ขั้นตอนเรียนต่อ
เกาหลีใต้: การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

"อย่ารีไซเคิลเรียงความขอทุน" เคล็ดลับพิชิตทุนรัฐบาลเกาหลี เรียนฟรี กินอยู่ฟรี

Korea Global Scholarship student interview

        Global Korea Scholarship (GKS) หรือ ทุนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี คือทุนในฝันของ เหม่ยหลิง พิมลวรรณ กมลขันติกุล เพราะเธอติดตามข่าวสารทุนสม่ำเสมอทุกปีตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ซ้ำยังเคยสมัครทุนปริญญาตรีตั้งแต่ม.6 แต่คว้าทุนไม่สำเร็จ หลังจากเรียนจบปริญญาตรี เหม่ยหลิงก็สมัครทุนนี้อีกครั้ง แต่คราวนี้มาพร้อมกับประสบการณ์และความรู้ภาษาเกาหลีที่ทำให้คณะกรรมการปฏิเสธไม่ได้ 

 

    ปัจจุบันเหม่ยหลิงเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยปูซาน เอก Marketing (การตลาด) ด้วยทุน GKS ที่ให้เปล่า 100% ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าเทอม ค่าประกันสุขภาพ และเบี้ยเลี้ยงรายเดือน 

 

    เหม่ยหลิงจบปริญญาตรีที่คณะนิเทศศาสตร์ เอกประชาสัมพันธ์ โทภาษาเกาหลี ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

 

GKS Student interview meil

รายละเอียดทุน

 

    ทุนให้ 100 % เลย วิธีการสมัครจะเป็นการยื่นเอกสาร โดยมี 2 ช่องทาง คือยื่นผ่านทางสถานทูต และยื่นโดยตรงกับทางมหาวิทยาลัยที่เราอยากเข้า 

 

    สำหรับเรายื่นตรงกับทางมหาวิทยาลัย แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ รอบคัดเอกสาร รอบสัมภาษณ์ ตอนนั้นสัมภาษณ์ผ่านทาง Skype โดยครูของคณะที่เราเลือกมาสัมภาษณ์เองเลย ส่วนรอบสุดท้ายคือให้กรรมการจากทาง NIIED (องค์กรที่ให้ทุนเรา) อนุมัติอีกรอบว่าเราจะผ่านไหม  

 

    ตอนที่ยื่นทุนก็ยื่นคะแนนภาษาอังกฤษ TOEIC กับคะแนนภาษาเกาหลี TOPIK ไปด้วย หลายคนชอบถามว่าถ้าไม่มี TOPIK ยื่นได้ไหม ก็ยื่นได้เช่นกัน แต่ควรจะมั่นใจว่ามีโปรไฟล์ด้านอื่นๆ มาเสริมจนสามารถทัดเทียมคนที่ยื่นคะแนนสอบได้ค่ะ หากอยากทราบข้อมูลโดยละเอียด แนะนำให้ลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ studyinkorea.go.kr ดูค่ะ

 

ความยาก-ง่ายของทุน 

 

    คงตอบว่าง่ายจัง ชิวๆ มากไม่ได้ ช่วงเตรียมทุนก็หืดขึ้นคออยู่เหมือนกัน 5555 แนะนำว่าถ้าอยากได้ทุนนี้ให้เตรียมตัวล่วงหน้านานๆ ให้ตั้งเป้าหมายไว้ก่อนปีที่อยากไปเรียนต่อสัก 2-3 ปีเลย เนื่องจากทุนนี้มีเพียงแค่การยื่นเอกสาร ไม่มีข้อสอบของตัวทุนเอง นั่นหมายความว่า ด่านแรกสุดที่เราต้องเจอ ก็คือการพิจารณาผ่านเอกสารที่เรายื่นไปทั้งหมด 

 

    การเตรียมโปรไฟล์ให้พร้อมเป็นการแสดงถึงความตั้งใจและแน่วแน่ว่าเรามีความพร้อมในการเรียนต่อ เรามีคุณสมบัติเพียงพอที่ทางองค์กรเขาจะให้ทุนกับเรา ส่วนตัวเราคิดว่าเกรดและคะแนนสอบทางภาษาเป็นส่วนที่เล็กน้อยมากๆ เพราะหากเขียนลงในเรซูเม่ก็เป็นแค่หนึ่งบรรทัดสั้นๆ ที่แสดงว่าเราตั้งใจสอบได้คะแนนนี้มา แต่การทำกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริมกับคณะที่เราต้องการเรียนต่อและการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่แสดงถึงความสนใจเกี่ยวกับประเทศเกาหลีจะถือเป็นแต้มบวกที่ทำให้เราเป็นต่อคนอื่นๆ ได้มากเลยค่ะ

