Shopping Guide : อเมริกา

เรียนต่อไม่ยากเลย เช็คโฮมเพจที่เราพัฒนาขึ้นใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลสุดปัง

เข้าดู
ขั้นตอนเรียนต่อ

Product of

สนใจข้อมูลเรียนต่อสุดอินไซด์?

ฟังรีวิวคอร์สคณะมหาลัย ทิปส์เรียนต่อ จากนักเรียนตัวจริงเสียงจริง

เข้าดู
cta banner image
อเมริกา: แนะนำประเทศและเมือง

Shopping Guide : อเมริกา

share image

Shopping Guide : อเมริกา

      เมื่อพูดถึงการช็อปปิ้ง แต่ละคนก็ย่อมมีสไตล์และความชื่นชอบที่แตกต่างกัน มีทั้งคนที่ชอบความทันสมัย สไตล์อินเทรนด์ บ้างก็ชอบสไตล์วินเทจเน้นความเก่าและเก๋ หรือบ้างก็ชอบสินค้าลดราคา ไม่ว่าจะเป็นอะไร ขอแค่เพียงปักป้ายลดราคา คนเหล่านี้ก็จะพุ่งตัวเข้าหาอย่างไม่ลังเล และทั้งหมดนี้ มีอยู่ในอเมริกา เมืองแห่งเสรีภาพของความคิดและการกระทำ  ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นคนแบบไหน ชอบอะไร เมื่ออยู่ที่อเมริกา ที่นี่มีทุกอย่างที่คุณต้องการ

      เมืองแห่งการช็อปปิ้งที่เรามาแนะนำในครั้งนี้  พิจารณาจากปริมาณร้านค้าที่น่าสนใจและมีคุณภาพ รวมทั้งเป็นเมืองที่มีสินค้าหลากหลายและแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของชนิด, ราคาและสไตล์ของสินค้า มาดูกันค่ะ ว่ามีเมืองอะไรบ้าง

นิวยอร์ก (New York)

      ทำไมที่นี่ : เช่นเดียวกับฝรั่งเศสมีปารีส และอังกฤษมีลอนดอน อเมริกาก็มีนิวยอร์กเช่นกัน!  ที่นี่เต็มไปแหล่งช็อปปิ้งมากมาย ทั้ง Fifth Avenue ที่เต็มไปด้วยร้านเสื้อผ้าของเหล่าดีไซน์เนอร์ชื่อดังและมีพรสวรรค์มากมาย, ร้านเสื้อผ้าหลายหลายสไตล์ตลอดถนน SoHo, Nolita และ the East Village รวมทั้งยังมีร้านริมทางที่ Canal Street ให้คุณได้เดินเล่นแบบชิลๆอีกด้วย  ถือได้ว่านิวยอร์กคือแหล่งช็อปปิ้งที่เต็มไปด้วยร้านค้าหลากหลายที่สุดสำหรับคุณจริงๆ

ลอสแองเจลลิส (Los Angeles)

      ทำไมที่นี่ : นักเขียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมากมาย กล่าวว่า ลอสแองเจลลิส หรือ แอลเอ ทำให้การช็อปปิ้งกลายเป็นเรื่องสุดยอด เพราะว่าเป็นเมืองที่ผสมผสานการชอปปิ้งเข้ากับอาหารเลิศรสและสปาชั้นเลิศได้อย่างลงตัว นักชอปปิ้งที่ชื่นชอบการเดินศูนย์การค้า จะมีความสุขไปกับการเดินที่ Rodeo Drive และ Wilshire Boulevard  ส่วนผู้ที่ชอบสินค้าไอที ก็ต้องไปที่ Abbot Kinney Boulevard ที่อยู่ใกล้ๆกับ Venice Beach

ไมอามี่ (Miami)

