ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOEFL ต่างกันยังไง ควรสอบอะไรดี อัพเดตการสอบปี 2026

เรียนต่อไม่ยากเลย เช็คโฮมเพจที่เราพัฒนาขึ้นใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลสุดปัง

เข้าดู
ขั้นตอนเรียนต่อ

Product of

สนใจข้อมูลเรียนต่อสุดอินไซด์?

ฟังรีวิวคอร์สคณะมหาลัย ทิปส์เรียนต่อ จากนักเรียนตัวจริงเสียงจริง

เข้าดู
cta banner image
ข้อมูลการเรียนต่อต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน - MUST READ

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOEFL ต่างกันยังไง ควรสอบอะไรดี อัพเดตการสอบปี 2026

TOEFL และ IELTS คือการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษนานาชาติที่เป็นมาตรฐานของมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลก การสอบทั้งสองแบบนี้มีจุดที่เหมือนกันหลายประการ

share image

IELTS vs TOEFL ต่างกันยังไง? เลือกสอบอะไรดีสำหรับเรียนต่อต่างประเทศ

 

ใครที่กำลังวางแผนเรียนต่อต่างประเทศ หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยก็คือระหว่าง IELTS และ TOEFL ควรสอบอะไรดี เพราะทั้งสองแบบสามารถใช้ยื่นมหาวิทยาลัยได้ แต่มีความแตกต่างทั้งรูปแบบสอบ ระบบคะแนน และประเทศที่นิยมใช้

 

บทความนี้จะเปรียบเทียบการสอบทั้ง 2 รูปแบบ พร้อมตัดสินใจว่าการสอบแบบไหนเหมาะกับใครบ้าง

 

IELTS vs TOEFL ต่างกันยังไง?

IELTS และ TOEFL เป็นข้อสอบวัดทักษะด้านภาษาอังกฤษสำหรับเรียนต่อต่างประเทศ โดย IELTS มักมีการสอบ speaking กับ examiner ตัวจริง ขณะที่ TOEFL เน้นการสอบผ่านระบบคอมพิวเตอร์และพูดผ่านไมโครโฟน

 

ตารางเปรียบเทียบความต่าง IELTS vs TOEFL


 

หัวข้อ

IELTS

TOEFL

รูปแบบการสอบ

แบบ Paper/Computer

Computer

การสอบพาร์ท Speaking

คุยกับ examiner

พูดผ่านไมค์

การให้คะแนน

Band 0-9

0-120

สำเนียงในข้อสอบการฟัง

มีหลายสำเนียง ตั้งแต่อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกัน และแคนาดา

เน้นสำเนียงอเมริกัน

ระยะเวลาในการสอบ

2 ชั่วโมง 45 นาที 

2 ชั่วโมง 

เหมาะกับคนที่อยากไปเรียนต่อประเทศ

อังกฤษ ออสเตรเลีย

อเมริกา

ค่าธรรมเนียมในการสอบ

8,210 - 9,100 บาท 

ประมาณ 7,380 บาท (215 ดอลลาร์สหรัฐ) 

 

IELTS คืออะไร

IELTS หรือ International English Language Testing System เป็นการสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษไว้สำหรับประเมินว่าเรามีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพียงพอกับการเอาตัวรอดในการเรียนหรือเปล่า การสอบจะวัด 4 ทักษะหลัก คือ Listening (ฟัง), Reading (อ่าน), Writing (เขียน), และ Speaking (พูด)

 

การสอบ IELTS แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ เพื่อการศึกษาต่อ (Academic Modules) และ เพื่อการฝึกอบรม (General Training Modules) โดยจุดประสงค์ของแต่ละประเภทก็ตามชื่อเลย รูปแบบการสอบยังมีอีกสองออปชันให้เลือกคือแบบ คอมพิวเตอร์กับแบบกระดาษ

 

คะแนน IELTS จะมีอยู่ 9 ระดับ ลักษณะคะแนนจะเริ่มจาก 0.0 – 9.0 (มีการนับครึ่งคะแนน 0.5 ด้วย)

 

โดยประเทศที่นิยมใช้ผล IELTS ในการยื่นเรียนต่อก็คือ อังกฤษ สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดาและนิวซีแลนด์ 

 

ผลสอบ IELTS สามารถเก็บได้นาน 2 ปีตั้งแต่วันที่ผลออก 

 

TOEFL คืออะไร?

