ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

อย่าโกหก อย่าเวอร์เมื่อขอทุน : ประสบการณ์พิชิตทุน Erasmus เรียนฟรี 3 ประเทศแถมค่ากินอยู่

erasmus student interview

 

    ถ้าจะบอกว่าความสนใจของจ้อ ฐาปนี ทับหนองฮี ในภูมิภาคยุโรปกลางและกลุ่มประเทศวิแชกราด (Visegrád) เริ่มมาจากการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ณ ประเทศฮังการีเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ไม่ผิดนัก และเมื่อเริ่มทำงานหลังเรียนจบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกภาษาอิตาเลียน ความสนใจด้านความสัมพันธ์และการเมืองระหว่างประเทศก็เกิดขึ้น

 

   2 สิ่งนี้ทำให้จ้อเข้าเลือกเรียนต่อปริญญาโทหลักสูตร Central and East European, Russian and Eurasian Studies (IMCEERES) ซึ่งเป็นหลักสูตรนานาชาติ ที่สังกัดมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ (University of Glasgow) ประเทศสกอตแลนด์ 

 

    ความพิเศษของหลักสูตรนี้ก็คือ เป็นหลักสูตรร่วมกันกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในยุโรป (Joint master degree) ซึ่งเปิดรับทั้งนักศึกษาที่จ่ายค่าเล่าเรียนเอง (Self-funded) และนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากงบประมาณของสหภาพยุโรป หรือที่เรารู้จักกันดีว่าทุน Erasmus+ 

    

    “เข้าไปดูรายชื่อหลักสูตรที่สามารถสมัครทุนอีราสมุสนี้ได้ที่นี่ค่ะ EMJMD Catalogue โดยมาก หลักสูตรในทุนนี้จะเปิดรับสมัครช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงช่วงต้นปี และเปิดเรียนเดือนกันยายน/ตุลาคม น้องๆ ที่รู้ล่วงหน้าก็จะได้เตรียมตัวสมัครสอบภาษา วางแผนชีวิตได้ค่ะ”

 

 

 

ข่าวสารทุน

    เรารู้จักทุนนี้ตั้งแต่สมัยเรียนป.ตรี ปีต้นๆ แล้ว จากการประชาสัมพันธ์ของคณะผู้แทนสหภาพยุโรปในประเทศไทย เขาจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เรื่อยๆ เช่นงานเรียนต่อของ ก.พ. ช่วงเดือนพฤศจิกายน ก็มีพี่ๆ ศิษย์เก่ามาช่วยออกบูธ ให้คำแนะนำตลอด แนะนำให้กดไลค์เพจ European Union in Thailand ไว้เลย

 

อธิบายลักษณะทุน

     หลักๆ แล้ว ก็ต้องส่ง Motivation letter, หลักฐานผลการเรียน, ผลสอบภาษาอังกฤษ และจดหมายรับรองจากอาจารย์หรือผู้บังคับบัญชาเรา บางหลักสูตรอาจจะขอเอกสารเพิ่มเติม เช่น อีกหลักสูตรที่เราสมัคร (ทุนอีราสมุสสมัครได้สูงสุด 3 หลักสูตร) ให้ส่งตัวอย่างงานเขียนวิชาการด้วย   

    หลักสูตรเรา สำหรับผู้รับทุน ไม่มีสัมภาษณ์ค่ะ ส่งแค่ใบสมัครเฉยๆ เลย แต่ได้ยินมาว่าบางหลักสูตรมีการสัมภาษณ์ทางสไกป์ด้วย ก็ต้องศึกษาข้อมูลแต่ละหลักสูตรกันอีกที

    เมื่อยืนยันจนถึงขั้นสุดท้าย (ประมาณเดือนพฤษภาคม) แล้วว่าจะเป็นผู้รับทุนแน่ๆ ทางหลักสูตรก็จะส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้เราเซ็น ทุนนี้ถือว่าใจดีมากๆ เลย เพราะให้เยอะมาก และก็ไม่มีข้อบังคับผูกมัดด้วย เรียนจบแล้วอยากจะอยู่ยุโรปต่อ หรือจะกลับบ้านก็ได้    

    เราจะได้เงินเดือนเดือนละ 1000 ยูโร เป็นระยะเวลา 24 เดือน และก็จะมีค่าเพิ่มเติมบ้าง เช่น ค่าเตรียมตัวก่อนเดินทาง ค่าเดินทางประจำปี ในจำนวนนี้ให้ไปบริหารจัดการเองว่าจะใช้กินเท่าไหร่ ค่าบ้าน/หอพักเท่าไหร่ บางคนประหยัดมากก็เหลือเก็บเลย แต่เรานั้น เหลือก็เอาไปเที่ยว 555

 

คิดว่าการได้ทุนนี้ยากมั้ย? และทำไมตัวเองถึงได้ทุนนี้?

