ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

สืบอินเตอร์ จบมหาลัยดังจะได้งานดีจริงหรือ?

share image

    ฮัลโหลลล วันศุกร์อีกแล้ว

    หน้าฝนแล้วอย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ 

 

    มิส หรือ Miss Detective Diva เป็นนักสืบดิจิทัลที่คัดสรรคข้อมูล ย่อยข้อมูลและความคิดเห็นที่น่าสนใจของชาวเน็ต ในประเด็นการเรียนต่อนอก ประเด็นไหนเป็นเผือกร้อน มิสพร้อมลุยค่ะ ส่วนออฟฟิศมิสก็คือ Hotcourses Thailand นี่แหละ!

 

    วันนี้ว่าด้วยเรื่องที่คุยเมื่อไหร่ก็ไม่จบง่ายๆ เป็นประเด็นกันตล๊อดดดด นั่นก็คือเรื่อง Ranking มหาลัยนั่นเอง! ในเมืองไทยนั้นเรามีความเชื่อว่าถ้าเรียนมหาลัยดังๆ นั้นต้องจบมาแล้วได้งานแน่นอน ดังนั้นการเลือกมหาลัยที่ Ranking จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในต่างประเทศเค้ามีแนวคิดแบบนี้มั้ยนะ?

 

    วันนี้มิสจะกระโดดข้ามเซิร์ฟไปสืบชาวเน็ตต่างประเทศกันว่าเค้าคิดยังไงกับเรื่องนี้ค่ะ!

 

    ในกระทู้ To what extent does the university ranking matter? จาก Quora เว็บพันทิปเวอร์ชั่นฝรั่งก็ถามมาตรงๆ เลย โดยมีความเห็นน่าสนใจหลายอันมาก เริ่มจากคุณ Sam Joe ที่บอกว่าจริงๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับคนเรียนนั่นแหละว่าจะมองยังไง เพราะถ้าเป็นคนที่อยากทำงานวิจัยหรือเรียนต่อปริญญาเอก การเลือกมหาลัยจาก Ranking ก็มีความสำคัญไม่น้อยเลย 

 

    แต่เค้าก็บอกว่า มันก็มีกลุ่มย่อยในมหาลัย เช่น กลุ่มมหาลัย Top 10 (เช่น กลุ่มมหาลัยไอวี่ลีกส์) ส่วน Ranking ในนี้ก็ไม่มีผลหรอกหากคุณได้เข้าเรียนในมหาลัยอันดับที่ 1-9 กลุ่มถัดไปคือมหาลัยที่อยู่ในลำดับที่ 50 ซึ่งก็ไม่มีผลเช่นกันถ้าคุณเข้าเรียนในมหาลัยลำดับที่ 25 หรือ 45 มหาลัยกลุ่มอื่นๆ ก็ลดหลั่นกันไป

 

    “นี่หมายความว่ามันไม่ต่างกันมักถ้าคุณเข้าเรียนในมหาลัยในกลุ่มเดียวกัน (เช่นมหาลัยอันดับที่ 10-60) แต่มันจะมีความต่างมากระหว่างมหาลัยอันดับที่ 39 และอันดับที่ 153

 

    ซึ่งความต่างพวกนี้หมายถึง 

    1. ชื่อเสี่ยงของมหาลัยในตลาดแรงงานและด้านวิชาการ

    2. ค่าของเกรด (เช่น ได้เกรด 3.5 ในมหาลัย Top 50 อาจดูดีกว่าได้ 4.0 ในมหาลัย Top 100)

    3. การแข่งขันที่ต่างกัน เช่นผมเข้าเรียนในมหาลัย Top 50 มักจะได้การบ้านมากกว่าญาติที่เข้าเรียนมหาลัย Top 100

 

    แน่นอนว่าก็มีมหาลัยที่มีชื่อเสียงแต่ไม่ได้อยู่ใน Ranking ที่ดีนัก มหาลัยพวกนี้มักจะโฟกัสไปที่สาขาด้านในด้านหนึ่งไปเลย แถมสาขาในแต่ละมหาลัยก็มี Ranking ที่ต่างไปอีก

 

    โดยคุณ Sam สรุปว่า จริงๆ แล้ว Ranking ก็แค่ให้ไอเดียคร่าวๆ ของมหาลัยนั้นๆ เท่านั้น ไม่ได้เป็นมาตรวัดคุณค่าของมหาลัยจริงๆ

 