      ทำไมที่นี่ : สิ่งโปรดปรานอันดับสามของชาวไมอามี่ รองมาจากการไปชายหาดและการปาร์ตี้แล้ว ก็คือ การชอปปิ้ง โดยใจกลางเมืองไมอามี่ หรือ ดาวน์ทาวน์ เป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านขายของสินค้าลดราคา ตั้งแต่กระเป๋าไปจนถึงเครื่องหนัง, ย่าน Coral Gables เป็นย่านของสินค้าของเหล่านักออกแบบทั้งหลาย, Coconut Grove เป็นย่านที่มีชื่อเรื่องของร้านขายสินค้าสไตล์โบฮีเมี่ยน, Calle Ocho ใน Little Havana  เป็นย่านที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่มองหาซิการ์และขนมอบชั้นเยี่ยม แต่ถ้าคุณไม่รู้จะไปที่ไหน ก็ไม่ต้องกลัว เพราะไมอามี่มีห้างหรือศูนย์การค้าขนาดใหญ่มากมายตั้งกระจายอยู่ทั่วทั้งเมือง

ชิคาโก (Chicago)

      ทำไมที่นี่ : ระยะห่างประมาณ 1 ไมล์จาก Michigan Avenue ได้รับฉายาว่า The Magnificent Mile หรือ เส้นทางอันหรูหราอลังการ โดยตลอดระยะทาง 1 ไมล์นี้มีศูนย์การค้าสามแห่งและร้านค้ามากมายตั้งเรียงรายอยู่ตลอดเส้น  นอกจากนี้ ชิคาโกยังมี The Loop's State Street, the River North ที่เป็นที่ตั้งของแกลลอรี่มากมาย, Wicker Park's ที่ขายสินค้าโบราณ และห้างเล็กๆตั้งกระจายอยู่ทั่วไป

แอตแลนตา (Atlanta)

      ทำไมที่นี่ : แอตแลนตา คือ หนึ่งในจุดหมายปลายทางทางทิศใต้ ของเหล่านักช็อปทั้งหลาย เพราะที่นี่มีห้างสรรพสินค้าอย่าง Phipps Plaza และ Lenox Square ตั้งอยู่  แต่ถ้าคุณชอบการเดินชอปแบบกลางแจ้ง ก็ต้องที่ Atlantic Station ถ้าชอบเดินเล่นร้านริมทาง ก็ต้องที่ Bennett Street ถ้าอยากซื้อสินค้าตกแต่งบ้าน ก็ต้องที่ Miami Circle หรือถ้าชอบงานศิลปะก็ห้ามพลาด Donna Van Gogh's Artist Market สำหรับงานศิลปะและของที่ระลึกที่ไม่เหมือนใคร  นอกจากนี้ แอตแลนตายังมีร้านขายของโบราณ, แกลอรี่ศิลปะ และร้านขายงานฝีมืออีกด้วย

ซานฟรานซิสโก (San Francisco)

      ทำไมที่นี่ : ซานฟรานซิสโก เป็นเหมือนเมืองลูกพี่ลูกน้องกับแอลเอ ถึงแม้ว่าที่นี่ จะมีร้านขายสินค้าแบรนด์เนมและร้านแฟรนส์ไชน์มากมายในย่าน Union Square แต่ก็มีร้านขายสินค้าอินดี้และสินค้ามือสองมากมายเช่นกันบนถนนอย่าง Chestnut, Union และ Fillmore  แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของการช็อปปิ้งในซานฟรานก็คือ การช็อปปิ้งกลางแจ้งท่ามกลางแดดอบอุ่นของแคลิฟอร์เนีย

ดัลลัส (Dallas)

      ทำไมที่นี่ : ดัลลัส เป็นเมืองที่ห้างสรรพสินค้า Neiman Marcus ได้ถูกก่อตั้งขึ้น อีกทั้งชาวเมืองนี้ยังมีวัฒนธรรมและชื่นชอบการช็อปปิ้งอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทำให้มีห้างหรือศูนย์การค้าตั้งอยู่ทั่วไปทั้งเมือง เช่น Highland Park Village และ The Galleria

มินนิอาโปลิส (Minneapolis)

      ทำไมที่นี่ : เมืองมินนิอาโปลิสเป็นที่ตั้งของ Mall of America ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่มีถึงสองสาขา โดยศูนย์การค้าแห่งนี้ มีร้านค้าชื่อดังอย่าง Bath & Body Works, Foot Locker และ Dairy Queen ตั้งอยู่ ดังนั้นขาชอปไม่ควรพลาด

ลาสเวกัส (Las Vegas)

