หลักสูตรอเมริกา เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อ high school ป.ตรี ป.โท อเมริกา ระบบการเรียนอเมริกา

เรียนต่อไม่ยากเลย เช็คโฮมเพจที่เราพัฒนาขึ้นใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลสุดปัง

เข้าดู
ขั้นตอนเรียนต่อ

Product of

สนใจข้อมูลเรียนต่อสุดอินไซด์?

ฟังรีวิวคอร์สคณะมหาลัย ทิปส์เรียนต่อ จากนักเรียนตัวจริงเสียงจริง

เข้าดู
cta banner image
อเมริกา: แนะนำประเทศและเมือง

ทำความรู้จักระบบการศึกษาในอเมริกา เจาะลึกหลักสูตรประถม high school ป.ตรี ป.โทในอเมริกา แบบเข้าใจง่าย

อยากเรียนต่ออเมริกา ส่งลูกเรียนต่ออเมริกา เรียนต่อไฮสคูล เรียนต่อป.ตรี ป.โท

USA education system

สมัยนี้มีโรงเรียนหลายแห่งที่เปิดหลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรภาษาอังกฤษ หลักสูตร 3 ภาษาและอื่น ๆ อยู่เต็มไปหมด เรียกว่าน้อง ๆ ที่เริ่มเข้าเรียนในยุคนี้มีตัวเลือกค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวค่ะ ในส่วนของผู้ปกครองก็อาจจะต้องทำการบ้านกันนิดนึงเพื่อเลือกโรงเรียนและหลักสูตรที่เหมาะกับลูกหลานของเราให้มากที่สุด รวมไปถึงคุณพ่อคุณแม่ที่วางแผนจะส่งลูกไปเรียนต่ออเมริกา ทั้งในระดับป.ตรีและป.โท ก็ควรจะทำความเข้าใจระบบการศึกษาของอเมริกาให้มากที่สุด จะได้วางแผนได้ถูกค่ะ

 

วันนี้ Hotcourses Thailand ขอเป็นอีกหนึ่งตัวช่วย โดยเราจะมาสรุปเกี่ยวกับระบบการศึกษาในอเมริกาแบบเข้าใจง่ายมาให้ดูกัน ตามมาเลยค่า

 

 

ทำความเข้าใจระบบการศึกษาในอเมริกา

ในอเมริกา นักเรียนจะต้องเริ่มเข้าโรงเรียนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ โดยถ้าเทียบตามอายุและระดับชั้นแล้ว จะแบ่งออกตามนี้เลยค่ะ

 

 

ระดับการศึกษา

อายุ

เกรด (ชั้นเรียน)

Primary (ระดับประถมศึกษา)

Elementary school

6-11 ปี

1-5

Middle (ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น)

Middle of junior school

11-14 ปี

6-8

Secondary (ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย)

High school or senior high school

14-18 ปี

9-12

Tertiary (ระดับอุดมศึกษา)

Higher education

18 ปีขึ้นไป

มหาวิทยาลัย (College/University)


 

ระดับประถมศึกษา - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (อายุ 11 - 18ปี)

 

ในระดับการศึกษาช่วงนี้ ระบบการศึกษาในอเมริกาจะใช้หลักสูตร K-12 Curriculum หรือย่อมาจาก from kindergarten to 12th grade (โรงเรียนหลายแห่งเปิดหลักสูตรปรับพื้นฐานก่อนเริ่มเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาด้วย เช่น nursery สำหรับน้อง ๆ อายุ 3-4 ขวบและ reception สำหรับน้อง ๆ อายุ 4-5 ขวบ)

 

elementary

 

  • ระดับ Elementary school  (grade 1-5 อายุประมาณ 6-11 ปี)

    • น้อง ๆ นักเรียนจะได้เรียนวิชาพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ ศิลปะ ดนตรี พลศึกษา
       

middle school

  • ระดับ Middle school (grade 6-8 อายุประมาณ 11-13 ปี)

    • นักเรียนจะได้เรียนวิชาพื้นฐานที่สำคัญ ที่มีเนื้อหาเข้มข้นขึ้น 

    • ในช่วงนี้นักเรียนจะมีตัวเลือกมากขึ้น สามารถเลือกลงเรียนวิชาที่สนใจเป็นพิเศษได้ 

    • หลักสูตรจะมุ่งเน้นไปที่เนื้อหาแบบค่อนข้างละเอียด ได้ฝึกคิด วิเคราะห์และรู้จักการโต้แย้ง เตรียมความพร้อมให้นักเรียนไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาหรือ high school ได้
       

high school

  • ระดับ High school (grade 9-12 อายุประมาณ 14-18 ปี)

    • นักเรียนมีวิชาเลือกมากขึ้น หลักสูตรเริ่มเน้นไปทางเฉพาะทาง 

    • บางโรงเรียนมีโปรแกรม Pathway เช่น  Advance Placement (AP) หรือ IB Diploma Programme 

      • Advance Placement (AP) 

        • AP คือหลักสูตรที่มีเนื้อหาเข้มข้นสุด ๆ โดยนำเนื้อหาวิชาเรียนในระดับมหาวิทยาลัยมาปรับสอนให้กับนักเรียนม.ปลาย 