 

TOEFL หรือ Test of English as a Foreign Language เป็นการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ โดยจะวัดระดับความสามารถในการสื่อสารทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการฟัง (Listening) พูด (Speaking) อ่าน (Reading) และเขียน (Writing) อีกทั้งยังเป็นการวัดระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับมหาวิทยาลัยอีกด้วย โดยข้อสอบจะเน้นการใช้ภาษาอังกฤษด้วย American English หรือภาษาอังกฤษแบบอเมริกันเป็นหลัก 

 

ผลสอบ TOEFL สามารถเก็บได้นาน 2 ปี

 


 

เปรียบเทียบ IELTS กับ TOEFL แต่ละพาร์ทแบบละเอียด 

 

การอ่าน (Reading)

IELTS


มีเวลาให้ทำทั้งหมด 60 นาที ประกอบด้วยบทความ 3 เรื่อง และคำถามรวม 40 ข้อ แต่ละหัวข้อเป็นแนววิชาการที่มาจากหนังสือ งานวิจัย นิตยสารและหนังสือพิมพ์ ส่วนคำถามจะมีหลายรูปแบบ เช่น เติมคำในช่องว่าง, เลือกถูกผิด, จับคู่หัวข้อกับข้อความ, multiple choice เป็นต้น

แนวคำถาม IELTS จะเน้นการตีความทั้งคำถามและคำตอบ คำถามต้อง อ่านดีๆ ว่าเค้าถามอะไร เช่นบางทีไม่ถามตรงๆ ถามความรู้สึกของผู้เขียน ส่วนการหาคำตอบก็ใช่ว่าจะต้องกวาดตาอ่านจนหมด เพราะเราจะต้องหา Keyword หรือเรื่องที่ถามอยู่ตรงบรรทัดไหน จะใช้เวลาในการขบคำตอบนานกว่า เพราะเรามีเวลาที่จำกัด

 

TOEFL


มีเวลาให้ทำทั้งหมด 30 นาที ประกอบด้วยบทความยาวประมาณ 3-5 ย่อหน้า และคำถามทั้งหมด 50 ข้อ โดยลักษณะข้อสอบจะมี 3 ประเภท คือ เติมคำในช่องว่าง (Complete the Words), อ่านบทความสั้นๆ จากสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวัน (Read in Daily Life) เช่น ป้ายประกาศ ข้อความ หรือข้อความให้ข้อมูลสั้นๆ, และอ่านบทความวิชาการ (Read an Academic Passage) ซึ่งเป็นบทความที่อาจเจอในการเรียนมหาวิทยาลัย 

บทความ TOEFL เน้นด้านวิชาการกว่าคือจะเอาบทความที่ตัดมาจากหนังสือเรียน (textbook) ซึ่งเป็นสาระที่ค่อนข้างลึกและเขียนบรรยายเชิงวิชาการ ซึ่งข้อดีก็คือ ถ้าเป็นFiled ที่เรามีความรู้อยู่บ้างก็จะโชคดีไป ข้อเสียคือ บางทีบทความอาจจะตัดมาจาก Textbook เกี่ยวกับชีววิทยา เด็กสายศิลป์ก็หงายไปตามๆกัน แต่เค้าก็พยายามจะเลือกเนื้อหาของบทความให้คละๆเรื่องไป

แนวคำถาม TOEFL จะเน้นที่ comprehension คือ การตีความและความเข้าใจใน paragraph นั้นๆ เช่นย่อหน้านี้ สรุปว่าอย่างไร ( in the first paragraph xxx imply that xxxxคือ หน้าที่เราคืออ่านบทความ และตีความ ใน เนื้อหาตรงนั้น และเอามาตอบคำถาม

หรือโจทย์จะถามความหมายคำศัพท์ก็เป็นคำถามแบบเป๊ะๆ คือ ถ้าคุณรู้ความหมาย คุณก็ทำข้อสอบได้เลย แต่ถ้าไม่รู้ก็อาศัยอ่านประโยคบริบท แล้วก็ประมวลคำตอบได้

