ขั้นตอนเรียนต่อ
ข้อมูลการเรียนต่อต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน - MUST READ

เปรียบเทียบ IELTS TOEFL สอบอันไหนดี รู้ให้แม่นก่อนเลือกเรียน

TOEFL และ IELTS คือการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษนานาชาติที่เป็นมาตรฐานของมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลก การสอบทั้งสองแบบนี้มีจุดที่เหมือนกันหลายประการ

229146

 

ระบบคะแนน

ระดับคะแนนของ IELTS จะอยู่ระหว่าง 1 ถึง 9 ในทุกทักษะ​(ฟัง พูด อ่าน เขียน) โดยระดับ 1 คือระดับต่ำสุดและระดับ 9 คือระดับสูงสุด หมายความว่าใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับดีมาก ในขณะเดียวกันคะแนน TOEFL จะแบ่งตามทักษะ และนำคะแนนรวมของทุกทักษะมาใช้เป็นคะแนนสุดท้าย ยกตัวอย่างเช่น TOEFL iBT 120 คะแนน จะแบ่งเป็นทักษะละ 30 คะแนน คะแนนรวมของทุกทักษะจะบอกถึงความถนัดทางภาษาของเราว่าได้กี่คะแนน ดูการเปรียบเทียบระบบคะแนนด้านล่าง

 

รูปแบบการสอบ

1. การอ่าน

IELTS
มีหัวข้อให้อ่าน 3-4 หัวข้อบทความ โดยแต่ละส่วนจะมีเวลาให้ตอบคำถาม 20 นาที แต่ละหัวข้อเป็นแนววิชาการและคำถามจะมีหลายรูปแบบมากกว่า (เติมคำในช่องว่าง, เลือกถูกผิด, multiple choice เป็นต้น)

TOEFL
ต้องอ่านบทความที่ยาวประมาณ 3-5 ย่อหน้าสั้นๆ และตอบคำถามแบบ multiple choice ภายใน 20 นาที โดยหัวข้อจะเป็นแนววิชาการ

 

เปรียบเทียบพาร์ท Reading

     1.เวลา VS จำนวนคำถาม

อันนี้เวลารวม 60 นาที เท่ากันทั้ง TOFEL และ IELTS จำนวนจะแบ่งเป็น 3  (ถ้ายาว)– 5 (สั้นๆ) หัวข้อบทความ แต่ส่วนมากคือ 3 และแต่ละบทความจะมี  13-14 ข้อ สำหรับแง่นี้ก็เสมอกันไป

     2.ประเภทแนวบทความ

บทความไอเอล จะหลากหลายกว่า มีทั้งวารสาร งานวิจัย สรุปข่าวสถานการณ์ หนังสือพิมพ์ ซึ่งออกแนวกว้างคือนอกห้องเรียนด้วย แล้วก็รอบตัวกว่า ถ้าเราค่อนข้างรู้รอบๆ ไอเอลก็น่าจะเข้าทางกว่า

บทความโทเฟล เน้นด้านวิชาการกว่าคือจะเอาบทความที่ตัดมาจากหนังสือเรียน (textbook) ซึ่งเป็นสาระที่ค่อนข้างลึกและเขียนบรรยายเชิงวิชาการ ซึ่งข้อดีก็คือ ถ้าเป็นFiled ที่เรามีความรู้อยู่บ้างก็จะโชคดีไป ข้อเสียคือ บางทีบทความอาจจะตัดมาจาก Textbook เกี่ยวกับชีววิทยา เด็กสายศิลป์ก็หงายไปตามๆกัน แต่เค้าก็พยายามจะเลือกเนื้อหาของบทความให้คละๆเรื่องไป

     3. วิธีคำถามและการเฟ้นหาคำตอบ

แนวคำถามโทเฟล เน้นที่ comprehension คือ การตีความและความเข้าใจใน paragraph นั้นๆ เช่นย่อหน้านี้ สรุปว่าอย่างไร ( in the first paragraph xxx imply that xxxxคือ หน้าที่เราคืออ่านบทความ และตีความ ใน เนื้อหาตรงนั้น และเอามาตอบคำถาม

หรือโจทย์จะถามความหมายคำศัพท์ก็เป็นคำถามแบบเป๊ะๆ คือ ถ้าคุณรู้ความหมาย คุณก็ทำข้อสอบได้เลย แต่ถ้าไม่รู้ก็อาศัยอ่านประโยคบริบท แล้วก็ประมวลคำตอบได้