        • AP มีทั้งหมด 7 สาขาวิชา เช่น AP Art, AP English, AP Math & Computer Sciences, AP Sciences, AP Social Sciences

        • เมื่อเลือกเรียนจะมีการสอบ AP ด้วย

        • นักเรียนที่เลือกเรียนวิชา AP และสามารถสอบได้ผลคะแนนดี จะสามารถนำผลคะแนนไปแปรเป็นหน่วยกิตของวิชาเฉพาะทางนั้น ๆ ได้ หรือนำไปยื่นประกอบการสมัครมหาวิทยาลัยได้ ถือเป็นอีกตัวข่วยให้สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและเรียนจบได้เร็วขึ้น 

      • IB Diploma Programme 

        • IB คือโปรแกรมที่ใช้หลักสูตรเทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 

        • นักเรียนจะได้เลือกเรียน 6 วิชาจาก 6 สาขา เช่น English Literature, Individuals and Societies, Experimental Sciences, Mathematics, Arts and Electives 

 

 

ระดับอุดมศึกษา (อายุ 18ปีขึ้นไป)

ระดับปริญญาตรี (Bachelor's degree)

Bachelor

ในระดับการศึกษาช่วงนี้ นักเรียนสามารถเลือกเรียนต่อได้ตามนี้

  • ทางเลือกที่ 1 เลือกเรียนต่อใน Community College (วิทยาลัยชุมชน) 

    • เรียนวิทยาลัย 2 ปี + เรียนที่มหาวิทยาลัย 2 ปี

    • Community College หรือที่เรียกว่า Junior College/วิทยาลัยสองปี เป็นการเรียนหลักสูตรอาชีพเฉพาะทาง โดยให้เรียนในวิทยาลัย 2 ปีแล้วไปเรียนต่อปี 3 และ 4 ที่มหาวิทยาลัย

    • สถาบันเหล่านี้เปิดสอนหลักสูตรด้านอาชีวศึกษาและเทคนิค ช่วยให้นักศึกษาสามารถเข้าสู่อาชีพการทำงานได้โดยตรงในสาขาอาชีพเฉพาะทาง เช่น วิศวกรรมยานยนต์ การออกแบบภายใน การพัฒนาเด็ก วิทยาศาสตร์อาหาร การถ่ายภาพ ฯลฯ 

    • นอกจากนี้เค้ายังมีหลักสูตรด้านวิชาการที่จะช่วยให้นักศึกษาสามารถโอนหน่วยกิตการเรียนไปได้ถึงครึ่งหนึ่งของหลักสูตรการเรียนสี่ปีในระดับปริญญาตรีด้วย

    • เมื่อเรียนจบตรงนี้จะได้วุฒิ Associate degree

    • สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งกำหนดวันปิดรับสมัครของตนเอง ซึ่งปกติจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม โดยอาจเป็นช่วงก่อนหรือหลังจากนั้น 

 

ในอเมริกามี Community College มากกว่า 1,200 แห่ง ซึ่งหลายแห่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือมลรัฐนั้น ๆ ค่าเล่าเรียนของ Community College จะถูกกว่าเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยทั่วไป

 

  • ทางเลือกที่ 2 เลือกเรียนต่อปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย

    • เรียนมหาวิทยาลัย 3-4 ปี

    • เลือกเรียนคณะที่สนใจในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัย

    • มหาวิทยาลัยในอเมริกามีให้เลือกเยอะมาก สามารถเลือกสมัครได้ตามที่เราสนใจเลย 

 

ระดับปริญญาโท (Master’s degree)

master

  • ส่วนใหญ่แล้วหลักสูตรปริญญาโทในอเมริกาจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ยกเว้นสาขาเฉพาะทาง เช่น สาขาการแพทย์ ที่จะใช้เวลานานกว่านั้น

  • ปริญญาโทวิชาการ

    • วุฒิการศึกษาปริญญาโทศิลปศาสตร์ (MA) หรือปริญญาโทวิทยาศาสตร์ (MSc) จะมอบให้หลังจากการเรียนสองปีที่รวมการทำงานประจำวิชาและการวิจัย งานประจำวิชาจะมีจำนวนหน่วยกิตระหว่าง 30 ถึง 60 หน่วย รวมถึงการทำวิทยานิพนธ์และ/หรือการสอบปากเปล่า โดยสามารถนำไปสู่การเรียนต่อระดับปริญญาเอกได้โดยตรง
       

  • ปริญญาโทวิชาชีพ

    • วุฒิการศึกษาปริญญาโทประเภทนี้ จะนำไปสู่วุฒิการศึกษาวิชาชีพสาขาเฉพาะด้าน และไม่รวมถึงการเรียนต่อในระดับปริญญาเอก เป็นวุฒิการศึกษา เช่น MBA (ปริญญาโทบริหารธุรกิจ) MEd (ปริญญาโทครุศาสตร์) MSW (ปริญญาโทสังคมสงเคราะห์) MFA (ปริญญาโทวิจิตรศิลป์) ฯลฯ หลักสูตรเหล่านี้จะมีหน่วยกิตการเรียน 36 ถึง 48 หน่วยและไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์