 

    อย่างเหม่ยหลิงเองจริงๆ วางแผนเอาไว้นานมากเลยกว่าจะเริ่มสมัครทุนนี้ จุดเริ่มต้นมันมาจากตอนที่เปลี่ยนวิชาโทมาเป็นภาษาเกาหลี เหตุผลที่เปลี่ยนวิชาโทเป็นภาษาเกาหลีก็เนื่องจากเราสามารถใช้สิทธินักเรียนโทเกาหลีในการร่วมกิจกรรมต่างๆ ได้มากขึ้น เช่น สมัครแข่งพูดสุนทรพจน์ภาษาเกาหลี สมัครฝึกงานกับทางบริษัทซัมซุง เข้าร่วมสัมมนาการศึกษาภาษาเกาหลีในไทย สมัครเป็นสตาฟช่วยงานกิจกรรมของภาควิชาภาษาเกาหลี เป็นต้น แม้ว่าจะเป็นเพียงงานเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ และความต่อเนื่องในกิจกรรมที่เราทำ นอกจากนั้นแล้วอยากเสริมเป็นทิปให้ว่าการทำงานอาสาสมัครต่างๆ ก็เป็นโปรไฟล์เสริมที่ดีมากๆ เช่นกัน อย่างเราเองก็เคยทำงานเป็นหัวหน้าร่วมฝ่ายประชาสัมพันธ์ในโครงการบริจาคเลือดของมหาวิทยาลัยด้วย 

 

GKS student interview

การเตรียมตัว 

 

    หลังจากที่ได้ทุนก็มีหลายเรื่องที่ต้องเตรียมเพื่อจะส่งเอกสารเพิ่มเติมให้ทางทุนค่ะ เช่น การทำวีซ่า และการส่งตรวจสุขภาพ ส่วนทางมหาวิทยาลัยนั้นจะมีผู้ที่รับผิดชอบนักเรียนทุนของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ติดต่อมา เราก็ต้องคอยเช็คเมล์ให้ดี และหากมีข้อสงสัยอะไรก็ต้องซักถามกับผู้ที่รับผิดชอบเราให้เข้าใจ

 

     นอกจากนั้นเราก็เตรียมตัวฟิตภาษาเกาหลี ตอนนั้นสั่งซื้อหนังสือ Korean Business มาเรียนเองเพิ่มเติมด้วย จริงๆ ก็เพราะช่วงก่อนไปทุนก็ว่าง แล้วก็อยากพัฒนาภาษาก่อนไปด้วย หลังจากนั้นก็เตรียมใจ 55555 ช่วงก่อนมาเกาหลีก็พยายามเก็บเกี่ยวความสุขในการอยู่กับเพื่อนแล้วก็ครอบครัวให้มากที่สุด 

 

ทำไมต้องสาขานี้ มหาวิทยาลัยนี้

 

    เราเรียนเอก Marketing ซึ่งจะเรียนเกี่ยวกับการจัดการธุรกิจต่างๆ จริงๆ ต้องเล่าก่อนว่า สาเหตุที่เราเลือกเรียนด้าานนี้เพราะเราคิดว่าเนื้อหามันค่อนข้างคาบเกี่ยวกับสายวิชาการประชาสัมพันธ์ที่เราเรียนมาตอนปริญญาตรี การประชาสัมพันธ์เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการทำ marketing เราเลยคิดว่าเราอยากเรียนในเชิงธุรกิจให้เห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น และนอกจากนั้น Marketing ยังสามารถปรับใช้ได้กับการทำงานในทุกๆ รูปแบบอีกด้วย 

    

    แต่เป้าหมายของเราในการเรียนต่อด้านนี้ คือ การทำงานเป็นล่ามภาษาเกาหลีที่สามารถประสานงานในสายธุรกิจได้ด้วย เราจึงคิดว่าจำเป็นจะต้องรู้พื้นฐานทางด้านธุรกิจให้กว้างยิ่งขึ้น และในระหว่างที่เรียนก็จะได้ศึกษาภาษาเกาหลีในเชิงธุรกิจ รวมไปถึงบริบทแวดล้อมในการทำธุรกิจของคนเกาหลี เรียนรู้ตลาดผู้บริโภคและอุตสาหกรรมที่นี่ไปด้วย เพื่อให้เอื้อต่อทำงานเป็นผู้เชื่อมต่อระหว่างการทำธุรกิจไทย-เกาหลีนั่นเอง 

