ขั้นตอนเรียนต่อ
สหรัฐอเมริกา: การหาที่พัก

วิธีหาที่พักนักเรียนในอเมริกาแบบม้วนเดียวจบ

share image

ว่าที่นักเรียน-นักศึกษาไทยในอเมริกาที่กำลังเตรียมเก็บกระเป๋า จะย้ายข้าวของไปเตรียมตัวเรียนต่อเป็นปีๆ ในดินแดนแห่งเสรีภาพแห่งนี้ ตอนนี้เตรียมตัวกันไปถึงไหนบ้างแล้วคะ? 

 

อีกคำถามที่ทุกคนอาจจะเจอกันบ่อยหน่อยก็คือ ได้ที่พักหรือยัง? ถ้าตอบว่ายัง ขอแนะนำให้อ่านบทความวันนี้เลยค่ะ เพราะเราจะมาแนะนำวิธีหาที่พักนักเรียนแบบละเอียดยิบ อ่านง่ายแต่ข้อมูลแน่นเว่อร์วัง แถมใครที่ขี้เกียจอ่าน ลองดู infographic ได้เลยจ้า

 

 

 

 

  1. ทำความรู้จักที่พักแบบต่างๆ กันก่อน

  • On-campus dorm/housing 

    • ค่าเช่าอาจจะแพงกว่าแยกไปอยู่เองนอกมหาวิทยาลัย แต่ก็รวมค่าน้ำ ค่าไฟ และอื่นๆ เกือบหมด

    • โดยมากแล้วนักเรียนปี 1 จะได้รับสิทธิ์ได้เข้าพักในหอพักแบบนี้ค่ะ บางที่ก็มีให้จนถึงเรียนจบเลย อย่าลืมถามเจ้าหน้าที่ที่มหาลัยนะคะ

    • ใครอยากได้แบบส่วนตัวมากๆ ลองดูว่าเค้ามีห้องเดี่ยว (studio) รึเปล่า ห้องแบบนี้แพงหน่อยแต่มีห้องน้ำในตัวและไม่ต้องแชร์ห้องนอนกับใคร

    • ส่วนใหญ่จะเป็นห้องสำหรับ 2 คน แต่บางที่เค้ามีห้องใหญ่สำหรับ 4-6 คนเลย อันนี้แล้วแต่ความอลังการของหอค่ะ

    • เหมือนกับหอพักในหนังวัยรุ่นที่เราดูกันเลยค่ะ อารมณ์จะเป็นหอพักใหญ่ๆ และนักเรียนก็จะแชร์ห้องนอนกับรูมเมท และแชร์ห้องครัวหรือห้องนั่งเล่นที่ใหญ่หน่อยกับนักเรียนคนอื่นๆ ด้วย

    • คือหอพักที่บริหารโดยมหาวิทยาลัยที่เราจะเข้าไปเรียนต่อนั่นเองค่ะ หอพักแบบนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณเดียวกับมหาวิทยาลัยเลย 

 

ดียังไง

ข้อเสียล่ะ

ได้เพื่อนใหม่เยอะมาก เหมาะกับสายเข้าสังคม หรือใครที่อยากเจอประสบการณ์ใหม่ๆ 

อาจจะเสียงดังเกินไป และคนเยอะเกินไป

สะดวกมาก ทั้งใกล้ที่เรียน ใกล้ร้านรวง ส่วนใหญ่เค้ามีทุกอย่างอยู่ในแคมปัสอยู่แล้ว

ถ้าได้รูมเมทไม่ดีนี่เครียด

มีของให้ครบ เฟอร์นิเจอร์เพียบ

หอส่วนใหญ่จะเล็กๆ เรียบๆ 



 

  • Off-campus housing 
    • แชร์อพาร์ทเมนท์ คือเราจะไปอาศัยอยู่กับคนอื่นประมาณ 2-4 คน โดยราจะได้ห้องนอนส่วนตัว แต่ต้องใช้ห้องครัวร่วมกันกับคนอื่นๆ ที่พักอยู่ด้วย บางที่ก็ต้องแชร์ห้องน้ำกันด้วย แต่เราจะได้ห้องนอนส่วนตัวค่ะ 

