ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : เมื่อมาถึง

อยากหายจากโรคเสพติดน้ำตาล! ทำไงดี?

2749

อยากหายจากโรคเสพติดน้ำตาล! ทำไงดี?

      ถึงแม้ว่าเราจะทำสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่ทานน้ำตาล  แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังคิดถึงน้ำตาลหรือของหวานตลอดเวลา  และเมื่อใดก็ตามที่เราหลุด และเผลอทานน้ำตาล เราก็ได้แต่พูดกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพรุ่งนี้เอาใหม่” 

      ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ วันที่เรางดทานน้ำตาลหรือของหวานก็ไม่มีวันมาถึงเสียที  กว่าจะถึงวันนั้นเราก็อาจจะอ้วนหรือป่วยไปแล้วก็ได้

      แล้วทำไมเราถึงงดกินมันไม่ได้เสียทีนะ?

 

พลังของคำสัญญาไม่ได้ผลอีกต่อไป

      เราได้ตั้งมั่นกับตัวเองว่าจะงดกินน้ำตาล แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลใดเราก็ยังคงกินมันอยู่  ปัญหาก็คือเราไม่ได้เคยทำตามคำสัญญาที่เราเคยให้ไว  จึงส่งผลให้การสัญญาใดๆก็ตามของเราไม่ได้ผลเลยในระยะยาว  ดังนั้นแรงจูงใจที่เราตั้งไว้ต้องมีพลังมากพอที่จะทำให้เราทำตามและงดกินน้ำตาลได้

 

ใครเป็นคนบอกให้เรางดกินน้ำตาล?

 “ฉันจะงดกินน้ำตาลเพราะ...........บอกให้ฉันทำ”  เราเติมคำในช่องว่างว่าอะไร??

       “ครอบครัวของฉันบอกให้ฉันงดกินน้ำตาล เพราะฉันมักจะอารมณ์ขึ้นๆลงๆเสมอ”

       “หนังสือโภชนาการบอกว่าฉันควรจะงดกินน้ำตาลเพราะว่ามันจะทำให้น้ำหนักลดเร็วกว่าวิธีอื่น”

       “หมอบอกว่าฉันควรจะงดกินน้ำตาลเพราะว่าฉันเป็นเบาหวาน และมันอาจจะทำให้ฉันตายได้ถ้าฉันไม่รักษาระดับน้ำตาลให้ดี”

       จะเห็นว่าการงดกินน้ำตาลของเรา มาจากการพูดหรือความต้องการของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็ล้วนทำให้เราเลิกล้มความพยายามได้เร็วกว่าเป็นผลจากความตั้งใจของเราเอง

 

แรงจูงใจต้องมาจากตัวเราเอง

      เพราะแรงขับเคลื่อนที่มาจากตัวเราเอง จะทำให้เราตั้งใจมากกว่าและประสบความสำเร็จได้มากกว่า

      แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีกรณีที่ความตั้งใจของเราไม่ได้ผล  ก็เพราะเรายังไม่ได้ทำให้ตัวเองเห็นผลจากการทำตามแรงจูงใจนั้นๆ  หรือคิดว่าการทำเช่นนั้นจะมีผลหรือส่งผลอะไรหรือต่อใคร  เช่น

      "ฉันจะงดกินน้ำตาลเพราะมันทำให้ฉันอารมณ์ไม่ดีและทำร้ายคนที่ฉันรัก"

      "ฉันจะงดกินน้ำตาลเพราะฉันอยากที่จะอยู่นานกว่านี้ และต้องการจะมีสุขภาพที่ดี เนื่องจากการเป็นเบาหวานจะทำให้ฉันตาย"

 

ขั้นตอนลดน้ำตาลอย่างได้ผล

ขั้นที่ 1 ต้องไม่กินน้ำตาล ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม

      ช่วงแรกเราจะเกิดอาการอยากน้ำตาลอยู่ตลอด  ดังนั้นเราก็ควรจะต้องงดน้ำตาลทุกชนิด ยกเว้นผลไม้, น้ำผึ้ง, หญ้าหวานและเมเปิลไซรัป

      ควรงดอาหารประเภทพาสต้า, ข้าวและขนมปัง เพราะอาหารแป้งพวกนี้จะแปรสภาพกลายเป็นน้ำตาย และทำให้เราเกิดความอยากน้ำตาลเหมือนเดิม  อีกทั้งถ้าเราทานอาหารพวกนี้ในมื้อเที่ยง  มันก็จะทำให้เราง่วงได้มากกว่าปกติ

      นอกจากนี้ควรสร้างให้สภาพแวดล้อมรอบตัวเราสนับสนุนการกระทำของเราด้วย  โดยการเอาอาหารหรืออะไรก็ตามที่เราห้ามกินออกไปจากบ้านให้หมด   หรือถ้าออกไปทานอาหารข้างนอก ก็ควรหลีกเลี่ยงและเข้าร้านอาหารประเภทเพื่อสุขภาพแทน

      แล้วเราพร้อมที่จะขั้นตอนถัดไปเมื่อไหร่? ก็เมื่อใดที่เราเริ่มรู้สึกว่าสามารถควบคุมตัวเองเกี่ยวกับอาหารที่จะทานเข้าไปและควบคุมความอยากน้ำตาลได้แล้ว  เมื่อนั้นเราก็พร้อมที่จะไปยังขั้นตอนถัดไปแล้วละ

 

ขั้นที่ 2 มีความตั้งใจชัดเจน และต้องทำให้ได้

      เราควรจะเขียนเป้าหมายและแนวปฏิบัติของตัวเองออกมาให้ชัดเจนว่าอะไรห้ามกิน อะไรกินได้ และอะไรที่ห้ามทำ  รวมถึงรู้ข้อมูลของสิ่งเหล่านั้น เช่น

  • สิ่งให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น xylitol, aspartame, saccharin, stevia, sucralose
  • ผักและผลไม้ แบบไหนทานได้ หรือผักแบบไหนควรเลี่ยง?