 

    สาเหตุที่เราเลือกเรียน Business School ที่มหาวิทยาลัยปูซาน นั่นเป็นเพราะว่าเราได้ศึกษาดูหลักสูตรการเรียนการสอนของที่นี่แล้ว ค่อนข้างจะเป็นการปูพื้นฐานความเข้าใจในเชิงธุรกิจ ไม่ได้เจาะลึกด้านใดด้านหนึ่งไปเลย ซึ่งตรงกับเป้าหมายในการเรียนรู้ของเรา คือการเรียนรู้พื้นฐานด้านการตลาดและการทำธุรกิจ

 

GKS student interview

การเรียนที่เกาหลี VS ที่ไทย

 

    ก่อนอื่นคือระบบการจัดสูตรการเรียนการสอนก็ต่างกันออกไป อาจเป็นเพราะเป็นป.โทแล้วด้วยก็ได้ ในหนึ่งเทอมจะลงได้ไม่เกิน 10 หน่วยกิต และต้องมี 30 หน่วยกิตเพื่อจบการศึกษาที่นี่ โดยรวมหน่วยกิตในการทำปริญญานิพนธ์แล้ว

    ถ้าพูดถึงภาพรวมในห้องเรียนแล้ว ที่นี่ครูค่อนข้างเข้มงวดในการเช็คชื่อเข้าห้องเรียนและการมีส่วนร่วมในคลาสเรียนมากๆ คือครูจะรับไม่ได้กับนักเรียนที่มาสายเกินที่ครูกำหนดไว้ และหากใครทำผิดอะไรก็จะบอกตรงๆ โต้งๆ กลางห้องเรียนเลย อาจจะฟังดูน่ากลัว แต่เราคิดว่าก็เป็นเรื่องที่ดีหากเราได้รับรู้จุดอ่อนของเรา มีครั้งหนึ่งที่เพื่อนทำพรีเซนเทชั่น แต่ว่าตอบคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่ตนนำเสนอไม่ได้ จึงโดนครูติตรงๆ เลยว่าก่อนจะทำพรีเซ้นต์เรื่องอะไรก็ตาม เธอคววรจะเรียนรู้และศึกษาเรื่องนั้นอย่างแจ่มแจ้งแล้วถึงจะนำเสนอได้นะ เนื่องจากนิสัยของคนเกาหลีจะค่อนข้างพูดกันตรงๆ อยู่แล้วจึงถือเป็นเรื่องปกติมากๆ ถ้าครูจะวิจารณ์หากนักเรียนทำได้ไม่ดีพอ แต่สำหรับเราก็ยังไม่เคยเจอแบบนั้นก็ถือว่าโชคดีไป 5555

 

การปรับตัว 

 

    มาช่วงแรกๆ รู้สึกว่าเรื่องสภาพอากาศและการดูแลสุขภาพก็ค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเราเหมือนกันนะคะ เพราะว่าสภาพอากาศต่างจากที่เมืองไทยมากๆ ต้องใส่ใจดูแลสุขภาพเป็นพิเศษเลย ช่วงมาแรกๆ ก็ป่วยหลายรอบ แล้วก็ได้เรียนรู้ว่าร้านยากับโรงพยาบาลรววมถึงคลินิกที่นี่ไม่ได้เปิดให้บริการทุกวัน คือจะเปิดทำการแค่ช่วงวันธรรมดาตามเวลาราชการเท่านั้น ถ้านอกเวลานั้นจะมีเพียงแค่คลินิกพิเศษ ซึ่งจะราคาแพงกว่าหลายเท่าตัว อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องภาษาและวัฒนธรรมของที่นี่ ถึงแม้ว่าเราจะเรียนภาษาเกาหลีมาจนพูดสนทนาได้คล่องระดับหนึ่งแล้ว และเรียนรู้วัฒนธรรมมามากพอประมาณ แต่ถึงยังไงเราก็ไม่ใช่คนประเทศเค้าอยู่ดี บางคนถ้าพูดภาษาแล้วสำเนียงภาษาถิ่นปนมาบ้าง พูดรัวๆ บ้าง พูดไม่ชัดถ้อยชัดคำมากก็เป็นอุปสรรคในการสื่อสารอยู่บ้าง แต่ก็ต้องพยายามคุยถามจนเข้าใจให้ได้ อีกอย่างก็คือเรื่องวัฒนธรรมกับนิสัยของคนที่นี่จะค่อนข้างต่างจากไทยตรงที่ว่าคนที่นี่เวลาทำอะไรจะใจร้อนมากๆ ถ้าเราทำอะไรช้าไม่ทันใจเขาก็จะดูหงุดหงิดซึ่งมันก็มีข้อดีที่ว่าคนที่นี่ทำงานเร็ว งานเดินเร็ว แต่พออยู่ๆ ไปก็มีบ้างที่รู้สึกเหนื่อยกับการต้องใช้ชีวิตอย่างรีบเร่งอยู่ตลอดเวลา