    • ถ้าจะไปหาที่พักแนวนี้ ควรคุยกับ Liaison officer จากมหาวิทยาลัยก่อนค่ะ เพราะเค้าจะสามารถอธิบาย และช่วยเราหาที่พักที่ดีได้ เช่น ย่านไหนปลอดภัย ค่าเช่าจะตกประมาณเท่าไหร่


 

ดียังไง

ข้อเสียล่ะ

ได้ความเป็นส่วนตัวเพราะเป็นห้องนอนเดี่ยว แต่ก็สามารถออกไปพบปะเม้าท์มอยกับเพื่อนร่วมอพาร์ทเมนต์ได้ถ้าต้องการ 

ต้องหาดีๆ ดูรายละเอียดเยอะมาก ระวังพวกมิจฉาชีพ (scammer)

อยู่ห่างจากที่เรียนมาหน่อย ไม่ซ้ำซากจำเจ ได้ฝึกเดินทาง ขี่จักรยาน เดินไปมหาวิทยาลัย เปลี่ยนบรรยากาศ

ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่รวมในค่าเช่า ต้องจ่ายเพิ่ม 

อพาร์ตเมนต์ส่วนใหญ่จะมีสระว่ายน้ำ, ยิม ให้ได้ใช้

บางบ้านอาจจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์ให้ ต้องขนเข้าไปเพิ่ม ซึ่งไม่สะดวก


 

2. ค่าเช่าประมาณเท่าไหร่?

 

ค่าเช่านี่จะแตกต่างกันออกไปตามรัฐ ย่านที่อยู่ และรูปแบบที่พักค่ะ ถูกที่สุดก็ประมาณ 600$ (สำหรับ 1 ห้องนอนในอพาร์ทเมนต์ตามชานเมือง) และอาจขึ้นไปได้สูงถึง 3,000$ (สำหรับ 1 ห้องนอนในอพาร์ทเมนต์ที่ Boston) ต่อเดือน

 

ถ้าแยกไปอยู่นอกมหาวิทยาลัยอาจจะถูกกว่าหน่อย โดยเฉลี่ยแล้วค่าเช่าจะอยู่ที่ราวๆ 450$ ต่อเดือนสำหรับห้องแชร์ค่ะ

สำหรับค่าเช่าสำหรับ 4 ปีในมหาวิทยาลัย จะตกอยู่ที่ 9,800$ต่อปี สำหรับมหาวิทยาลัยเปิดและ 11,100$ สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชนค่ะ
 

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในแต่ละเดือน

  • ค่าไฟ ราวๆ 50$ - 100$ ขึ้นอยู่กับขนาดของหอพัก 

  • ระบบทำความร้อน (heating) ราวๆ 50$ - 100$ ถ้าระบบรักษาความร้อน (heating) เป็นระบบไฟฟ้า ค่าไฟตรงนี้อาจจะขึ้นไปถึง 150$ ค่ะ

  • ค่าอินเตอร์เน็ต 45$ - 50$ 

  • ค่าโทรศัพท์ 50$ 

  • ค่าน้ำ ทั้งอุปโภคและบริโภค รวมถึงค่าเก็บขยะต่างๆ ส่วนใหญ่แลนด์ลอร์ดจะเป็นคนจ่าย แต่ถ้าเราต้องจ่ายเอง จะอยู่ที่ 50$ -75$ ต่อ 3 เดือนค่ะ
     

 

3. เริ่มหาที่พักยังไงดี?
 

  • ขอแนะนำให้คุยกับ student advisor / liaison officer ในมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาของเราก่อน เพราะทีมงานเหล่านี้เค้าจะเชี่ยวชาญด้านการหาที่พัก บางทีก็สามารถช่วยเราจองหรือจัดการเอกสารให้เราด้วย คุยกับเจ้าถิ่นก่อนคือดีที่สุดค่ะ ถามเค้าให้ละเอียด ย่านไหนดี ย่านไหนไม่เวิร์ค ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ฯลฯ เค้าช่วยได้ค่ะ

 