ซึ่งทักษะตรงนี้จะได้ใช้มากในระหว่างเรียน เพราะเราต้องอ่านหนังสือเองเยอะมาก ทั้งก่อนเรียน และหลังเรียน ถ้าเรามีทักษะการสรุปที่ดีก็จะทำให้อ่านหนังสือเร็ว และเข้าใจประเด็น ลองคิดดูว่าหนังสือหนาเท่าเต้าหู้ 5 ก้อน เค้าไม่ได้ต้องการให้เราจำให้หมด แต่ต้องการให้เรารู้ทฤษฎีวิธีคิดเพื่อเอาไปถกว่าดีหรือไม่ดี มันเหมาะกับอะไร และจะเอาไปใช้จริงได้ยังไง ตรงนี้ที่นักเรียนไทยตกม้าตายกันมากเพราะระบบการเรียนของเมืองนอกต่างจากบ้านเรายิ่งนัก คือ เถียงอาจารย์ได้เลยแต่ต้องมาพร้อมเหตุผล    

 

 

การฟัง (Listening)

 

IELTS

มีเวลาให้ทำทั้งหมด 30 นาที และคำถามรวม 40 ข้อ โดยจะฟังเทปทั้งหมด 4 เทป

  • เทป 1: สนทนาระหว่างคน 2 ในชีวิตประจำวันหรือสถานการณ์ทั่วไป

  • เทป 2: บทพูดคนเดียวในสถานการณ์ทั่วไป เช่น การบรรยายถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ 

  • เทป 3: บทสนทนากลุ่มที่มีคนมากได้ถึง 4 คน คุยกันในเชิงวิชาการหรือเชิงการอบรม เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยกับนักเรียนกำลังถกเถียงเรื่องการบ้านกัน

  • เทป 4: บทพูดคนเดียวในเชิงวิชาการ เช่น การบรรยายในห้องเรียน

 

การฟังของ IELTS จะต้องตอบคำถามหลายรูปแบบมีทั้งเติมคำ ใส่ข้อมูลแผนภาพ/แผนที่ ซึ่งเราจะต้องฟังและตอบคำถามไปพร้อมๆ กัน ส่วนความยาวของการสอบจะไม่แน่นอน เปลี่ยนไปตามบทสนทนา

IELTS จะได้เห็นโจทย์ก่อน ซึ่งเป็นข้อดีเพราะจะทำให้เราเตรียมหูได้ถูกว่าเรื่องจะเกี่ยวกับอะไร และคำถามที่ต้องตอบคืออะไร แต่ก็อย่าไปยึดติดมากเพราะบางทีก็ยังมีเรื่องของการตีความเข้ามาเกี่ยวด้วย จะมีคำถามที่ถามเกี่ยวกับคำศัพท์ว่าแปลว่าอะไรอยู่หลายข้อ ถ้าหากเรารู้ Vocabulary เยอะก็จะช่วยได้มาก

 

TOEFL

มีเวลาให้ฟังทั้งหมด 29 นาที และคำถามรวม 47 ข้อ ลักษณะข้อสอบจะเป็น

  • ฟังและเลือกคำตอบ

  • ฟังบทสนทนา

  • ฟังประกาศ

  • ฟังการพูดคุยเชิงวิชาการ 

ซึ่งเราจะต้องตอบคำถาม multiple choice ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  

TOEFL เน้นฟังโดยไม่มีคำถามหรือตัวข้อสอบให้เห็นก่อน ซึ่งความท้าทายก็คือการจับใจความ และ โดยหัวข้อจะเป็นเรื่องทั่วไปเช่นชีวิตประจำวันบ้าง บทสนทนาในชีวิตประจำวัน มาตอบโจทย์ซึ่ง ใช้ทักษะการสรุปเนื้อหาเป็นหลัก อันนี้ต้องอาศัยฝึกฟังเยอะๆ

 

  

ข้อควรระวัง

  • อย่าพะวงกับคำถามมากเกินไปจนทำให้ลืมฟังเรื่อง ให้อ่านโจทย์อย่างรวดเร็วให้เข้าใจก็พอ แล้วใช้สมาธิกับการฟังดีกว่า

  • หากเลือกสอบ IELTS แนะนำฝึกเรื่อง คำศัพท์ (Vocabulary) แนะนำให้อ่านเยอะจากสื่อภาษาอังกฤษหลายๆแบบ สื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช้หนังสือเรียนช่วยได้มาก แมกกาซีน ดูหนังก็ปิดซับรอบแรก เปิดซับรอบสอง และอ่านหนังสือพิมพ์ก็ช่วยได้มากและจะพัฒนาได้เร็วกว่า Skill อื่นๆ เพราะหัวข้อในข้อสอบฟังเป็นเรื่องทั่วๆ ไปที่ไม่ได้ซับซ้อน แต่ส่วนใหญ่ติดปัญหาเรื่อง มีเวลาพัฒนาทักษะน้อยไปซะมากกว่า

