วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี
เอ๊…ถ้าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศปีหน้า เราควรต้องเตรียมตัวช่วงไหนนะ? ตอนนี้มันจะสายไปมั้ยหรือยังไง? แล้วเดือนไหนควรต้องเตรียมอะไรบ้าง? หลาย ๆ คำถามเหล่านี้อาจเป็นคำถามในใจของใครหลาย ๆ คน ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนเราก็อาจจะหาคำตอบได้ยากหน่อย เพราะข้อมูลมันเยอะมากกกก จนต้องเอามาสรุปกันเองแบบงง ๆ (แอดมินเป็นมาก่อนค่า) แต่ไม่ต้องเครียดค่ะ วันนี้ Hotcourses Thailand ขอเสนอตัว มาช่วยจัดตารางเวลาให้ทุกคนที่อยากไปเรียนต่อปีหน้าได้เอาไปใช้กันค่ะ มาเตรียมตัวไปด้วยกันเลย
สารบัญ
อยากเรียนต่อต่างประเทศปีหน้า ต้องเตรียมตัวนานแค่ไหน?
ระยะเวลาเตรียมตัวที่เหมาะสมที่สุดจะใช้เวลาประมาณ 12 – 16 เดือน ก่อนวันเปิดเทอม ส่วนเรื่องการรับเข้าของมากวิทยาลัย แต่ละประเทศมีเงื่อนไขการรับนักเรียนต่างกันควรตรวจเช็คให้ดี การวัดระดับที่ใช้มากที่สุดได้แก่ IELTS, TOEFL, GRE และ GMAT ค่ะ นอกจากนี้ก็ยังมีการสอบวัดผลแบบอื่น ๆ ที่บางหลักสูตรเค้าอาจจะขอเพิ่มเติมด้วย
สืบความยาก-ง่ายของการสอบ IELTS TOEFL GRE และ GMAT!
แจกเว็บฝึกทำข้อสอบ TOEFL ของฟรีและดีมีอยู่จริง
อยากเรียนต่ออังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา ควรสมัครเรียนเดือนไหน
ก่อนจะวางแผนเรียนต่อได้ เราต้องดูกันก่อนค่ะว่าประเทศไหนเปิดเรียนเดือนไหนกัน
-
อังกฤษหรือประเทศใน UK: ส่วนใหญ่เปิดภาคเรียนเดือนกันยายน มีบางหลักสูตรที่เปิดเรียนเดือนมกราคม
-
ควรส่งใบสมัครช่วงมกราคม - มิถุนายน
-
-
อเมริกา: เปิดภาคเรียนเดือนสิงหาคมหรือกันยายน (ฤดูใบไม้ร่วงหรือ Fall) หรือเดือนมกราคม (ฤดูใบไม้ผลิ หรือ Spring)
-
ควรส่งใบสมัครช่วงสิงหาคม - ธันวาคม สำหรับภาคเรียน Fall
-
ควรส่งใบสมัครช่วงกรกฎาคม - กันยายน สำหรับภาคเรียน Spring
-
-
ออสเตรเลีย: กุมภาพันธ์หรือกรกฎาคม
-
ควรส่งใบสมัครช่วงสิงหาคม - ตุลาคม สำหรับภาคเรียนที่เปิดเดือนกุมภาพันธ์
-
ควรส่งใบสมัครช่วงมีนาคม - พฤษภาคม สำหรับภาคเรียนที่เปิดเดือนกรกฎาคม
-
-
แคนาดา: ส่วนใหญ่เปิดภาคเรียนเดือนกันยายน (Fall) หรือมกราคม (Winter)
-
ควรส่งใบสมัครเดือนตุลาคม - ธันวาคม
-
ทั้งนี้ทั้งนั้นแต่ละหลักสูตรหรือมหาวิทยาลัยอาจจะมีวันเปิดภาคเรียนที่แตกต่างไปจากนี้ อย่าลืมเช็คข้อมูลจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยหรือถามพี่ ๆ เอเจ้นท์ให้แน่ใจก่อนนะคะ
แจกปฏิทินสำหรับวางแผนไปเรียนต่อป.โทต่างประเทศ - ใครจะไปขอให้มาโหลดจ้า
แจก checklist สวย ๆ น่ารัก ๆ สำหรับคนวางแผนจะไปเรียนต่อต่างประเทศจ้า
ไทม์ไลน์สำหรับวางแผนเรียนต่อภายใน 1 ปี เจาะลึกรายละเอียดในทุกเดือน ช่วงเดือนไหนควรต้องทำอะไร?
