่อนอยู่รึเปล่า ถ้าอัตราการหยุดเรียนสูง ก็เป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการสอนที่อาจจะไม่สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษาค่ะ
มหาวิทยาลัยไหนใน UK ที่มีโอกาสเรียนจบสูงที่สุด
ตอนแรกเราก็คิดไว้แหละค่ะว่ามหาลัยที่เข้ายาก ต้องจบยาก และมหาลัยเข้าง่าย ก็ต้องจบง่ายชัวร์ ๆ แต่จริง ๆ แล้วหักมุมค่ะ! เพราะมหาลัยระดับท็อปของโลกนั้นเค้ามีอัตราการจบที่สูงมาก (ถึงจะเข้ายากมากก็ตาม) และอัตราการดรอปเรียนก็ต่ำ ถือเป็นสองตัวเลขที่ดีมาก ๆ มหาลัยแนวนี้ก็เช่น Cambridge, Oxford, LSE มาดูมหาวิทยาลัยที่มีอัตราการจบสูงที่สุดใน UK กันค่ะ
-
The University of Cambridge อัตราการดรอปเรียน: 1%
-
The University of Oxford อัตราการดรอปเรียน: 1.2%
-
Royal College of Music อัตราการดรอปเรียน: 1.5%
-
Courtauld Institute of Art อัตราการดรอปเรียน: 1.6%
-
The University of Bath อัตราการดรอปเรียน: 1.7%
-
Royal Academy of Music อัตราการดรอปเรียน: 1.7%
-
University of Bristol อัตราการดรอปเรียน: 1.9%
-
Durham University อัตราการดรอปเรียน: 1.9%
-
University of Exeter อัตราการดรอปเรียน: 1.9%
-
Royal Veterinary College อัตราการดรอปเรียน: 1.9%
-
St George's, University of London อัตราการดรอปเรียน: 1.9%
-
Glasgow School of Art อัตราการดรอปเรียน: 2.1%
-
University of St Andrews อัตราการดรอปเรียน: 2.1%
-
London School of Economics and Political Science อัตราการดรอปเรียน: 2.4%
-
University of Birmingham อัตราการดรอปเรียน: 2.5%
-
University of Sheffield อัตราการดรอปเรียน: 2.7%
Credit:
