สมัยนี้มีโรงเรียนหลายแห่งที่เปิดหลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรภาษาอังกฤษ หลักสูตร 3 ภาษาและอื่น ๆ อยู่เต็มไปหมด เรียกว่าน้อง ๆ ที่เริ่มเข้าเรียนในยุคนี้มีตัวเลือกค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวค่ะ ในส่วนของผู้ปกครองก็อาจจะต้องทำการบ้านกันนิดนึงเพื่อเลือกโรงเรียนและหลักสูตรที่เหมาะกับลูกหลานของเราให้มากที่สุด รวมไปถึงคุณพ่อคุณแม่ที่วางแผนจะส่งลูกไปเรียนต่ออเมริกา ทั้งในระดับป.ตรีและป.โท ก็ควรจะทำความเข้าใจระบบการศึกษาของอเมริกาให้มากที่สุด จะได้วางแผนได้ถูกค่ะ
วันนี้ Hotcourses Thailand ขอเป็นอีกหนึ่งตัวช่วย โดยเราจะมาสรุปเกี่ยวกับระบบการศึกษาในอเมริกาแบบเข้าใจง่ายมาให้ดูกัน ตามมาเลยค่า
เลือกหัวข้อที่สนใจได้เลย
ทำความเข้าใจระบบการศึกษาในอเมริกา
ในอเมริกา นักเรียนจะต้องเริ่มเข้าโรงเรียนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ โดยถ้าเทียบตามอายุและระดับชั้นแล้ว จะแบ่งออกตามนี้เลยค่ะ
|
ระดับการศึกษา |
อายุ |
เกรด (ชั้นเรียน) |
|
|
Primary (ระดับประถมศึกษา) |
Elementary school |
6-11 ปี |
1-5 |
|
Middle (ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น) |
Middle of junior school |
11-14 ปี |
6-8 |
|
Secondary (ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) |
High school or senior high school |
14-18 ปี |
9-12 |
|
Tertiary (ระดับอุดมศึกษา) |
Higher education |
18 ปีขึ้นไป |
มหาวิทยาลัย (College/University) |
ระดับประถมศึกษา - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (อายุ 11 - 18ปี)
ในระดับการศึกษาช่วงนี้ ระบบการศึกษาในอเมริกาจะใช้หลักสูตร K-12 Curriculum หรือย่อมาจาก from kindergarten to 12th grade (โรงเรียนหลายแห่งเปิดหลักสูตรปรับพื้นฐานก่อนเริ่มเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาด้วย เช่น nursery สำหรับน้อง ๆ อายุ 3-4 ขวบและ reception สำหรับน้อง ๆ อายุ 4-5 ขวบ)
-
ระดับ Elementary school (grade 1-5 อายุประมาณ 6-11 ปี)
-
น้อง ๆ นักเรียนจะได้เรียนวิชาพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ ศิลปะ ดนตรี พลศึกษา
-
-
ระดับ Middle school (grade 6-8 อายุประมาณ 11-13 ปี)
-
นักเรียนจะได้เรียนวิชาพื้นฐานที่สำคัญ ที่มีเนื้อหาเข้มข้นขึ้น
-
ในช่วงนี้นักเรียนจะมีตัวเลือกมากขึ้น สามารถเลือกลงเรียนวิชาที่สนใจเป็นพิเศษได้
-
หลักสูตรจะมุ่งเน้นไปที่เนื้อหาแบบค่อนข้างละเอียด ได้ฝึกคิด วิเคราะห์และรู้จักการโต้แย้ง เตรียมความพร้อมให้นักเรียนไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาหรือ high school ได้
-
-
ระดับ High school (grade 9-12 อายุประมาณ 14-18 ปี)
-
นักเรียนมีวิชาเลือกมากขึ้น หลักสูตรเริ่มเน้นไปทางเฉพาะทาง
-
บางโรงเรียนมีโปรแกรม Pathway เช่น Advance Placement (AP) หรือ IB Diploma Programme
-
Advance Placement (AP)
-
AP คือหลักสูตรที่มีเนื้อหาเข้มข้นสุด ๆ โดยนำเนื้อหาวิชาเรียนในระดับมหาวิทยาลัยมาปรับสอนให้กับนักเรียนม.ปลาย
-
AP มีทั้งหมด 7 สาขาวิชา เช่น AP Art, AP English, AP Math & Computer Sciences, AP Sciences, AP Social Sciences
-
เมื่อเลือกเรียนจะมีการสอบ AP ด้วย
-
นักเรียนที่เลือกเรียนวิชา AP และสามารถสอบได้ผลคะแนนดี จะสามารถนำผลคะแนนไปแปรเป็นหน่วยกิตของวิชาเฉพาะทางนั้น ๆ ได้ หรือนำไปยื่นประกอบการสมัครมหาวิทยาลัยได้ ถือเป็นอีกตัวข่วยให้สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและเรียนจบได้เร็วขึ้น
-
-
IB Diploma Programme
-
IB คือโปรแกรมที่ใช้หลักสูตรเทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
-
นักเรียนจะได้เลือกเรียน 6 วิชาจาก 6 สาขา เช่น English Literature, Individuals and Societies, Experimental Sciences, Mathematics, Arts and Electives
-
-
-
Infographic ไปเรียนต่ออเมริกา ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
Step-by-step ขั้นตอนการไปเรียนต่ออเมริกา
รวม 10 สาขาเรียนต่ออเมริกา เรียนจบแล้วไม่ตกงาน