เดือนที่ 1 ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน หาข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เราสนใจ
-
หาข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เราสนใจ
-
ควรเลือกหลักสูตรที่เราสนใจไว้ประมาณ 6-10 หลักสูตร
-
ควรเลือกมหาวิทยาลัยที่แตกต่างกัน เผื่อไว้เป็นตัวเลือก เช่น
-
ตัวเลือกที่ 1: หลักสูตรที่ชอบมากที่สุด มหาวิทยาลัยที่ชอบที่สุด
-
ตัวเลือกที่ 2: เลือกหลักสูตรที่ชอบและมหาวิทยาลัยกำหนดคุณสมบัติไว้ไม่สูงมาก
-
ตัวเลือกที่ 3: เลือกหลักสูตรที่ชอบและค่าเทอมไม่แพง
-
-
-
เช็คคุณสมบัติผู้สมัคร (entry requirement) ของแต่ละหลักสูตร
-
ลิสท์ไว้ว่าแต่ละหลักสูตร แต่ละมหาลัย มีข้อกำหนดในการสมัครเข้าเรียนต่อยังไงบ้าง เช่น ต้องได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ ต้องได้ IELTS, TOEFL หรือผลสอบอย่างอื่นเท่าไหร่, ต้องใช้ portfolio หรือไม่
-
-
เช็คว่าต้องสมัครเมื่อไหร่ ถ้ามีทุนการศึกษา จะต้องขอทุนเดือนไหน
เดือนที่ 2 เตรียม CV, เริ่มฝึกเพื่อเตรียมสอบ IELTS/TOEFL/GMAT/GRE
-
เขียน CV
-
ขอ transcript ภาษาอังกฤษ
-
ทำเรื่องขอจดหมายแนะนจากอาจารย์หรือหัวหน้างาน (Recommendation letter)
-
เตรียมตัวสอบ IELTS, TOEFL, GRE, GMAT หรืออื่น ๆ เริ่มท่องศัพท์ อ่านหนังสือ
-
เตรียมตัวสอบ IELTS, TOEFL, GRE, GMAT หรืออื่น ๆ เน้นการท่องศัพท์ ฝึกเขียน ฝึกอ่านและฝึกฟังทุกวัน
เดือนที่ 3 - ฝึกทำข้อสอบ IELTS/TOEFL/GMAT/GRE, จองวันที่สอบและเริ่มเขียน Statement of Purpose
-
ซ้อมทำข้อสอบ IELTS/TOEFL/GMAT/GRE หรืออื่น ๆ โดยจับเวลาและสร้างบรรยากาศให้เหมือนสนามสอบจริง
-
มองหาจุดอ่อนในข้อสอบ เน้นฝึกด้านที่เราไม่ถนัดให้มากขึ้น
-
จองวันที่สอบ
-
อันนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละคนด้วยนะคะ
-
เตรียมข้อมูลสำหรับเขียนเรียงความเพื่อสมัครเรียนต่อ (Statement of Purpose: SOP)
-
เตรียมร่าง cover letter คิดไว้คร่าว ๆ ว่าต้องเขียนอะไรบ้าง
-
รวบรวม portfolio (ถ้าต้องใช้)
เดือนที่ 4 - สอบ IELTS/TOEFL/GMAT/GRE
-
ไปสอบวัดผลภาษาอังกฤษ
-
ถ้ายังได้คะแนนไม่ถึงที่ตั้งใจ
-
อย่าเครียด เพราะเราสามารถสอบใหม่ได้อีก
-
จองวันสอบใหม่ โดยให้เวลาตัวเองเตรียมตัวให้มากขึ้น
-
-
เมื่อเราไปสอบครั้งแรก เราจะพอรู้ความสามารถของตัวเองและจะช่วยให้เราเลือกมหาวิทยาลัยที่เหมาะกับเราได้
-
เดือนที่ 5 สอบใหม่อีกครั้ง (ถ้าอยากได้คะแนนเพิ่มขึ้น), เลือกหลักสูตรที่เราสนใจให้เหลือ 5-7 หลักสูตรและเริ่มเตรียมเอกสารขอทุน (ถ้าจะขอ), ส่งใบสมัครและเตรียมเอกสารสำหรับขอวีซ่า
-
เมื่อได้คะแนนที่ต้องการแล้ว เราจะสามารถตัดตัวเลือกมหาวิทยาลัยลงไปได้ เช่น ถ้าได้คะแนน IELTS น้อยกว่า 6.5 เราอาจจะเลือกมหาวิทยาลัยที่ขอผลสอบภาษาอังกฤษไม่สูงมาก หรือเลือกมหาวิทยาลัยที่มี pre-sessional course หรือ pathway course