  • ดูบริบทแล้วพยายามตีความกว้างๆ หาเป็นความหมายในทางบวก หรือลบ แปลว่าน้อยหรือมาก ถึงเวลาเรียนจริงไม่มีใครรู้คำศัพท์ทุกคำหรอกรับรอง จากประสบการณ์พาร์ทฟังเป็นส่วนที่จะเพิ่มคะแนนได้ง่ายที่สุด เพราะคำถามไม่ได้ยาก วิธีการถามก็ไม่ได้ซับซ้อน เช่นเติมคำศัพท์ลงในช่องว่าง

 

การเขียน (Writing) 

IELTS

มีเวลาให้เขียนทั้งหมด 60 นาที มีคำถาม 2 ข้อ 

  • Task 1 จะเป็นคำถามที่มีกราฟ ตาราง ชาร์ต หรือแผนภูมิมาให้ จะต้องเขียนบรรยาย สรุปหรืออธิบายข้อมูลที่เห็น เช่น อธิบายข้อมูล หรือบรรยายขั้นตอนการทำงาน หรืออธิบายเหตุกาณ์ที่เกี่ยวข้อง ใน Task 1 แนะนำให้ใช้เวลาเพียง 20 นาที และต้องเขียนอย่างน้อย 150 คำ

  • Task 2 มีคำถาม/ประโยคมาให้และต้องเขียนเรียงความตอบ แนะนำให้ใช้เวลาทำ 40 นาที และต้องเขียนอย่างน้อย 250 คำ คะแนนของ Task 2 เยอะกว่า 

TOEFL
มีเวลาให้เขียนทั้งหมด 23 นาที มีคำถาม 12 ข้อ ประเภทของคำถามจะเป็น

  • สร้างประโยค (Build a Sentence) ให้เรียงลำดับคำหรือวลีที่ให้มาให้เป็นประโยคที่ถูกต้อง 

  • เขียนอีเมล (Write an Email) เขียนอีเมลแบบวิชาการหรือในสถานการณ์ทั่วไป เช่น ขอให้ทำอะไรสักอย่าง ขอข้อมูลหรือเสนอการแก้ไขปัญหา

  • เขียนบทความ (Write for an Academic Discussion)
     

 

การพูด (Speaking)

 

IELTS
การพูดของ IELTS จะใช้เวลาประมาณ 12 - 14 นาที โดยเราจะต้องพูดกับกรรมการที่เป็นชาวต่างชาติโดยตรง การพูดจะเริ่มด้วยการแนะนำตัว ตอบคำถามจากภาพหรือหัวข้อที่ทางกรรมการกำหนดและจบลงด้วยการอภิปรายหัวข้อที่เป็นที่ถกเถียงกัน

ในการสอบ IELTS speaking เค้าจะแบ่งช่วงการสอบเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่

  • Part 1 - Introduction & Interview จะเป็นการแนะนำตัว ออกแนวคำถามแบบชิลล์ ๆ (4-5 นาที) เหมือนการละลายพฤติกรรม คำถามจะง่าย ๆ เบา ๆ เช่น คำถามเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ครอบครัว ที่ทำงาน/สถานศึกษา เพลงที่ชอบ สภาพอากาศ เรียกว่าคุยสัพเพเหระสุด ๆ 
  • Part 2 - Long Turn - ตอบคำถามแบบยาว มีหัวข้อมาให้ (1-2 นาที) แล้วพอเราได้หัวข้อมา ผู้คุมสอบจะให้เวลาเราคิด เตรียมตัวว่าจะตอบอะไร 1 นาที สามารถจดโน้ตเพื่อเรียบเรียงว่าจะพูดอะไรได้ เมื่อหมดเวลา แล้วก็ตอบแบบบรรยายยาว ๆ ไปเลย เช่น Describe something you own which is very important to you. ให้บรรยายสิ่งที่สำคัญในชีวิตของเรา
  • Part 3 - Discussion ได้พูดคุยกับ Examiner กันไปเลย ส่วนนี้จะเน้นการแสดงความคิดเห็น ให้เหตุผล ฟังและพูดโต้ตอบ ซึ่งหัวข้อก็จะเป็นเรื่องที่เราคุยใน part 2 นี่แหละ แต่จะคุยแบบละเอียดมากขึ้น