ซึ่งทักษะตรงนี้จะได้ใช้มากในระหว่างเรียน เพราะเราต้องอ่านหนังสือเองเยอะมาก ทั้งก่อนเรียน และหลังเรียน ถ้าเรามีทักษะการสรุปที่ดีก็จะทำให้อ่านหนังสือเร็ว และเข้าใจประเด็น ลองคิดดูว่าหนังสือหนาเท่าเต้าหู้ 5 ก้อน เค้าไม่ได้ต้องการให้เราจำให้หมด แต่ต้องการให้เรารู้ทฤษฎีวิธีคิดเพื่อเอาไปถกว่าดีหรือไม่ดี มันเหมาะกับอะไร และจะเอาไปใช้จริงได้ยังไง ตรงนี้ที่นักเรียนไทยตกม้าตายกันมาหเพราะระบบการเรียนของเมืองนอกต่างจากบ้านเรายิ่งนัก คือ เถียงอาจารย์ได้เลยแต่ต้องมาพร้อมเหตุผล    

ในขณะที่แนวคำถามไอเอล จะเน้นการตีความมากกว่าทั้งคำถามและคำตอบ คำถามต้อง อ่านดีๆว่าเค้าถามอะไร เช่นบางทีไม่ถามตรงๆถามความรู้สึกของผู้เขียน ส่วนการหาคำตอบก็ต้องอ่านวนๆ หลายๆรอบว่า Keyword หรือเรื่องที่ถามอยู่ตรงบรรทัดไหน จะใช้เวลาในการขบคำตอบนานกว่า เพราะเรามีเวลาที่จำกัด

อันนี้ถ้าเรามี Sense เรื่องการเชื่อมโยงหน่อยเหมือนการเล่น puzzle ที่บางทีคำตอบไขว้ไปมาไม่ได้มองเห็นตรงๆก็อาจจะรู้สึกว่าง่ายกว่า

 

2. การฟัง

TOEFL
มีเวลาให้ฟัง 40-60 นาที โดยอาจเป็นบทสนทนาหรือการบรรยาย ซึ่งเราจะต้องตอบคำถาม multiple choice ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

IELTS
การฟังของ IELTS จะต้องตอบคำถามหลายรูปแบบ ซึ่งเราจะต้องฟังและตอบคำถามไปพร้อมๆ กัน ส่วนความยาวของการสอบจะไม่แน่นอน เปลี่ยนไปตามบทสนทนา

เปรียบเทียบพาร์ท listening

  โทเฟล เน้นฟังโดยไม่มีคำถามหรือตัวข้อสอบให้เห็นก่อน ซึ่งความท้าทายก็คือการจับใจความ และ โดยหัวข้อจะเป็นเรื่องทั่วไปเช่นชีวิตประจำวันบ้าง บทสนทนาในชีวิตประจำวัน มาตอบโจทย์ซึ่ง ใช้ทักษะการสรุปเนื้อหาเป็นหลัก อันนี้ต้องอาศัยฝึกฟังเยอะๆ

แต่ไอเอลจะได้เห็นโจทย์ก่อน ซึ่งเป็นข้อดีเพราะจะทำให้เราเตรียมหูได้ถูกว่าเรื่องจะเกี่ยวกับอะไร และคำถามที่ต้องตอบคืออะไร แต่ก็อย่าไปยึดติดมากเพราะบางทีก็ยังมีเรื่องของการตีความเข้ามาเกี่ยวด้วย จะมีคำถามที่ถามเกี่ยวกับคำศัพท์ว่าแปลว่าอะไรอยู่หลายข้อ ถ้าหากเรารู้ Vocabulary เยอะก็จะช่วยได้มาก

Free ukbook    Free book usaFree book Australia

 

 

สิ่งที่ควรระวัง

อย่าพะวงกับคำถามมากเกินไปจนทำให้ลืมฟังเรื่อง ให้อ่านโจทย์อย่างรวดเร็วให้เข้าใจก็พอ แล้วใช้สมาธิกับการฟังดีกว่า

หากเลือกสอบไอเอล แนะนำฝึกเรื่อง คำศัพท์ (Vocabulary) ซึ่งเด็กไทยมักจะมีปัญหาเรื่องการยึดติดกับคำแปล เพราะเรียนศัพท์จากการท่องจำ คำแนะนำคือ ให้อ่านเยอะจากสื่อภาษาอังกฤษหลายๆแบบ สื่ออื่นๆที่ไม่ใช้หนังสือเรียนช่วยได้มาก แมกกาซีนพวก Reader Digest  ดูหนังก็ปิดซับรอบแรก เปิดซับรอบสอง และอ่านหนังสือพิมพ์ก็ช่วยได้มากและจะพัฒนาได้เร็วกว่า Skill อื่นๆ เพราะ หัวข้อในข้อสอบฟังเป็นเรื่องทั่วๆไปที่ไม่ได้ซับซ้อน แต่ส่วนใหญ่ติดปัญหาเรื่อง มีเวลาพัฒนาทักษะน้อยไปซะมากกว่า ซะมากกว่า