 

KGS student interview

กิจกรรมของมหาลัย 

 

    จริงๆ แล้วสำหรับนักเรียนป.โทและสำหรับคณะของเราไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมานำเสนอให้ทำเยอะขนาดนั้น แต่เนื่องจากว่าเราเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมและรู้จักคนใหม่ๆ เลยชอบเข้าร่วมกิจกรรมของทางโรงเรียนด้วยตัวเอง จากเทอมที่แล้วเราก็ได้เข้าร่วมโครงการ CCAP เป็นโครงการที่สนับสนุนความแตกต่างทางวัฒนธรรโดยโครงการนี้จะรับอาสาสมัครชาวต่างชาติให้ไปสอนคลาสพิเศษเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาติตนเองในโรงเรียนต่างๆ ที่กำหนดไว้

 

    ต่อมาเป็นกิจกรรมสตาฟ We Are One Festival ค่ะ กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนพ.ย.เป็นกิจกรรมสำหรับนักเรียนต่างชาติในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ โดยในงานจะมีการแสดงต่างๆ จากนักเรียนต่างชาติ และมีกิจกรรมร่วมตอบคำถามแลกของรางวัล ในงานนั้นเราก็ทำหน้าที่คอยจัดสถานที่ แจกของที่ระลึก ทำความสะอาด และดูแลความเรียบร้อยของสถานที่

 

    อีกกิจกรรมหนึ่งก็คือการเข้าร่วมชมรมของโรงเรียน ความจริงแล้วทุกๆ ต้นเทอมจะมีการเปิดนิทรรศการโชว์ชมรมคือแต่ละชมรมจะมาตั้งบูทที่หน้าลานกิจกรรมและเปิดรับสมัครสมาชิกชมรม บางชมรม อย่างชมรมเต้นหรือร้องเพลงก็ต้องมีออดิชั่นก่อนการเข้าร่วมชมรมด้วย แต่เราเองเพิ่งจะเข้าร่วมชมรมตอนเลยกลางเทอมไปแล้ว ในตอนนั้นชมรมที่ยังเปิดรับสมาชิกใหม่อยู่เลยมีไม่มาก สุดท้ายก็ได้เข้าร่วมชมรมเทควันโด เพื่อนๆ (จริงๆ คือเป็นน้องๆ เพราะส่วนมากเป็นนักเรียนป.ตรี) น่ารักกันมากๆ กิจกรรมที่ทำในชมรมก็คือจะมีสอนเทควันโดและซ้อมกันทุกวันจันทร์ถึงวันพฤหัสช่วง 18.00-19.00 น. เป็นเวลา 1 ชั่วโมง สมาชิกสามารถเข้าร่วมได้ตามเวลาที่สะดวก ส่วนชุดเครื่องแบบเทควันโด หากใครยังไม่มีของตนเองก็สามารถยืมชุดของทางชมรมได้เลย

 

    สุดท้ายกิจกรรมที่ได้เข้าร่วมไปเมื่อปิดเทอมฤดูหนาวก็คือโปรแกรม tutoring  โดยจะจับคู่เพื่อนชาวเกาหลีกับชาวต่างชาติ แล้วให้เพื่อนคนเกาหลีติวภาษาเกาหลีให้ค่ะ ส่วนตัวเราด้านพื้นฐานภาษาเรารู้หมดแล้ว เลยขอให้เพื่อนติวเตอร์สอนภาษาถิ่นกับคำแสลงให้

 

สิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ 

Do 

1. มีเป้าหมายในการศึกษาชัดเจน 

    เนื่องจากการเรียนต่อต่างประเทศเราต้องใช้ทรัพยากรมากมายในการเรียนต่อ ไม่ว่าจะเป็นเวลา ความทุ่มเทต่างๆ เราจึงควรมีเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมว่าเรามีจุดประสงค์อะไร อยากทำอาชีพอะไรกันแน่ จึงเลือกที่มาเรียนต่อ ในจุดนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการเขียนเรียงความส่งทุนแล้ว ยังเป็นการวางแผนอนาคตในชีวิตของเราอีกด้วย

 

2.  ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับคณะ มหาวิทยาลัย และประเทศที่จะไปเรียนต่ออย่างละเอียด 

    นอกจากการที่ศึกษาเกี่ยวกับประเทศที่เราต้องการไปเรียนต่อ การศึกษาเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและคณะที่จะเรียนต่อก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากแต่ละมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ต่างกัน จึงควรเลือกสิ่งที่คิดว่าตรงกับความต้องการและเป้าหมายของเราให้มากที่สุด

 

3. เตรียมตัวให้พร้อมและศึกษาเงื่อนไขของทุน และจุดประสงค์ของการให้ทุนอย่างละเอียดก่อนช่วงการรับสมัครทุนจะมาถึง 

    เราควรจำไว้ว่าไม่ใช่มีแค่เราคนเดียวที่ต้องการสมัครทุนนี้ มีคนมากมายที่มีความสามารถ เตรียมพร้อมแข่งขันเพื่อสมัครทุนเดียวกับเรา เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะถึงเวลาประกาศรับสมัครทุน อีกทริคหนึ่งที่อยากให้ไว้ก็คือ ทุนแต่ละทุนนั้น ผู้ให้ทุนเขาจะมีจุดประสงค์บางอย่างที่เขาแอบนึกไว้ในใจว่าเขาอยากได้นักเรียนที่มีจุดประสงค์และคุณสมบัติแบบไหนที่เหมาะกับทุนนี้ ไม่ว่าจะเป็นทุนระยะยาวหรือทุนระยะสั้นก็ตาม ให้ลองสังเกตจากนักเรียนที่ได้ทุนในรอบที่ผ่านๆ มา ทุกคนมักจะมีจุดร่วมทางด้านคุณสมบัติหรือความตั้งใจในการสมัครทุนบางอย่าง หากเรารู้แล้วว่าทุนนี้เขาอยากได้คนแบบไหน เราสามารถเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะเป็นคนที่ถูกเลือกได้ 

 

4. ขยันหาข้อมูล ความรู้รอบตัว ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ที่อยากเรียนต่อ

    ข้อนี้เป็นการศึกษาเพื่อประโยชน์แก่ตัวผู้เรียนเอง ก่อนที่เราจะเลือกเรียนต่อทางด้านใดเราควรมีความสนใจต่อศาสตร์นั้นในระดับที่จะสามารถต่อยอดได้สูงขึ้นในภายหลัง การลองค้นหาความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับศาตร์นั้นๆ เป็นอีกหนึ่งในการที่เราได้ลองทดสอบตัวเองด้วยว่าเหมาะกับการเรียนศาสตร์นั้นๆ หรือไม่

 

5. ขยันหาประสบการณ์ที่ส่งเสริมเกี่ยวกับการเรียนต่อ

    การหาประสบการณ์นั้นนอกจากจะได้เป็นการทดลองความชอบของตนเองแล้วยังเป็นการเสริมสร้างโปรไฟล์ที่ดีของเราในการยื่นเรียนต่อ อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ในการเรียนอีกด้วย ดังคำพูดที่ว่า “ประสบการณ์สำคัญกว่าความรู้” แม้ในห้องเรียนเราจะเรียนทฤษฎีเหมือนๆ กัน ใช้หนังสือเล่มเดียวกัน แต่ประสบการณ์จะเป็นสิ่งที่เสริมให้เราแตกต่างจากคนอื่น และเรียนรู้ได้มากกว่า

 