    ส่วนคุณ Kevin Shen บอกว่า ส่วนใหญ่ Ranking มหาลัยจะมีผลกับสาขากฎหมาย ธุรกิจ ศิลปะศาสตร์ หรือสาขาอื่นๆ ที่ไม่ได้สอนทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมากนัก หรือที่เรียกกันว่า ‘soft subjects’ โดยสาขาพวกนี้จะใช้ personality เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จ

 

    “แต่ Ranking มหาลัยก็ไม่สำคัญเลย หรือสำคัญน้อยมาก เมื่อเป็นสาขาวิศวะ computer science ไอที บัญชี พยาบาล หมอ หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวของการการแพทย์ เพราะนี่เป็นสาขาที่เป็นที่ต้องการในตลาด หรือเรียกว่า Hard subjects

 

    นอกจากนี้ยังมีทักษะอื่นๆ อีกที่ถึงแม้ไม่ได้เรียนจบมหาลัยแต่ก็อาจมีรายได้มากกว่าคนที่เรียนจบปริญญา เช่น ช่างประชา ช่างไฟฟ้า ช่างซ่อมรถ เป็นต้น

 

      คุณ Kevin สรุปว่า การจะขึ้นไปตำแหน่งสูงๆ นั้นมันเกี่ยวกับทักษะ ลักษณะนิสัย และการรู้จักคนที่ใช่ในเวลาที่ใช่มากกว่า มันไม่เกี่ยวกับว่ามหาลัยที่เรียนจะยิ่งใหญ่แค่ไหน 

 

    ส่วนในกระทู้ Is university name important for getting job? นี้ที่ถามว่าชื่อมหาลัยมีผลมั้ยกับการได้งาน คุณ William Beeman บอกว่า ขึ้นอยู่กับบางสถานกาณ์เท่านั้น

 

    “บริษัทใน Wall Street จะจ้างบัณฑิตจาก Harvard กับ Princeton แต่ในหลายๆ บริษัทก็จะจ้างบัณฑิตที่จบจากทุกที่นั่นแหละ เพราะมหาลัย Top 100-200 ก็ไม่ต่างกันมากนัก นายจ้างไม่สนใจ Ranking หรอก

 

    คุณ William ย้ำว่าสิ่งที่สำคัญคือที่สิ่งเรียนและเทรนมากต่างหาก ที่สำคัญกว่าชื่อเสียงมหาลัย 

 

    ในกระทู้ Does university reputation actually matter when you are looking for a job? คุณ Dennis J Frailey บอกคล้ายๆ กันว่า ชื่อเสียงมหาลัยก็สำคัญบางส่วน แต่ไม่มากเท่าที่มหาลัยอยากให้คุณเชื่อหรอก

 

    “สิ่งที่องค์กรจะมองหาจริงๆ ในการจ้างงานก็คือ ทัศนคติ ทักษะและความรู้มากกว่า รวมไปถึงว่างานนั้นเหมาะกับคนคนนั้นหรือไม่

 

    หลังจากฟังเสียงชาวเน็ตแล้ว มิสคิดว่า การจะบอกว่าชื่อเสียงหรือ Ranking มหาลัยไม่มีผลเลยก็ไม่ได้ เพราะในบางสถานการณ์ก็มีผลอยู่ แต่จะบอกว่าเป็นทั้งหมดเลยมั้ย ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ เพราะคนที่ไม่ได้จบ Top U นั้นมีมากกว่าคนจบ Top U แน่นอน และคนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีศักยภาพที่ด้อยกว่าเลย เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อทำงานไปเรื่อยๆ สิ่งที่เขาจะดูคือประสบการณ์ ไม่ใช่มหาลัยจ้ะ

 

    ดังนั้นมิสเห็นด้วยกับการที่บอกว่าควรดูเป็นรายบุคคลไปดีกว่า อย่าไปดูแค่ชื่อเสียงมหาลัยเลย ทุกคนคิดว่าไงคะ คอมเม้นบอกกันหน่อยเน้อ

 

 

MUST READ

article Img

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOEFL ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

406.2K
article Img

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

92.8K
article Img

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

69.3K
article Img

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร >>เตรียมตัวสอบ IELTS Speaking หัวข้อคำถาม >>หลักสูตรด้านภาษาอังกฤษ >>หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบ EFL   (เรียนเป็นภาษาต่างประเทศ)   หลายๆ คนคงทราบว่าการสอบ IELTS นั้นแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่การฟัง อ่าน เขียน และพูด ตามลำดับ โดยมีคะแนนเต็ม 9.0 ซึ่งจะนำคะแนนที่เราได้ในแต่ละ part มาเฉลี่ยกัน บทความนี้จะเจาะลึกที่การเขียน task 2

62.1K