หากไม่รู้จริงๆในเวลาสอบให้ ดูบริบทแล้วพยายามตีความกว้างๆ หาเป็นความหมายในทางบวก หรือลบ แปลว่าน้อยหรือมาก ถึงเวลาเรียนจริงไม่มีใครรู้คำศัพท์ทุกคำ หรอกรับรอง จากประสบการณ์พาร์ทฟังเป็นส่วนที่ จะเพิ่มคะแนนได้ง่ายที่สุด เพราะคำถามไม่ได้ยาก วิธีการถามก็ไม่ได้ซับซ้อน เช่นเติมคำศัพท์ลงในช่องว่าง

ถ้าใครที่คิดว่าหูไปไม่ไหวจริงๆ แบบว่าฟังแล้ววืดไปหมก ก็แนะนำโทเฟลเพราะจะเป็นช้อยส์ทั้งหมดก็ใช้วิธีตัดช้อยเอา

*ข้อคิด

การอ่านเฉยๆนั้นไม่รอดนะจ๊ะ ต้องอ่านแล้วลองทำข้อสอบเองดูด้วย เพราะเราอาจจะมีทักษะที่แข็งในด้านหนึ่ง แต่อาจจะอ่อนกว่าในด้านอื่นๆ เวลาไปเจอกับข้อสอบจริง ผลเลยออกไม่เป็นอย่างที่คิด

 

3. การเขียน

TOEFL
การเขียนทั้งหมดจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์ Lesson1 จะระบุให้เราเขียนเรียงความประมาณ 5 ย่อหน้า ยาว 300 - 350 คำ ในส่วนที่สองเราจะต้องอ่านบทความและฟังการบรรยายในหัวข้อที่กำหนด จากนั้นค่อยเขียนเรียงความยาว 150 - 225 คำ ตามโจทย์ที่กำหนด

IELTS
การเขียน Part 1 จะให้เราเขียนอธิบายข้อมูลที่เห็น ซึ่งอาจเป็นตาราง กราฟ หรือแผนภาพต่างๆ โดยในส่วนนี้จะให้เขียน 200 - 250 คำ ในส่วนที่ 2 จะต้องเขียนเรียงความแสดงความคิดเห็นต่อหัวขอที่เป็นที่ถกเถียงกัน ยาวประมาณ 300 คำขึ้นไป 

>>> IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร <<<

 

4. การพูด

TOEFL
เราจะต้องตอบคำถามกับคอมพิวเตอร์โดยมีเวลาประมาณ 45 - 60 วินาที ซึ่งจะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับบทสนทนาหรือคำบรรยายสั้นๆ 6 คำถาม ใช้เวลา 20 นาที

IELTS
การพูดของ IELTS จะใช้เวลาประมาณ 12 - 14 นาที โดยเราจะต้องพูดกับกรรมการที่เป็นชาวต่างชาติโดยตรง การพูดจะเริ่มด้วยการแนะนำตัว ตอบคำถามจากภาพหรือหัวข้อที่ทางกรรมการกำหนดและจบลงด้วยการอภิปรายหัวข้อที่เป็นที่ถกเถียงกัน

>>> เตรียมพร้อมสำหรับการสอบ Speaking Test ของ IELTS <<< 

 

เทียบคะแนน IELTS และ​ TOEFL (เป็นเพียงการอ้างอิงเท่านั้น)

IELTS          TOEFL (paper-based)       TOEFL (internet-based)

4.5               477                                 53

5.0               500                                61

5.5               527                                71

6.0               553                                82

6.5               580                                92

7.0               617                                105

ความนิยมของการสอบ IELTS และ TOEFL 

ตามปรกติแล้วการสอบ IELTS จะเป็นที่นิยมมากกว่าในสหราชอาณาจักรและยุโรป ส่วน TOEFL จะเป็นที่นิยมในสหรัฐอเมริกา แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เริ่มยอมรับผลการสอบทั้งสองแบบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร ดังนั้นเราจะเลือกสอบอะไรก็ได้

เวลาในการสอบ

การสอบ TOEFL จะกินเวลาประมาณ 4.5 ชั่วโมง โดยระบบคอมพิวเตอร์ทำให้เวลามีความแน่นอน ส่วนการสอบ IELTS จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที รวมถึงเวลาที่สอบพูดกับกรรมการด้วย  เราสามารถฝึกทำข้อสอบให้เคยชินได้ที่เว็บไซต์ทางการของ IELTS และ TOEFL ก่อนไปสอบจริง

จะสอบอะไรดีล่ะ? IELTS หรือ TOEFL?

