ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : ข่าวล่าสุด

เทียบช็อตต่อช็อต ประเทศน่าเรียนต่อหลังโควิด-19

which countries to study abroad after covid-19 missDD

    กู๊ดอีฟนิ่งฟลายเดย์ค่าซิสส หวังว่าจะอยู่ดีเป็นสุขกันนะคะ

    สัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ให้ใจหายใจคว่ำอยู่หลายยกเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเคส VIP ที่ระยองที่ปล่อยเข้ามาได้ยังไงไม่รู้! อีกเคสคือประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศไม่ให้วีซ่านักเรียนต่างชาติถ้าเทอมต่อไปมหาลัยเรียนออนไลน์! ทำเอาปั่นป่วนกันทั้งโลก ล่าสุดแผนการนี้ก็ต้องถูกพับไปเพราะหลายฝ่ายออกมาคัดค้าน มหาลัยพี่ใหญ่อย่าง Harvard และ MIT ก็ฟ้องรัฐบาลประเด็นนี้

 

    เกริ่นมาซะนาน ขอเข้าเรื่องเลยค่ะ เพราะวันก่อนมิสได้ออกโพลสำรวจความคิดเห็นชาวเน็ตไปว่า หลังโควิดสิ้นสุด (ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าคือเมื่อไหร่) อยากไปเรียนต่อประเทศไหนกัน?

 

    ในทวิตเตอร์ จากจำนวนโหวต 31 คน โดย

  •     36% ตอบว่าจะไปอังกฤษ
  •     16% ตอบว่าไปอเมริกา
  •     45% ตอบว่าไปออสเตรเลีย

 

    ในเฟซบุ๊ก ซึ่งมีคนมาตอบโพล 69 คน

  •     69% ตอบว่าจะไปอังกฤษ
  •     อีก 31% บอกว่าไปอเมริกา
  •     ส่วนออสเตรเลียซึ่งให้คอมเมนต์นั้น ไม่มีคนมาตอบค่ะ

 

    จะเห็นว่าผลโพลค่อนข้างเสียงแตกมาก ส่วนหนึ่งเพราะว่าเฟซบุ๊กไม่อนุญาตให้เพิ่มออสเตรเลียเข้าไปด้วย แต่ผลในทวิตเตอร์เองก็ถือว่าน่าสนใจเพราะออสเตรเลียชิงคะแนนไปเกือบครึ่ง ส่วน 2 ประเทศที่เหลือ ผลค่อนข้างไปทางเดียวกัน คือตอบว่าอยากไปอังกฤษมากกว่าอเมริกาค่ะ

 

    มิสจะพาไปสืบ เสาะ หา สาเหตุที่ทำให้คะแนนเป็นอย่างนี้กัน!

 

สถานการณ์โควิด-19

 

    ไม่พูดถึงเรื่องนี้ก็ไม่ได้เนาะ เพราะคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเรียนต่อเลยล่ะ ขอนำสถิติโควิด-19 ของแต่ละประเทศมากางกันเลย

 

    - สหรัฐอเมริกา ครองแชมป์ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมาที่สุดในโลกมาหลายเดือนแล้ว ตัวเลขผู้ติดเชื้อทั้งหมดอยู่ที่ 3,695,025 คน เสียชีวิต 141,118 คน

    - อังกฤษ สถานการณ์ดูทรงๆ อยู่ ณ ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 292,552 คน เสียชีวิตกว่า 45,119 คน

    - ส่วนออสเตรเลีย มีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 11,233 คน มีผู้เสียชีวิต 116 คนค่ะ

 

    จะเห็นว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อมีผลกับประเทศที่อยากไปเรียนต่อเหมือนกันนะคะ เพราะอเมริกาได้รับความนิยมน้อยเหมือนเทียบกับประเทศอื่นๆ ต่อมาอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลางก็รับความนิยมไป ส่วนออสเตรเลียที่มีผู้ติดเชื้อน้อยที่สุดก็รับคะแนนไปเต็มๆ มิสจะพาไปเจาะสถานการณ์แต่ละประเทศกันค่ะ

    

    ในกระทู้ของ คนอเมริกันกลัวโควิด-19มากน้อยแค่ไหนครับ เห็นข่าวประท้วงต้านLockdownเพราะกลัวอดตายจากการตกงานมีแทบทุกรัฐเลย คุณ NAJ บอกว่า (มิสขอสรุปมานะคะ)

 