Don’t 

1. จุดประสงค์ในการสมัครทุนไม่ชัดเจน

    หากก็ยังไม่แน่ใจว่ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่ในการสมัครทุนหรือในการเรียนต่อ อาจจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากในการสมัครทุนจะต้องตอบคำถามตัวเองในหลายๆ เรื่องทั้งคณะ มหาวิทยาลัย ประเทศที่จะเรียนต่อ และชีวิตในอนาคตหลังจากเรียนจบ รวมถึงวิชาชีพที่อยากทำ หากไม่มีจุดประสงค์ดังกล่าวอยู่ในใจแล้ว ต่อให้สามารถสมัครทุนจนผ่าน แต่ช่วงระหว่างเรียนจนกว่าจะจบก็อาจจะพบถึงความยากลำบากและความท้อใจมากมายในระหว่างนั้น แต่หากชัดเจนกับสิ่งที่ทำอยู่แล้ว อย่างน้อยก็มีเป้าหมายที่สามารถยึดเอาไว้ได้

 

 2. ใช้เรียงความจากทุนที่เคยส่งไปแล้วมาส่งทุนอีกอัน

    อย่างที่กล่าวไปในข้อที่ควรทำว่า ทุนแต่ละทุนมีจุดประสงค์และคุณสมบัติของผู้รับทุนที่ต้องการต่างกัน ดังนั้นการใช้เรียงความจากทุนเดิมที่เคยส่งไปมาใช้กับอีกทุนนึงจึงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไรนัก 

 

3.  ส่งเอกสารทุนในวันสุดท้ายของช่วงเวลาการรับสมัครทุน

    ความตรงต่อเวลาถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อตนเองอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน การที่เราส่งเอกสารทุนภายในวันสุดท้ายของการรับสมัครนั้นมีความเสี่ยงมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการขนส่งเอกสาร หรือความผิดพลาดทางเอกสารของเราเอง เราควรตรวจสอบให้ละเอียดรอบคอบ ทางที่ดีควรส่งเอกสารทั้งหมดก่อนหมดเวลารับสมัครทุนราว 2-3 วัน

 

4. ใช้ความคิดเห็นของคนอื่นมาเขียนในเรียงความทุนของตนเองมากเกินไป

 การเขียนเรียงความส่งทุนนั้นเป็นการแสดงความเป็นตัวตนของเรา ความมุ่งมั่นตั้งใจ เป้าหมาย แผนการในอนาคตของเรา แน่นอนว่าเราอาจขอคำปรึกษาจากคนอื่น หรือให้คนอื่นๆ ช่วยอ่านเรียงความทุนของเราเพื่อให้เราสามารถปรับปรุงเรียงความของเราให้ดียิ่งขึ้น แต่ระวังอย่าให้คนอื่นมาตัดสินความคิดหรือเป้าหมายของเรามากเกินไปจนเราสูญเสียความเป็นตนเอง

 

    อยากไปเรียนเกาหลีต้องทำยังไง? ตอบทุกข้อสงสัยกับนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีกันเถอะ!

    ชีวิตนักเรียนทุนที่มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติเกาหลี ตอนที่ 1 เคล็ดลับคว้าทุนสาขา Documentary

 

 

MUST READ

การสมัครเรียนต่อที่เกาหลีใต้

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะสมัครเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้อย่างไรดี ลองอ่านบทความแนะนำจากเราถึงวิธีการสมัครเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้   ขั้นตอนการสมัครเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้นั้นง่าย ไม่ยุ่งยาก เพราะ International Office ของแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีหน้าที่คอยช่วยเหลือนักศึกษาอยู่แล้ว ดังนั้นเราควรใช้บริการ International Office ให้คุ้มค่า เกือบทุกมหาวิทยาลัยนั้นจะรับสมัครนักศึกษาต่างชาติโดยตรงผ่านช่องทางการสมัครแบบออนไลน์

14.5K

ชีวิตนักเรียนทุนที่มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติเกาหลี ตอนที่ 1 เคล็ดลับคว้าทุนสาขา Documentary

ย้อนเวลากลับไปสมัยเรียนปริญญาตรี บัว - วัชราภรณ์ รื่นเริง ศึกษาอยู่ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเรียนภาควิชาการสื่อสารมวลชน ซึ่งเน้นเรียนเกี่ยวกับการกระจายเสียง เช่น การกระจายเสียงเบื้องต้น การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ การสื่อข่าวและการเขียนข่าว เป็นวิชาเอก ส่วนวิชาโทนั้นเธอเลือกเรียนสาขาวิชาภาษาเกาหลี ภาควิชาภาษาตะวันออก ที่คณะอักษรศาสตร์    >> แนะนำเรื่องควรรู้เมื่ออยากเรียนต่อเกาหลีใต้  

12.6K