เรียนต่ออเมริการัฐไหนดี? 7 เมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียนนักศึกษาในอเมริกา
ระดับอุดมศึกษา (อายุ 18ปีขึ้นไป)
ระดับปริญญาตรี (Bachelor's degree)
ในระดับการศึกษาช่วงนี้ นักเรียนสามารถเลือกเรียนต่อได้ตามนี้
-
ทางเลือกที่ 1 เลือกเรียนต่อใน Community College (วิทยาลัยชุมชน)
-
เรียนวิทยาลัย 2 ปี + เรียนที่มหาวิทยาลัย 2 ปี
-
Community College หรือที่เรียกว่า Junior College/วิทยาลัยสองปี เป็นการเรียนหลักสูตรอาชีพเฉพาะทาง โดยให้เรียนในวิทยาลัย 2 ปีแล้วไปเรียนต่อปี 3 และ 4 ที่มหาวิทยาลัย
-
สถาบันเหล่านี้เปิดสอนหลักสูตรด้านอาชีวศึกษาและเทคนิค ช่วยให้นักศึกษาสามารถเข้าสู่อาชีพการทำงานได้โดยตรงในสาขาอาชีพเฉพาะทาง เช่น วิศวกรรมยานยนต์ การออกแบบภายใน การพัฒนาเด็ก วิทยาศาสตร์อาหาร การถ่ายภาพ ฯลฯ
-
นอกจากนี้เค้ายังมีหลักสูตรด้านวิชาการที่จะช่วยให้นักศึกษาสามารถโอนหน่วยกิตการเรียนไปได้ถึงครึ่งหนึ่งของหลักสูตรการเรียนสี่ปีในระดับปริญญาตรีด้วย
-
เมื่อเรียนจบตรงนี้จะได้วุฒิ Associate degree
-
สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งกำหนดวันปิดรับสมัครของตนเอง ซึ่งปกติจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม โดยอาจเป็นช่วงก่อนหรือหลังจากนั้น
-
ในอเมริกามี Community College มากกว่า 1,200 แห่ง ซึ่งหลายแห่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือมลรัฐนั้น ๆ ค่าเล่าเรียนของ Community College จะถูกกว่าเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยทั่วไป
-
ทางเลือกที่ 2 เลือกเรียนต่อปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย
-
เรียนมหาวิทยาลัย 3-4 ปี
-
เลือกเรียนคณะที่สนใจในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัย
-
มหาวิทยาลัยในอเมริกามีให้เลือกเยอะมาก สามารถเลือกสมัครได้ตามที่เราสนใจเลย
-
ระดับปริญญาโท (Master’s degree)
-
ส่วนใหญ่แล้วหลักสูตรปริญญาโทในอเมริกาจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ยกเว้นสาขาเฉพาะทาง เช่น สาขาการแพทย์ ที่จะใช้เวลานานกว่านั้น
-
ปริญญาโทวิชาการ
-
วุฒิการศึกษาปริญญาโทศิลปศาสตร์ (MA) หรือปริญญาโทวิทยาศาสตร์ (MSc) จะมอบให้หลังจากการเรียนสองปีที่รวมการทำงานประจำวิชาและการวิจัย งานประจำวิชาจะมีจำนวนหน่วยกิตระหว่าง 30 ถึง 60 หน่วย รวมถึงการทำวิทยานิพนธ์และ/หรือการสอบปากเปล่า โดยสามารถนำไปสู่การเรียนต่อระดับปริญญาเอกได้โดยตรง
-
-
ปริญญาโทวิชาชีพ
-
วุฒิการศึกษาปริญญาโทประเภทนี้ จะนำไปสู่วุฒิการศึกษาวิชาชีพสาขาเฉพาะด้าน และไม่รวมถึงการเรียนต่อในระดับปริญญาเอก เป็นวุฒิการศึกษา เช่น MBA (ปริญญาโทบริหารธุรกิจ) MEd (ปริญญาโทครุศาสตร์) MSW (ปริญญาโทสังคมสงเคราะห์) MFA (ปริญญาโทวิจิตรศิลป์) ฯลฯ หลักสูตรเหล่านี้จะมีหน่วยกิตการเรียน 36 ถึง 48 หน่วยและไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์
-
ระดับปริญญาเอก (Doctorate or PhD)
-
ใช้เวลาในการเรียน 5-8 ปี
-
ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตเป็นวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก ที่พบได้ทั่วไปมากที่สุด ซึ่งกำหนดให้นักศึกษาผลิตผลงานวิจัยริเริ่มที่มีความสำคัญ เขียนดุษฎีนิพนธ์และนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการ การทำงานระดับปริญญาเอกอาจใช้เวลาตั้งแต่ห้าถึงแปดปี รวมถึงวุฒิการศึกษาปริญญาเอกวิชาชีพ เช่น EdD (ปริญญาเอกครุศาสตร์) DBA (ปริญญาเอกบริหารธุรกิจ) ที่รวมการทำงานประจำวิชาและการวิจัยไว้ในหลักสูตร
ประเภทสถาบันศึกษาในอเมริกา
-
State college หรือ Universities
-
วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยที่ดูแลควบคุมโดยรัฐบาล มีอยู่ทั่วทุกรัฐ (อย่างน้อย 1 แห่งใน 1 รัฐ) ส่วนใหญ่จะตั้งชื่อตามรัฐนั้น ๆ เช่น University of Michigan
-
-
Private college หรือ Universities
-
วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเอกชน ส่วนใหญ่แล้วค่าเทอมจะแพงกว่าสถาบันของรัฐและมีขนาดเล็กกว่า
-
Credit