      ซึ่งเมื่อเรามีความตั้งใจและความรู้อย่างชัดเจนเช่นนี้แล้ว ก็จะทำให้ความตั้งใจของเราชัดเจนขึ้น และมีเหตุผลขึ้นว่าทำไมบางสิ่งทานได้ บางสิ่งทานไม่ได้  ถ้าทานแล้วจะมีผลอย่างไรต่อร่างกาย  ซึ่งมันจะเป็นตัวควบคุมการกระทำและความอยากน้ำตาลของเราไปได้โดยปริยาย

      ขออวยพรให้ทุกคนที่คลั่งน้ำตาลจงโชคดีกับความพยายามค่ะ

 

ค้นหาคอร์ส

เลือกประเทศ
โดยระดับการศึกษา*
เกี่ยวกับผู้เขียน

Ratnang จบนิเทศศาสตร์จุฬา สาขาวิทยุโทรทัศน์ และทำงานเป็นนักเขียนFreelance ตอนนี้กำลังทำปริญญาโท Management Strategy อยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ในเวลาว่าง ชอบถ่ายรูปและท่องเที่ยว

MUST READ

เว็บไซต์ช่วยเขียน Essay ภาษาอังกฤษ ฟรีและดีมีอยู่จริง (เหรอ)

เว็บไซต์ช่วยเขียน Essay ภาษาอังกฤษ  ฟรีและดีมีอยู่จริง (เหรอ?) เคยส่ง Essay ที่รู้สึกมั่นใจมากๆ แต่คะแนนออกมาแย่ หรือส่งอันที่เราคิดว่าทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่คะแนนออกมาดีไหมคะ? บางครั้งการตรวจทานเรียงความภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนเอเชียหัวดำๆ อย่างเราก็เป็นเรื่องยาก เพราะนอกจากเราจะเพิ่งปั่นงานเสร็จหลังปวดหัวมาหลายสิบชั่วโมงแล้ว เราอาจจะขาดความแม่นและเป๊ะเรื่องภาษา อืม... ถ้ามีวิธีตรวจสอบ Essay ก่อนจะส่งว่างานของเราดีหรือยัง ก็คงจะดีเนาะ

129782

คู่มือแนะนำการเอาตัวรอดในปีแรกของการเรียนมหาวิทยาลัย

คู่มือแนะนำการเอาตัวรอดในปีแรกของการเรียนมหาวิทยาลัย       คุณอาจจะต้องผ่านการต่อสู้มาอย่างมากมาย ตั้งแต่ การยื่นใบสมัคร ไปจนถึงการสอบสัมภาษณ์ แต่ในที่สุดคุณก็ผ่านพ้นมันมาจนได้ และคุณก็ได้เริ่มการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยสมใจ  แต่แน่นอนว่าการเริ่มต้นชีวิตใหม่นั้น ย่อมมีอะไรที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากังวลใจเสมอ  โดยเฉพาะการกังวลว่าจะต้องทำตัวอย่างไรให้แตกต่างกับสมัยเรียนมัธยม และทำอย่างไรให้ดูเป็นผู้ใหญ่มากที่สุด      

28874

อาจารย์ที่ปรึกษา 5 แบบ ที่อาจเจอ เมื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ

อาจารย์ “ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก” วู้วววว น้องๆ อาจจะดีใจในตอนแรกเมื่อรู้ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของเรานั้นเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงและเป็นผู้เขียนหนังสือเรียนที่เราใช้ แต่อย่าลืมว่าชื่อเสียงของอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้นย่อมมีการประชุมสัมมนาระดับโลกตามมา บางครั้งอาจารย์อาจจะต้องไปให้สัมภาษณ์วารสารวิชาการหรือหนังสือพิมพ์ จนไม่มีเวลาจะมาช่วยดูวิทยานิพนธ์ให้เราเลยก็ได้ กลายเป็นว่าเราเจออาจารย์ในทีวีบ่อยกว่าในออฟฟิศของมหาวิทยาลัยซะอีก เฮ่ออออ

6392

ทำอะไรตอนเรียน ถึงจะได้งานเร็วตอนเรียนจบ

ทำอะไรตอนเรียน ถึงจะได้งานเร็วตอนเรียนจบ ยิ่งคิดเรื่องอาชีพเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะแค่ทำกิจกรรมหรือเข้าสังคมอาจจะยังไม่เพียงพอต่อการหางาน แต่การมีประสบการณ์ทำงานและการฝึกงานจะช่วยให้เราหางานได้ง่ายขึ้น บทความพวก Student guide ทั่วไป อาจจะแนะนำว่าเราต้องหาหอพักอย่างไร ใช้เงินอย่างไร ทำอาหารอะไรเวลาไปอยู่มหาวิทยาลัย หางานพาร์ทไทม์อย่างไร แต่ไม่มีใครบอกให้เรานึกถึง สิ่งที่เราจะทำหลังจากเรียนจบ คำแนะนำนี้เราอาจจะได้ยินมาแล้วเป็นร้อยๆ ครั้ง

5730