 

ระดับปริญญาเอก (Doctorate or PhD)

  • ใช้เวลาในการเรียน 5-8 ปี

  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตเป็นวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก ที่พบได้ทั่วไปมากที่สุด ซึ่งกำหนดให้นักศึกษาผลิตผลงานวิจัยริเริ่มที่มีความสำคัญ เขียนดุษฎีนิพนธ์และนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการ การทำงานระดับปริญญาเอกอาจใช้เวลาตั้งแต่ห้าถึงแปดปี รวมถึงวุฒิการศึกษาปริญญาเอกวิชาชีพ เช่น EdD (ปริญญาเอกครุศาสตร์) DBA (ปริญญาเอกบริหารธุรกิจ) ที่รวมการทำงานประจำวิชาและการวิจัยไว้ในหลักสูตร


 

ประเภทสถาบันศึกษาในอเมริกา 

  • State college หรือ Universities 

    • วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยที่ดูแลควบคุมโดยรัฐบาล มีอยู่ทั่วทุกรัฐ (อย่างน้อย 1 แห่งใน 1 รัฐ) ส่วนใหญ่จะตั้งชื่อตามรัฐนั้น ๆ เช่น University of Michigan
       

  • Private college หรือ Universities 

    • วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเอกชน ส่วนใหญ่แล้วค่าเทอมจะแพงกว่าสถาบันของรัฐและมีขนาดเล็กกว่า

 

 

​

Credit

EdugenTutor

IDP India

Owlcampus

North America Study

Igniteastar

House of Griffin

 

Study in the USA

ฟรี

คู่มือเรียนต่ออเมริกา

เรื่องอื่นๆที่ไม่ควรพลาดในเล่มเราได้รวบรวมบทความที่สำคัญเกี่ยวกับเรียนต่ออเมริกาเอาไว้ทั้งหมด

ดาวน์โหลด EBOOK

MUST READ

article Img

รวมรัฐน่าไปเรียนต่อในอเมริกาและจุดเด่นของแต่ละที่ เมืองไหนดียังไงบ้าง

สหรัฐอเมริกา ประกอบไปด้วย 50 รัฐและเขตพิเศษอีกหนึ่งแห่งคือ Washington D.C. เวลาจะไปเรียนต่อในอเมริกา ตัวเลือกมหาลัยและเมืองจึงเยอะมาก เพราะมีมหาลัยและวิทยาลัยกว่า 5,300 แห่งทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเลือกเมืองผิดชีวิตการเรียนต่ออาจผิดไปเลย          แต่วันนี้ Hotcourses Thailand จะพาไปดูว่าในบรรดา 50 (+1) รัฐ รัฐไหนจะน่าอยู่มากที่สุด พร้อมดูว่าแต่ละรัฐมีความเท่าเทียมมากน้อยแค่ไหน พร้อมไปดูมหาลัยอะไรในรัฐนั้นๆ ด้วย

47.1K
article Img

เทียบกันชัดๆ 2 เมืองใหญ่แห่งอเมริกา NYC vs LA

รู้ๆ กันอยู่ว่าถ้าพูดถึงสหรัฐอเมริกาแล้ว ชื่อเมืองที่หลายๆ คนต้องนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ คงหนีไม่พ้น New York City ที่มีเทพีเสรีภาพซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง อีกเมืองคงหนีไม่พ้น Los Angeles นครแห่งทูตสวรรค์ สัญลักษณ์ที่จำขึ้นใจคงเป็น Hollywood Sign ด้วยความเป็นเมืองใหญ่และเมืองเจริญทั้งคู่ และด้วยความที่ vibe มันต่างกันอยู่ แถมยังอยู่คนละฝั่งของประเทศอีก ทำให้ 2 เมืองนี้กลายเป็นคู่แข่งกันในหลายๆ เรื่องไม่เว้นแม้แต่เรื่องการศึกษา! Hotcourses Thailand

20K
article Img

เรียนต่ออเมริกาเมืองไหนดี เช็กเลย! นิสัยแบบเราเหมาะเรียนต่อเมืองไหนในอเมริกาบ้าง

ก่อนจะไปดูว่าเราควรไปเรียนต่ออเมริกาเมืองไหนดี เมืองไหนเหมาะกับนิสัยเราที่สุด เราก็ต้องรู้ก่อนค่ะว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นคนประเภทไหน นิสัยยังไงกันแน่ หนึ่งในวิธีที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือแบบทดสอบนิสัยและบุคลิกภาพ 16 ประเภทของ Myers-Briggs (MBTI) ซึ่งจะมากับชุดคำถามหลากหลายแง่มุมให้เราคิดคำตอบที่ใกล้เคียงกับเราที่สุดในแต่ละข้อ จากนั้นทางเว็บไซต์จะประมวลผลออกมาให้เป็นคำตอบที่ประกอบไปด้วย 4 ตัวอักษรภาษาอังกฤษ โดยแต่ละตัวอักษรนี้จะแทนบุคลิกภาพเด่น ๆ ในตัวเรา

2.9K