เราแนะนำให้น้องๆ เลือกสอบตามความถนัดของตัวเองดีกว่าค่ะ โดยอาจจะคำนึงถึงหัวข้อต่างๆ ต่อไปนี้ 

  1. การออกเสียงแบบ British หรือ American: ถ้าเราคุ้นเคยกับสำเนียง American อาจจะรู้สึกว่าสำเนียงอังกฤษในการสอบ IELTS ฟังยากกว่านิดหน่อย ถึงจะแตกต่างกันไม่มากแต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนการฟังของเราได้ 
  2. รูปแบบการสอบและการเขียนเรียงความ: สำหรับคำถามแบบ multiple choice ของ TOEFL เราอาจต้องมีการให้เหตุผลและความสามารถในการจินตนาการซักหน่อย ส่วนการสอบ IELTS จะเน้นให้ตอบคำถามแนวเรียงความ เช่นการฟังและเติมคำในช่องว่าง หรือหาคำตอบจากการอ่าน/บทสนทนา ซึ่งเน้นความจำที่ดีและการจดโน้ตในสิ่งที่สำคัญ
  3. การถามคำถาม: ในการสอบ TOEFL จะมีเพียงคำตอบที่ถูกหรือผิด ในขณะที่การสอบ IELTS มีตัวเลือกเช่น “ไม่ได้พูดถึงข้อมูลดังกล่าว” (information was not mentioned) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญหากถูกถามให้อภิปรายหัวข้อในการสอบ
  4. รายละเอียด: ในการสอบ TOEFL หลายๆ คนบอกว่าถึงแม้จะใช้แกรมม่าผิดไปบ้าง แต่ถ้าบทความได้รับการพูดถึงอย่างละเอียดและมีคำศัพท์ที่ถูกต้องก็ยังได้คะแนน แต่ถ้า IELTS จะต้องเป๊ะทุกรายละเอียดทั้งรูปแบบการเขียนและคำศัพท์ด้วย

 

 

>>> การสอบ IELTS คืออะไร <<<
>>> การเตรียมตัวและเทคนิคการสอบ IELTS <<<

>>> การเตรียมตัวและเทคนิคการสอบ TOEFL <<<

 

คำแนะนำเรื่องคอร์สและสถาบัน...

ค้นหาคอร์ส

เลือกประเทศ
ปริญญาโท
เกี่ยวกับผู้เขียน

จิรประภาเป็นศิษย์เก่านิเทศ จุฬาฯ และจบปริญญาโทด้าน Marketing จาก Queen Mary University of London เคยทำงานเป็น Strategic Planner ในเอเจนซี่โฆษณาและสอนในระดับมหาวิทยาลัย ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ใน New York City

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ละก็ อย่าเพิ่งท้อใจนะคะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ การรวบคำให้กระชับ ประโยคแสลง และอีกสารพัดปัจจัยที่ทำให้การฟังยุ่งยาก แต่เรื่องแบบนี้สามารถฝึกฝนกันได้ด้วยเคล็ดลับดีๆ ต่อไปนี้ค่า

296752

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

68017

เตรียมสอบ IELTS ด้วยตนเอง

>>> การสอบ IELTS คืออะไร >>> รู้จักกับ IELTS แบบใหม่ IELTS UKVI สำหรับขอวีซ่าอังกฤษ เริ่มใช้ 2558    ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ในการสอบฟังของ IELTS เราจะได้ยินการสนทนาที่ตัดมาจาก 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยอาจจะเป็นเพื่อนคุยกับเพื่อน อาจารย์คุยกับนักเรียน หรือรายงานข่าวทางวิทยุ ดังนั้นเราควรจะปรับนิสัยการดูข่าวของเรา ดูรายการเกมส์โชว์ หรือฟังเพลงในรายการต่างประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสำเนียงต่างๆ

45448

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร >>เตรียมตัวสอบ IELTS Speaking หัวข้อคำถาม >>หลักสูตรด้านภาษาอังกฤษ >>หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบ EFL   (เรียนเป็นภาษาต่างประเทศ)   หลายๆ คนคงทราบว่าการสอบ IELTS นั้นแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่การฟัง อ่าน เขียน และพูด ตามลำดับ โดยมีคะแนนเต็ม 9.0 ซึ่งจะนำคะแนนที่เราได้ในแต่ละ part มาเฉลี่ยกัน บทความนี้จะเจาะลึกที่การเขียน task 2

40895