    - คนกลัวและเห็นด้วยกับการ Lockdown มีมากกว่าคนที่ออกไปประท้วง

    - เหตุผลทางการเมือง เพราะปีนี้จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ทรัมป์และผู้ว่าการรัฐต้องพยายามดันให้ธุรกิจกลับมาเป็นตามปกติ เพราะเศรษฐกิจเป็นนโยบายชูโรงของนาง

    - ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ทรัมป์ยังบอกว่าโรคนี้ไม่ได้ร้ายแรง เป็นแค่หวัด กองเชียร์ส่วนหนึ่งของทรัมป์ก็เชื่อไปแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นมีทฤษฎีสมคบคิดด้วยว่าโรคระบาดเป็นแผนการล้มทรัมป์

    - ตัวเลขติดเชื้อเยอะก็จริง แต่กระจุกหนักๆ ที่เมืองไม่กี่เมือง ไม่กี่รัฐ

    

    (NAJ) ถ้านับเฉพาะตัวเลขผู้ติดเชื้อมันดูน่ากลัวมากค่ะ แต่การใช้ชีวิตปกติของอเมริกาจะอยู่กันกระจายตัวมากกว่า อเมริกามีพื้นที่ทั้งหมด (ไม่นับอลาสกากับฮาวายที่แยกห่างออกมา) ประมาณ 8 ล้านตารางกิโลเมตร

มีประชากรที่อาศัยในแผ่นดินใหญ่ contiguous states นี้ 306 ล้านคน ในขณะที่ประเทศเรามีขนาดประมาณ 510,000 ตารางกิโลเมตรมีประชากรประมาณ 70 ล้านคน ขนาดเล็กกว่าอเมริกาประมาณ 16 เท่า แต่มีประชากรน้อยกว่าเค้าแค่ 4 เท่ากว่าๆ รัฐที่ขนาดใหญ่กว่าไทยนิดหน่อยอย่างเท็กซัสยังมีประชากรแค่ 29 ล้านคนเองค่ะ

 

    ฉะนั้นถึงตัวเลขการติดเชื้อโดยรวมของอเมริกาจะสูง แต่การที่เค้าอยู่กันกระจายบนพื้นที่ๆใหญ่กว่ามาก

ทำให้ความรุนแรงของโรคในแต่ละท้องที่มันมีความแตกต่างกันสูงมาก จำนวนผู้ป่วยเกือบครึ่งกระจุกอยู่แถวตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ นอกนั้นก็กระจายไปตามเมืองใหญ่ๆทั่วประเทศ ซึ่งในทุกรัฐแม้แต่รัฐที่เป็นหนักๆก็จะกระจุกกันอยู่ในเมือง พวกที่อยู่ห่างออกมาบางเมืองก็ไม่มีคนป่วยหรือมีก็แค่หลักสิบหลักร้อย

คนอเมริกาโดยปกติถ้าอยู่ในเมืองรอบๆออกมา ก็ใช้รถส่วนตัวกันมากกว่าบริการขนส่งสาธารณะอยู่แล้ว

คนในเมืองไม่ใหญ่พวกนี้ก็เลยไม่รู้สึกกลัวอะไรนักเพราะพฤติกรรมส่วนตัวก็ติดกันยากอยู่ และในสังคมรอบๆจริงๆก็ไม่ได้ป่วยกันเยอะอะไร มันไม่ใช่ว่าเค้าไม่ตื่นกลัวกันนะคะ ที่กลัวก็มี ที่ไม่กลัวก็มี แต่ส่วนใหญ่คนที่เค้าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงกว่าก็จะระวังตัวมากกว่า

 

    …เรื่องไม่ใส่หน้ากากก็เหมือนกัน ตอนนี้เราเห็นคนใส่มากกว่าไม่ใส่เยอะค่ะ ไม่ใช่ว่าต่อต้านการใส่ไปซะหมดแบบที่เห็นชาวเนทไทยหลายคนพูดกัน

 

    คุณ InTheEyeofHurricane บอกว่า แคลิฟอร์เนีย reopening แล้ว เปิดปุ๊บติดปั๊บ ยอดโควิด19 ทำนิวไฮทันที คาดว่าจะสนุกสนานกับโควิด19 ไปอีกสักระยะ พอทางการบอกเปิดได้ดูเหมือนคนจะผ่อนคลายขึ้น ไม่ค่อยใส่หน้ากาก ค้าขายดูคึกคักขึ้น

 