  • แต่ถ้าเราอยากลองหาที่พักด้วยตัวเอง ขอแนะนำตามนี้ค่ะ 

    • คุยกับรุ่นพี่หรือผู้มีประสบการณ์, คนท้องถิ่นก่อน ให้เค้าช่วยแนะนำภาพรวมให้

    • เลือก location ที่อยากอยู่

      • ค้นหาข้อมูลเยอะๆ ว่าจะเอาที่พักย่านไหน ปลอดภัยไหม (อันนี้ให้ดาวสิบดวง สำคัญมาก) ต้องเดินทางยังไง มีร้านอะไรอยู่ใกล้ๆ บ้างไหม มีป้ายรถเมล์ไหม เอาให้ละเอียดค่ะ

    • ดูงบ แล้วเลือกหอพักตามนั้น

      • จะเอาแบบแชร์กี่คนดี ถ้างบเยอะหน่อยก็ลองหาห้องเดี่ยวไปเลยค่ะ

    • เว็บที่เค้าใช้กันบ่อยๆ ก็เช่น Cragslist, Trulia, Uloop และ Zillow 
       

4. แถบไหนดี แถบไหนที่ต้องเซย์โน 

  • ข้อนี้กว้างมาก เพราะอเมริกานี่กว้างใหญ่ไพศาล ในแต่ละรัฐก็จะมีย่านที่ดีและไม่น่าอยู่แตกต่างกัน ซึ่งเรื่องนี้คนที่รู้ดีจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก student advisor/liaison officer ถามเค้ารัวๆ เลยค่ะ

  • นอกจากเรื่อง location แล้ว เราก็ต้องระวังตัวด้วยนะคะ ต่อให้อยู่ในหอนักศึกษาที่ดูแล้วน่าจะปลอดภัยแล้ว ก็ควรเลี่ยงการเดินคนเดียวตอนดึกๆ, ดื่มจนเมาแบบจำความไม่ได้, ไปห้องคนที่เพิ่งรู้จักกัน ฯลฯ สมัยนี้ต่อให้หน้าตาดีก็เป็นคนร้ายได้เนอะ

 

5. จะเช่าหอพัก ต้องรู้อะไรบ้าง?


 

  • เงินมัดจำ: ส่วนใหญ่เราต้องวางมัดจำประมาณ 1 เดือนล่วงหน้า (บางที่ก็ 6 สัปดาห์ล่วงหน้า) ซึ่งเงินมัดจำตรงนี้เราจะได้คืนตอนย้ายออกค่ะ และมีข้อแม้ว่าข้าวของในที่พักต้องอยู่ในสภาพดีเหมือนตอนย้ายเข้า ไม่พังหรือเสียหายนะ

  • สัญญาเช่า: ควรเป็นแบบ 1 ปี (อย่าลืมดูด้วยว่าถ้าเราอยากขอย้ายออกก่อน 1 ปี ต้องจ่ายอะไรยังไงบ้าง เผื่อหอพักไม่เวิร์ค เราจะได้มีแพลนในหัวว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่ค่ะ)

  • ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม: ถามเค้าว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มบ้าง ส่วนใหญ่ก็ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต (ถ้าอยู่หอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่ายพวกนี้จะรวมอยู่แล้วในค่าเช่ารายเดือนค่ะ)

  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ: นอกเหนือจากนั้นแล้ว มีชาร์จอะไรเพิ่มอีกไหม เช่น ค่าที่จอดรถ, ค่าซักผ้า, ค่าบริการส่งของ/รับของ

  • เฟอร์นิเจอร์: ควรหาที่พักที่มีเฟอร์นิเจอร์ให้เรียบร้อยแล้ว อย่าลืมเช็คด้วยนะคะว่าข้าวของเค้ายังใช้ได้ดีรึเปล่า พวกตู้เย็น ชักโครก ฝักบัว เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ พวกนี้ด้วย

  • ความปลอดภัย: ตรวจเช็คระบบรักษาความปลอดภัย เช่น ล็อคต่างๆ CCTV คีย์การ์ด เค้ามีแบบรัดกุมไหม ใช้ได้ดีรึเปล่า 
     

 

 

Credit: StudyUSAMastersPortal

Study in the USA

ฟรี

คู่มือเรียนต่ออเมริกา

เรื่องอื่นๆที่ไม่ควรพลาดในเล่มเราได้รวบรวมบทความที่สำคัญเกี่ยวกับเรียนต่ออเมริกาเอาไว้ทั้งหมด

ดาวน์โหลด EBOOK