      ทำไมที่นี่ : เพื่อฆ่าเวลารอให้ยามค่ำคืนมาถึง ชาวเวกัสและนักท่องเที่ยวทั้งหลาย มักจะหาอะไรทำตอนกลางวัน และกิจกรรมนั้นนั่นคือ การช็อปปิ้ง โดยคุณสามารถเจอสถานที่ช็อปปิ้งได้ตั้งแต่หน้าสถานที่พัก, หน้าคาสิโน ไปจนถึง Fashion Outlets   ดังนั้นแล้ว คุณจะไม่มีทางเบื่อเมื่อมาอยู่ลาสเวกัสแน่นอน

ที่มา : travel.usnews.com
-------------------------

ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติม
เว็บไซต์การท่องเที่ยวอเมริกา 
ที่พักในอเมริกา 
เรียนต่ออเมริกา 

 

Study in the USA

ฟรี

คู่มือเรียนต่ออเมริกา

เรื่องอื่นๆที่ไม่ควรพลาดในเล่มเราได้รวบรวมบทความที่สำคัญเกี่ยวกับเรียนต่ออเมริกาเอาไว้ทั้งหมด

ดาวน์โหลด EBOOK

MUST READ

article Img

รวมรัฐน่าไปเรียนต่อในอเมริกาและจุดเด่นของแต่ละที่ เมืองไหนดียังไงบ้าง

สหรัฐอเมริกา ประกอบไปด้วย 50 รัฐและเขตพิเศษอีกหนึ่งแห่งคือ Washington D.C. เวลาจะไปเรียนต่อในอเมริกา ตัวเลือกมหาลัยและเมืองจึงเยอะมาก เพราะมีมหาลัยและวิทยาลัยกว่า 5,300 แห่งทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเลือกเมืองผิดชีวิตการเรียนต่ออาจผิดไปเลย          แต่วันนี้ Hotcourses Thailand จะพาไปดูว่าในบรรดา 50 (+1) รัฐ รัฐไหนจะน่าอยู่มากที่สุด พร้อมดูว่าแต่ละรัฐมีความเท่าเทียมมากน้อยแค่ไหน พร้อมไปดูมหาลัยอะไรในรัฐนั้นๆ ด้วย

47K
article Img

เทียบกันชัดๆ 2 เมืองใหญ่แห่งอเมริกา NYC vs LA

รู้ๆ กันอยู่ว่าถ้าพูดถึงสหรัฐอเมริกาแล้ว ชื่อเมืองที่หลายๆ คนต้องนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ คงหนีไม่พ้น New York City ที่มีเทพีเสรีภาพซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง อีกเมืองคงหนีไม่พ้น Los Angeles นครแห่งทูตสวรรค์ สัญลักษณ์ที่จำขึ้นใจคงเป็น Hollywood Sign ด้วยความเป็นเมืองใหญ่และเมืองเจริญทั้งคู่ และด้วยความที่ vibe มันต่างกันอยู่ แถมยังอยู่คนละฝั่งของประเทศอีก ทำให้ 2 เมืองนี้กลายเป็นคู่แข่งกันในหลายๆ เรื่องไม่เว้นแม้แต่เรื่องการศึกษา! Hotcourses Thailand

20K
article Img

เรียนต่ออเมริกาเมืองไหนดี เช็กเลย! นิสัยแบบเราเหมาะเรียนต่อเมืองไหนในอเมริกาบ้าง

ก่อนจะไปดูว่าเราควรไปเรียนต่ออเมริกาเมืองไหนดี เมืองไหนเหมาะกับนิสัยเราที่สุด เราก็ต้องรู้ก่อนค่ะว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นคนประเภทไหน นิสัยยังไงกันแน่ หนึ่งในวิธีที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือแบบทดสอบนิสัยและบุคลิกภาพ 16 ประเภทของ Myers-Briggs (MBTI) ซึ่งจะมากับชุดคำถามหลากหลายแง่มุมให้เราคิดคำตอบที่ใกล้เคียงกับเราที่สุดในแต่ละข้อ จากนั้นทางเว็บไซต์จะประมวลผลออกมาให้เป็นคำตอบที่ประกอบไปด้วย 4 ตัวอักษรภาษาอังกฤษ โดยแต่ละตัวอักษรนี้จะแทนบุคลิกภาพเด่น ๆ ในตัวเรา

2.9K