    ย้ายไปที่อังกฤษ ที่ตอนแรกจะหันไปพึ่งภูมิคุ้มกันหมู่ หรือ Herd Immunity แต่ก็โดนกระแสตีกลับพอกัน ตอนนี้ที่อังกฤษก็มีมาตรการปลอดภัยใหม่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรวมตัวกันที่ทำได้ไม่เกิด 6 คน อยู่ห่างกันอย่างน้อยสองเมตร ถ้าหากจะไปโรงแรม ร้านอาหารก็ต้องบอกรายละเอียดการมาถึงให้แน่ใจ ร้านค้าต้องกำหนดคนเข้าออกเพื่อควบคุมไม่ให้ร้านแน่นเกินไป ส่วนออฟฟิศก็ยังคงให้ทำงานที่บ้านต่อไป

 

    ส่วนออสเตรเลียที่สถานการณ์ดูดีที่สุด ถือว่าสถานการณ์คล้ายๆ บ้านเราที่พยายามรักษา local transmission ให้น้อยที่สุด ใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ทำงานจากที่บ้าน ห้ามรวมตัวเกินจำนวนที่กำหนด ส่วนโรงเรียนก็กลับมาเปิดแล้วค่ะโดยต้องปฏิบัติตามมาตการอย่างเคร่งครัดด้วย ข่าวล่าสุดคือพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น กว่า 300 คน ทั้งหมดอยู่ในรัฐวิกตอเรีย ส่วนตัวคิดว่าเอาอยู่แน่นอนว่าเรคอร์ดประเทศค่อนข้างดีเลยล่ะ     

 

    งานวิจัย U21 เผยชื่อประเทศที่น่าเรียนต่อที่สุดในโลก  

 

 

การจัดการนักเรียนต่างชาติ

 

อเมริกา

 

    อย่างที่เกริ่นไปตอนแรกว่าตาทรัมป์จะยกเลิกวีซ่านักเรียน! แต่เป็นบุญค่ะที่นางไม่ดื้อจะทำจริงๆ เพราะหลายฝ่ายก็ไฝวกับเรื่องนี้มาก จนมาตรการก็ปัดตกไป แต่มิสเชื่อว่าภายใต้รัฐบาลทรัมป์ (ซึ่งไม่รู้จะได้เป็นประธานาธิบดีต่อรึเปล่า) ความกลัว ความกังวลต่อสถานภาพของนักเรียนต่างชาติก็ไม่หายไปง่ายๆ แน่นอน เพราะพ่อจะเอาคนที่ไม่ใช่อเมริกันออกประเทศให้หมดนั่นเอง

 

    ส่วนตอนนี้นักเรียนต่างชาติที่อยู่ในอเมริกาก็คงต้องเรียออนไลน์ไปก่อน เพราะมหาลัยยังไม่เปิด ส่วนนักเรียนที่จะไปเรียนเทอมหน้า ก็ต้องคอยติดตามข่าวสารจากมหาลัยตัวเองว่าจะยังไงกันแน่ เพราะบางทีให้สิทธินักเรียนเลื่อนไปเรียนปีหน้า แต่บางทีก็ไม่ได้ค่ะ ในบทความของ Voice of America Thailand ชื่อ ว่าที่นักศึกษาใหม่ เตรียมตัวเรียนต่อในสหรัฐฯ อย่างไร ท่ามกลางความท้าทายโควิด-19?

 

    โดยคุณศิริรัตน์จะเข้าเรียนต่อที่ Harvard มาแชร์ประสบการณ์บอกว่า ”ที่ฮาร์วาร์ดจะมีนโยบายที่ค่อนข้างเข้มงวด ก็คือมี conditions (เงื่อนไข) ให้ 3 อย่างเท่านั้นที่จะ defer (ขอเลื่อน) จริง ๆ มีเยอะมาก ประมาณ 80% เลยที่นักศึกษาจะขอเลื่อน ขอ defer ไปปีหน้า แต่ว่าด้วยความที่มหาวิทยาลัยก็ให้เหตุผลในเรื่องของ business model (โมเดลธุรกิจ) ของเขาด้วย แล้วก็ในเรื่องของการที่อาจจะไป crowd out (เบียดที่) การสมัครของนักเรียนในปีหน้า เขาเลยค่อนข้างเข้มงวดกับนักศึกษาที่จะขอไปเรียนปีหน้า ก็เลยกลายเป็นว่ามุกจะต้องเริ่มเรียนในปีนี้ ต้องเรียนเลยตั้งแต่ในเดือนสิงหาคมในปีนี้ค่ะ