 

TOEFL

จะใช้เวลาพูดประมาณ 8 นาที มีคำถาม 11 ข้อ ทั้งหมดทำกับคอมและตอบผ่านไมโครโฟน ลักษณะคำถามมี 2 แบบ คือ

  • Listen and Repeat (7 ข้อ) ฟังประโยคและพูดตามทันทีหลังเสียงเตือน โดยประโยคจะเป็นประโยคที่เกี่ยวกับสถานการณ์ทั่วไป เช่น พาทัวร์สถานที่ ข้อความที่ต้องพูดตามจะยาวและยากขึ้นเรื่อยๆ 

           ประโยคที่ 1-2: 9-11 พยางค์ (ง่าย)

           ประโยคที่ 3-5: 14-16 พยางค์ (กลาง)

           ประโยคที่ 6-7: 19-23 พยางค์ (ยาก)

  • Take an Interview (4 ข้อ) ในหน้าจอจะมีคนสัมภาษณ์ที่จะถามคำถามทั้งหมด 4 คำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทาง การออกกำลังกาย นิสัยการอ่าน การเรียน ฯลฯ คำถามจะให้เราอธิบายมุมมองของเรา หรืออธิบายแง่มุมในชีวิตหรือช่วงเวลาในชีวิตของตัวเอง คำถามจะไม่มีเขียนไว้ ต้องฟังเท่านั้น เมื่อได้ยินคำถามแล้ว ให้ตอบทันที 

 

 

 

 

 

 

 

 

IELTS กับ TOEFL อันไหนง่ายกว่า? 

คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัวเพราะขึ้นอยู่กับความถนัด และสไตล์คำถามที่เข้ากับแต่ละคน 

IELTS อาจง่ายกว่าถ้าชอบเขียนกับมือ ไม่ชอบพิมพ์ เพราะมีตัวเลือกทำแบบกระดาษได้ (Paper-based) และได้สอบกับคนจริงๆ ในพาร์ทการพูด ทำให้อาจรู้สึกมีส่วนร่วมมากกว่า

TOEFL อาจง่ายกว่าถ้าถนัดการสอบกับคอม พิมพ์ภาษาอังกฤษคล่อง เพราะต้องสอบกับคอม 100% 

 

ประเทศไหนนิยม IELTS หรือ TOEFL?

ประเทศที่นิยมใช้ IELTS 

  • อังกฤษ
  • ออสเตรเลีย
  • แคนาดา
  • นิวซีแลนด์
  • และประเทศในยุโรป

 

ประเทศที่นิยมใช้ TOEFL 

  • สหรัฐอเมริกา 

 

แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยในประเทศที่กล่าวมา ส่วนใหญ่เริ่มยอมรับผลการสอบทั้งสองแบบแล้ว ดังนั้นเราจะเลือกสอบอะไรก็ได้

 

ควรเลือกสอบอะไรระหว่าง IELTS กับ TOEFL? 

สอบ IELTS ถ้า

  • จะไปเรียนต่ออังกฤษ ออสเตรเลีย
  • อยากคุยกับคนจริงๆ 
  • ฟังสำเนียงได้หลากหลาย คุ้นกับสำเนียงอังกฤษ

 

สอบ TOEFL ถ้า

  • จะไปเรียนต่ออเมริกา
  • ถนัดสอบกับคอม 100%
  • ถนัดฟังสำเนียงอเมริกัน

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสอบ IELTS และ  TOEFL (FAQ)

 

TOEFL ใช้สมัครอังกฤษได้ไหม?

ได้ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในอังกฤษ 100% ยอมรับผล TOEFL iBT (รวมถึงแบบ Home Edition) แล้ว

 

IELTS ใช้สมัครอเมริกาได้ไหม?

ผลสอบ IELTS Academic ใช้สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอเมริกาได้ ปัจจุบันสถาบันการศึกษาในอเมริกาเกือบทุกแห่งยอมรับผลคะแนน IELTS แล้ว แต่ต้องยอมรับว่า TOEFL ยังคงเป็นข้อสอบมาตรฐานที่นิยมใช้และคุ้นเคยกับระบบของอเมริกามากกว่า

 

คะแนน IELTS และ TOEFL มีอายุกี่ปี?

ทั้งคะแนน IELTS และ TOEFL มีอายุ 2 ปีจากวันสอบ

 

IELTS แพงกว่า TOEFL ไหม?