-
สำหรับคนที่อยากขอทุน ให้เริ่มวางแผนช่วงนี้ได้เลยค่ะ
-
ข้อสำคัญคือทุนการศึกษาบางทุนจะปิดรับสมัคร 8-12 เดือนก่อนเปิดเทอม อย่าลืมสมัครให้ทันนะคะ
-
-
เตรียมเอกสารสำหรับสมัครเรียนให้ครบถ้วน เช่น resume, เรียงความ, จดหมายแนะนำ, หลักฐานการศึกษา, หลักฐานการเงิน, ปริญญาบัตร ฯลฯ จากนั้นก็ส่งใบสมัครได้เลย
-
แต่ละมหาวิทยาลัย แต่ละประเทศจะมีกำหนดการรับสมัครที่แตกต่างกัน เช็คดี ๆ นะคะ
-
-
สำหรับคนอยากเรียนต่อแคนาดา ช่วงเดือนพฤษภาคมอาจจะต้องขอวีซ่าแล้วนะคะ
เดือนที่ 6 ส่งใบสมัคร, รับผลหรือสัมภาษณ์กับมหาวิทยาลัยและยื่นขอวีซ่านักเรียน
-
หลังจากส่งใบสมัครแล้ว ช่วงนี้มหาวิทยาลัยในบางประเทศจะส่งผลให้ผู้สมัครทราบว่าได้ offer หรือ reject เช่น อังกฤษจะบอกผลช่วงเดือนสิงหาคม ถ้าสมัครไปในช่วงมิถุนายน และ มหาวิทยาลัยในอเมริกาจะเริ่มนัดสัมภาษณ์
-
เมื่อรู้ผลแล้ว และตัดสินใจได้แล้ว ให้รีบตอบกลับมหาวิทยาลัยให้เร็วที่สุด
-
เริ่มเตรียมขอวีซ่าทันทีที่ตัดสินใจเลือกที่เรียนและตอบรับ offer
-
การจะขอวีซ่านักเรียนได้นั้นต้องใช้เอกสารตอบรับจากมหาวิทยาลัยด้วย ดังนั้นรอให้ได้จดหมายอย่างเป็นทางการหรือเอกสารที่จำเป็นจากทางมหาวิทยาลัยก่อนแล้วค่อยยื่นขอวีซ่านะคะ
-
เดือนที่ 7 - วางแผนการเดินทางและการใช้ชีวิตในต่างประเทศ
-
เช็คตารางวันปฐมนิเทศและอีเว้นท์ต่าง ๆ ก่อนเริ่มเรียน
-
ดูรายละเอียดการเดินทางและการใช้ชีวิต เช่น จะเดินทางจากสนามบินไปหอพักได้อย่างไร ต้องใช้รถไฟสายไหน
-
วางแผนการใช้ชีวิตในต่างประเทศ เช่น supermarket ใกล้ที่พักอยู่ตรงไหนบ้าง, จะเปิดบัญชีธนาคาร ต้องทำอย่างไรบ้าง
เดือนที่ 8-12 เตรียมตัวบินไปเรียนต่อต่างประเทศ (ขึ้นอยู่กับแผนของแต่ละคน)
-
ขึ้นอยู่กับหลักสูตรและประเทศที่จะไปเรียนต่อ
-
ถ้าต้องไปเรียนหลักสูตรปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษก่อน อาจจะต้องบินไปก่อนหน้านี้
-
เมื่อถึงที่หมายแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องทำอันดับแรก ๆ ได้แก่
-
จัดการเรื่องที่พัก เช็คอิน รับเอกสาร รับกุญแจและทำความเข้าใจกฎต่าง ๆ
-
ซื้อซิมการ์ด (SIM card หรือ eSIM)
-
ลงทะเบียนกับคลีนิค/โรงพยาบาล/หน่วยงานบริการทางการแพทย์
-
แผนข้างบนนี้เป็นแผนคร่าว ๆ นะคะ ถ้าอยากได้แผนแบบละเอียด เอาแบบถูกต้องเป๊ะ และปรับมาให้เหมาะกับเราแล้ว ขอแนะนำให้ปรึกษาพี่ ๆ เอเจ้นท์ที่เชี่ยวชาญด้านการเรียนต่อต่างประเทศอย่างพี่ ๆ จาก IDP Hotcourses Thailand เลยค่ะ ปรึกษาได้ฟรี ช่วยได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มเลือกคอร์สไปจนถึงการหาที่พักกันเลย
ปรึกษาทุกเรื่องเรียนต่อต่างประเทศ ฟรี ทักมาเลยค่ะ จิ้มแบนเนอร์ข้างล่างเลย
ขั้นตอนเตรียมตัวไปเรียนต่อออสเตรเลีย อเมริกา อังกฤษ แบบ step-by-step