 

    ส่วนการเรียนที่จะเน้นการอภิปราย ถกเถียงในห้อง ซึ่งต้องเป็นการตามตอบ แสดงความคิดเห็น “ยังไม่แน่ใจว่าการเรียนออนไลน์ การเรียนผ่าน Zoom จะทำให้ประสบการณ์ตรงนั้นหายไปมากน้อยแค่ไหน ..ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือเรื่องของไทม์โซน ซึ่ง 50% ของนักเรียนคณะมุกก็คืออยู่ทั่วโลกเลย แล้วคลาสที่ต้องการใช้ discussion ขนาดนั้นคือจะต้องสามารถจัดการให้นักศึกษาทุกคนได้รับประสบการณ์เดียวกัน ซึ่งคิดว่าเป็นความยากและนักศึกษาหลายคนก็เป็นกังวล”

 

    ส่วนเรื่องวีซ่าก็กลายเป็นอีกข้อจำกัดใหญ่ของนักเรียน สถานทูตอเมริกาในไทยประกาศแล้วว่า ‘ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป สถานทูตสหรัฐฯ กรุงเทพฯ และสถานกงสุลใหญ่เชียงใหม่ จะเริ่มเปิดให้ทำการนัดหมายสัมภาษณ์วีซ่าโดยจำกัดเฉพาะวีซ่านักเรียนประเภท F, M และ J เท่านั้น  ทางสถานทูตฯ และสถานกงสุลใหญ่มีเป้าหมายที่จะดำเนินการรับคำร้องขอวีซ่าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าอาจจะมีความล่าช้าอันเนื่องมาจากมีการยื่นคำร้องขอวีซ่าเป็นจำนวนมาก’   

 

    Institute of International Education หรือ IIE หน่วยงานดูแลด้านการแลกเปลี่ยนและให้ความช่วยเหลือนักศึกษาต่างชาติ พบว่า ประมาณ 90% ของสถาบันอุดมศึกษาในสหรัฐฯ คาดว่าจำนวนนักศึกษาต่างชาติในปีการศึกษานี้จะลดลง จากที่มีเกือบ 1,100,000 คนในปีก่อน หรือประมาณ 5.5% ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมดในอเมริกา สาเหตุหลักมาจากการไม่สามารถขอวีซ่า หรือเดินทางเข้าอเมริกาได้ ในขณะที่บางส่วนก็ไม่ต้องการเรียนแบบออนไลน์

 

อังกฤษ

    ส่วนที่อังกฤษนั้น โรงเรียน มหาลัยก็ย้ายไปสอนออนไลน์แล้วเช่นกัน ส่วนนักเรียนต่างชาติที่กำลังจะเข้าเรียนในปี 2020 นั้นทางอังกฤษเองก็ให้ความมั่นใจว่ายังคงต้อนรับนักศึกษาเช่นเดิม ซึ่งการเรียนก็จะมี  2 แบบคือเรียนในห้อง และออนไลน์ผสมผสานกันไป

 

    ล่าสุดอังกฤษเพิ่งออกมาตรการการเข้าประเทศใหม่ คือ ใครที่เดินทางมาจาก 59 ประเทศในลิสต์ไม่ต้องกักตัว 14 วัน (เช่นนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เวียดนาม ไต้หวัน ฯลฯ) ไม่มีพี่ไทยนาจาาา ส่วนเรื่องวีซ่านั้นสถานทูตกำลังทำงานอยู่จ้า   

 

ออสเตรเลีย

 

    ข่าวดีสำหรับนักเรียนที่อยากไปเรียนต่ออส! เพราะล่าสุด Straitstimes รายงานว่าแม้ออสเตรเลียจะปิดพรมแดนอยู่ แต่ทางรัฐกำลังพิจารณายกเว้นให้นักเรียนต่างขาติเข้าประเทศได้! เพราะตอนนี้ก็เริ่มจัดการให้นักเรียนต่างชาติ 350 คนบินมาที่แคนเบอร์ร่าเพื่อเตรียมตัวเรียนในเทอมต่อไปแล้ว

 

วีซ่าหลังเรียนจบ

อเมริกา    

    ปกติที่อเมริกาจะมี OPT (Optional Practical Training) ให้กับนักศึกษาต่างชาติอยู่ แต่มีรายงานว่านักศึกษาตาดำๆ อย่างเราอาจจะอยู่ยากขึ้น เพราะตั้งแต่ปีที่แล้วรัฐบาลทรัมป์ออกนโยบายกีดกันผู้อพยพหนักมากกก มีผลสำรวจออกมาด้วยว่าน้อยกว่าจริงๆ อย่างนักเรียนไทยได้รับวีซ่า OPT ในปี 2017 น้อยลง 3% จากปี 2016 ซึ่งมีนักเรียนไทยได้วีซ่านี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 11