อ้างอิงข้อมูลล่าสุด (เดือนพฤษภาคม 2026) ค่าสอบ IELTS อยู่ที่ 8,210 - 9,100 บาท ส่วนค่าสอบ TOEFL อยู่ที่ประมาณ 7,380 บาท (215 ดอลลาร์สหรัฐ) ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน

 

ถ้าคะแนนไม่ถึง สอบ IELTS และ TOEFLใหม่ได้ไหม?

ถ้าคะแนน IELTS ไม่ถึงเป้า สามารถเลือกสอบใหม่ได้แค่ทักษะเดียวเท่านั้นผ่านระบบ IELTS One Skill Retake โดยต้องเลือก 1 ทักษะที่ต้องการสอบใหม่จาก 4 ทักษะที่สอบไป (Listening, Reading, Writing, หรือ Speaking) และต้องสมัครสอบใหม่ภายใน 60 วัน นับจากวันที่สอบเต็มรูปแบบครั้งแรก

โดยให้บริการเฉพาะการสอบ IELTS บนคอมพิวเตอร์เท่านั้น (ไม่สามารถใช้กับการสอบบนกระดาษได้) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ส่วน TOEFL นั้น ถ้าคะแนนไม่ถึงเป้าต้องสมัครสอบใหม่ จ่ายค่าสอบเท่าเดิม

 

 

Source: IELTS IDP, IELTS British Council, TOEFL ETS

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สและสถาบัน

MUST READ

article Img

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี! แจกแพลนครบ 12 เดือน อยากเรียนต่อต่างประเทศปีหน้า เริ่มได้เลย

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี เอ๊…ถ้าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศปีหน้า เราควรต้องเตรียมตัวช่วงไหนนะ? ตอนนี้มันจะสายไปมั้ยหรือยังไง? แล้วเดือนไหนควรต้องเตรียมอะไรบ้าง? หลาย ๆ คำถามเหล่านี้อาจเป็นคำถามในใจของใครหลาย ๆ คน ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนเราก็อาจจะหาคำตอบได้ยากหน่อย เพราะข้อมูลมันเยอะมากกกก จนต้องเอามาสรุปกันเองแบบงง ๆ (แอดมินเป็นมาก่อนค่า) แต่ไม่ต้องเครียดค่ะ วันนี้ Hotcourses Thailand ขอเสนอตัว

106.7K
article Img

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

79.7K
article Img

IELTS Writing Task 2 คืออะไร? โครงสร้าง วิธีเขียน และเทคนิคทำคะแนนสูง

IELTS Writing Task 2: เทคนิคเขียน essay ให้ได้คะแนนดี  สำหรับนักศึกษาที่เลือกสอบ IELTS เพื่อยื่นผลคะแนนภาษาอังกฤษ สิ่งที่ต้องเจอก็คือข้อสอบพาร์ทการเขียนที่มี 2 ข้อ โดยข้อ 2 จะเป็นส่วนที่มีคะแนนถึง 2 ใน 3 ของคะแนนทั้งหมดในส่วนนี้ วันนี้ IDP Hotcourses จะพาไปเจาะลึกข้อสอบส่วนนี้ พร้อมให้เทคนิคดีๆ เพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวได้ถูกต้องกัน   IELTS Writing Task 2 คืออะไร IELTS Writing Task 2 คือ ข้อสอบข้อที่ 2

71.3K
article Img

7 มหาลัย ยืนหนึ่งเรื่องเรียนออนไลน์ได้ปริญญา ราคาน่ารักสบายกระเป๋า

ปฏิเสธไม่ได้เลยการเรียนปริญญาออนไลน์กำลังมาแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะโควิด-19 ทำให้หลายๆ คนหันมาสนใจคอร์สเรียนออนไลน์กันมากขึ้น ไหนจะราคาค่าเทอมคอร์สปริญญาออนไลน์ที่เท่ากับนักเรียนต่างชาติจ่ายเท่ากันกับนักเรียนในประเทศเค้าอีก ทำให้ปริญญาออนไลน์น่าสนใจมากขึ้น       วันนี้ Hotcourses Thailand เลยจะนำคอร์สออนไลน์ไม่แพง สบายกระเป๋า (รับรองกระเป๋าไม่แหกเท่าเจ้าอื่นๆ) มาให้ได้รู้จักกัน จะมีที่ไหนกันบ้างไปดูกันเลย   University of the

64K