ขั้นตอนเรียนต่อ
สหรัฐอเมริกา: การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

1984

การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา


ในสหรัฐอเมริกา การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามีอยู่ 2 ประเภท คือ ระดับปริญญาโท และ ระดับปริญญาเอก


ระดับปริญญาโท  แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. Academic master's degrees
      ประเภทนี้ คือ The Master of Arts (MA) หรือ Master of Science (MSc) ซึ่งจะจบการศึกษาหลังจากการทำวิจัยหรือวิทยานิพนธ์  โดยวิทยานิพนธ์จะมีหน่วยกิตอยู่ระหว่าง 30-60 หน่วยกิต รวมทั้งต้องมีการสอบปากเปล่าในหัวข้อวิทยานิพนธ์นั้นๆด้วย   เพื่อทำให้คุณสามารถเรียนต่อในระดับปริญญาเอกได้ต่อไป

2. Professional master's degrees
      ปริญญาโทประเภทนี้ จะเป็นสาขาที่ทำให้คุณเชี่ยวชาญเฉพาะทาง  ประกอบด้วยสาขาดังนี้ MBA (Master of Business Administration), MEd (Master of Education), MSW (Master of Social Work), MFA (Master of Fine Arts) ฯลฯ  โดยคุณจะต้องเรียนทั้งหมด 36-48 หน่วยกิต และไม่จำเป็นต้องทำวิทยานิพนธ์

ระดับปริญญาเอก

      PhD คือคำเรียกทั่วไปของการศึกษาระดับปริญญาเอก  ซึ่งบังคับว่านักศึกษาที่จะเรียนระดับนี้ต้องผ่านการทำงานวิจัย (Research) การเขียนวิทยานิพนธ์มาก่อน  ปกติแล้วการเรียนระดับปริญญาเอกจะใช้เวลาประมาณ 5-8 ปี  ส่วนปริญญาเอกประเภท Professional doctoral degrees นั้น จะประกอบด้วยสาขา EdD (Doctor of Education) หรือ DBA (Doctor of Business Administration)

คุณสมบัติในการสมัคร

  • จบการศึกษาระดับปริญญาตรี

คุณจะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี (Bachelor's degree) หลักสูตร 4 ปี

  • ผ่านการทดสอบ

ในระดับปริญญาโทและเอก  บางสาขาอาจจะให้คุณสอบ GRE (Graduate Recruitment Test)  หรือ GMAT (Graduate Management Admission Test)  ส่วนการสอบประเภทอื่น เช่น MAT (Miller Analogy Test) คือการทดสอบสำหรับการเรียนในสาขาครุศาสตร์หรือจิตวิทยา   ส่วนสาขาอย่างเช่น แพทยศาสตร์ นิติศาสตร์ และ ทันตแพทย์ อาจจะมีการจัดการทดสอบเฉพาะด้านขึ้นมาเอง  ดังนั้น คุณควรตรวจสอบไปยังมหาวิทยาลัยที่คุณสนใจก่อนว่าเขาทดสอบประเภทใดบ้าง  นอกจากนี้ คุณยังต้องมีผลสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษด้วย เช่น TOEFL หรืออื่นๆ

ขั้นตอนการสมัคร

      คุณควรเริ่มต้นการสมัครก่อนปีศึกษาถัดไปประมาณ 12-18 เดือน เพื่อมีเวลาในการหาข้อมูลและเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยต่างๆ, มีเวลาในการสอบการทดสอบต่างๆ รวมทั้งการหาทุนการศึกษาหรือเงินสนับสนุนต่างๆด้วย   และเมื่อคุณเตรียมขั้นตอนทั้งหมดเรียบร้อย สิ่งที่คุณต้องทำถัดมาคือ การเขียนใบสมัคร

      สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งจะมีกำหนดเวลาปิดรับสมัครไม่เท่ากัน  แต่ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม  ซึ่งก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้  ดังนั้น จึงเป็นการดีกว่าถ้าคุณยื่นใบสมัครของคุณให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

      การยื่นใบสมัคร เอกสารจะประกอบด้วย

  • ใบสมัคร
  • ค่าสมัคร
  • สำเนาประกาศนียบัตร และ Transcripts
  • ผลการสอบ (GRE, GMAT, MAT, TOEFL หรืออื่นๆ )
  • Personal statement  ที่คุณจะเขียนเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายทางการศึกษาของคุณ
  • จดหมายรับรอง : เกี่ยวกับความสามารถและงานของคุณ  ส่วนใหญ่แล้วจะเขียนโดยอาจารย์หรือนายจ้างของคุณ
  • บางมหาวิทยาลัยอาจจะขอดู financial statement เพื่อเป็นเป็นการรับประกันว่าคุณมีความสามารถทางการเงินเพียงพอที่จะเรียนในระดับปริญญาตรี
  • บางมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ business schools จะมีการสอบสัมภาษณ์นักเรียนทั่วโลก

คุณจะได้รับ Offer letter จากมหาวิทยาลัยประมาณกลางเดือนเมษายน สำหรับปีการศึกษาที่จะเริ่มต้นในเดือนกันยายน

-------------------------------------

ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ความสำคัญของทุนการศึกษาในอเมริกา 

ทุนการศึกษาและเงินสนับสนุนสำหรับนักเรียนต่างชาติ

 

 

ค้นหาคอร์ส

สหรัฐอเมริกา
ปริญญาโท
เกี่ยวกับผู้เขียน

Ratnang จบนิเทศศาสตร์จุฬา สาขาวิทยุโทรทัศน์ และทำงานเป็นนักเขียนFreelance ตอนนี้กำลังทำปริญญาโท Management Strategy อยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ในเวลาว่าง ชอบถ่ายรูปและท่องเที่ยว

MUST READ

เทคนิคและการเตรียมตัวสอบ GMAT (1)

บทความนี้ขออนุญาตนำบทความของคุณ Badpidd ที่ได้ให้ข้อมูลและเทคนิควิธีในการเตรียมตัวสอบ GMAT เอาไว้มาฝากชาว Hotcourses Thailand  ค่ะ โดยคุณ Badpidd ได้ให้รายละเอียดไว้มีทั้งหมด 2 ตอนดังนี้ค่ะ  ตอนที่ 1 เทคนิคและการเตรียมตัวสอบ GMAT ตอนที่ 2 วิธีทำตารางอ่านGMAT บทความนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสอบ GMAT โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ต้องการคะแนนสอบ ตั้งแต่ 600 ขึ้นไป(ผมสอบครั้งแรกและครั้งเดียวได้ 700 ครับ)

21523

คำศัพย์เกี่ยวกับภาคเรียนและประเภทของมหาวิทยาลัยในอเมริกา

คำศัพย์เกี่ยวกับภาคเรียนและประเภทของสถาบันการศึกษาในอเมริกา       ชีวิตในการเรียนมหาวิทยาลัยในอเมริกานั้นแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย สำหรับนักเรียนต่างชาติที่มีโอกาสไปเรียนต่อในอเมริกานั้น ถือว่าเป็นประสบการณ์และการสร้างความทรงจำที่ยอดเยี่ยม ถึงแม้ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีวิธีการของตัวเอง แต่ทุกแห่งก็ล้วนมีสิ่งที่เหมือนกันในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและเรื่องของการศึกษา  ภาคเรียน      

10325