 

    ตอนนี้ยังไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับ OPT ออกมาเลยเพราะหลายบริษัทเองก็คงไม่สามารถรับนักศึกษาไปฝึกงานได้ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องติดตามเรื่อยๆ ค่ะ

 

อังกฤษ

    โดยปกติ คนที่จะขอ PSW ได้ต้องเรียนใน UK เท่านั้น แต่ล่าสุดทาง Home Office ก็คอนเฟิร์มแล้วว่านักเรียนต่างชาติที่เรียนออนไลน์ (เพราะสถานการณ์บังคับ) ก็ยังสามารถสมัครวีซ่า Post Study Work ได้จ้า ปังๆ ดังนั้นใครที่สมัครมหาลัยในอังกฤษไว้ แต่ยังไม่สามารถเดินทางไปได้ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้นะ อ่านเพิ่มเติมที่นี่

 

ออสเตรเลีย

    คล้ายๆ กับที่อังกฤษเลย วีซ่านี้ให้กับนักเรียนต่างชาติที่เรียนในออสเตรเลียเท่านั้น แต่ข่าวดีก็คือรัฐบาลจะมีการพิจารณาให้วีซ่าแก่นักเรียนต่างชาติที่ต้องเรียนออนไลน์เช่นกัน! อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

 

    Infographic มาทำความรู้จักวีซ่าหลังเรียนจบของประเทศต่างๆ กันเถอะ    

    ส่องสนามแข่งวีซ่าทำงานหลังเรียนจบ ประเทศไหนขอยาก ประเทศไหนได้ง่าย มาดูกัน

 

 

 

MUST READ

มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก Times Higher Education 2020

Times Higher Education  ตัวแม่การจัดอันดับมหาวิทยาลัยในระดับโลกได้เผยอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกปีล่าสุดออกมาแล้ว จะมีที่ไหนบ้าง มาดูกันเลย   ปีนี้ก็เป็นอีกปีที่การแข่งขันเข้มข้นกันเหลือเกิน และในคราวนี้สองมหาวิทยาลัยจากสหราชอาณาจักรก็ติดอันดับท๊อป 3 กันไปสวยๆ โดยครองอันดับที่ 1 และ 3 ส่วนอันดับที่ 2 ตกเป็นของมหาวิทยาลัยจากอเมริกาค่ะ   อันดับของปี 2020 ที่ได้มีการเผยแพร่ออกมาเมื่อวันเดือนกันยายน ปี 2019 ที่ผ่านมานี้เอง

103.8K

อาชีพอะไรรายได้สูงสุดใน UK

อาชีพอะไรรายได้สูงสุดใน UK >> ค้นหาคอร์สเรียนต่ออังกฤษ >> ทุนเรียนต่ออังกฤษมีให้เลือกเพียบ   The Annual Survey of Hours and Earnings (ASHE) ได้ทำการสำรวจรายได้ของอาชีพต่างๆ ในประเทศอังกฤษ ประจำปี 2013 และได้พบว่า 8 อันดับแรกของอาชีพที่มีรายได้สูงสุด มีดังต่อไปนี้ 1. หัวหน้าองค์กร (Head of major organisations) บรรดา CEO และประธานบริษัทชั้นนำทั้งหลาย มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 84,453 ปอนด์ต่อปี หรือราวๆ 4 ล้านบาท

33.4K

อันดับมหาวิทยาลัยโลก 2016 โดย TIMES HIGHER EDUCATION

TIMES HIGHER EDUCATION รายงานผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก (สถาบันอุดมศึกษาที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด) ประจำปี 2015-2016 ณ เมืองเมลเบิร์นโดยผลการจัดอันดับในปีนี้พบว่าสถาบันอุดมศึกษาจากทวีปยุโรปมีอันดับที่สูงขึ้น ในขณะที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งของสหรัฐอเมริกากลับร่วงลงจากอันดับท็อป  อ่านรายงานผลของปี 2017-2018 >>> ที่นี   California Institute of Technology จากประเทศสหรัฐอเมริกาครองอันดับหนึ่งใน 5 อันดับแรกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

17.4K