    แต่ละปีอาจจะมีจำนวนทุนการศึกษาไม่เท่ากันในแต่ละหลักสูตร และก็บอกไม่ได้ว่าปีไหนจะมีคนสมัครมากน้อยเท่าไหร่ เพื่อนในหลักสูตรเคยไปแอบถามเลขาหลักสูตรว่าปีเราสมัครกี่คน เขาบอกว่าเยอะมาก หลายร้อยเลย ในขณะที่หลักสูตรให้ทุนการศึกษาได้เพียง 20 คน นับรวมทั้งผู้สมัครจาก program countries (ประเทศสมาชิก EU/สหภาพยุโรป และใน EEA/เขตเศรษฐกิจยุโรป) และ partner countries ซึ่งก็คือประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากประเภทข้างต้นนั่นเอง

 

    ตามข้อบังคับของสหภาพยุโรป จำนวนนักศึกษาที่ได้ทุนในหลักสูตรหนึ่งในปีใดๆ จะต้องไม่เกินสามคนต่อประเทศ เพื่อให้กระจายความหลากหลายได้มากที่สุด เพราะฉะนั้น นอกจากแข่งกับคนทั้งโลกแล้ว ก็ยังแข่งกับคนในประเทศอีกด้วย

 

   เราคิดว่าส่วนหนึ่งเราคงโชคดี เพราะภูมิภาคนี้ยังไม่เป็นที่ศึกษาและสนใจในเมืองไทยนัก ปีที่เราสมัคร อาจจะมีคนไทยสมัครน้อยก็ได้ และเท่าที่ดูรายชื่อศิษย์เก่ามา นักศึกษาจากเอเชียมีจำนวนยังไม่มากนัก ถ้าเทียบโปรไฟล์เรากับเพื่อนหลายคนในหลักสูตรที่มาจากประเทศอื่น เราก็ยังด้อยกว่าเขานัก แม้ว่าจะเคยทำกิจกรรมสมัยเรียนและทำงานประจำที่เกี่ยวข้องภูมิภาคนี้มาบ้างก็ตาม เพื่อนในหลักสูตรมีทั้งคนที่ทำกิจกรรมเยอะมากสมัยเรียน ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ คนที่จบมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกสมัยป.ตรี คนที่พูดได้สามภาษานี่เป็นเรื่องปกติไปเลย มองในแง่หนึ่ง ก็เป็นแรงผลักให้เราพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ

เมืองกลาสโกว์ (Glasgow) ประเทศสกอตแลนด์

 

สาขานี้เรียนอะไรบ้าง ทำไมต้องเรียนที่มหาลัยนี้

      ที่เลือกมาเรียนที่นี่เพราะเขาให้ทุนเยอะที่สุด (ฮา) มีอีกที่ที่มหาวิทยาลัยโบโลญญ่า ประเทศอิตาลี แต่ว่าทุนค่อนข้างจำกัด และบังเอิญได้ทุนนี้ก่อนพอดี ก็เลยตัดสินใจเลือกมาเลย ความจริงแล้วยังมีหลายมหาวิทยาลัยทั้งในอังกฤษ อเมริกา และยุโรปภาคพื้นทวีปที่มีการเรียนการสอนด้านนี้

     

     หลักสูตรที่เราเรียน เป็นวิชาด้านสังคมศาสตร์ ศึกษาประวัติศาสตร์และกระแสความเป็นไป ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก รัสเซีย คอเคซัส และเอเชียกลาง อาจเรียกได้ว่าเราศึกษาประเทศและอนุภูมิภาคใน Eastern bloc ที่เคยเป็นพันธมิตร หรือถูกปกครองโดยสหภาพโซเวียต นิยามของยุโรปตะวันออกนั้นไม่แน่นอน ตามความเข้าใจคนไทยทั่วไปยังมองว่าอะไรที่พ้นไปจากเยอรมนีไปทางตะวันออกทั้งหมดคือยุโรปตะวันออกหมดเลย ซึ่งตามนิยามที่หลักสูตรเราใช้ เราจะศึกษาและจัดหมวดหมู่ประเทศดังต่อไปนี้

    

 

    1. Baltic region - territories of contemporary Estonia, Latvia, Lithuania 

    2. Central Europe - territories of contemporary Poland, Czechia, Hungary, Slovakia, Romania, Moldova, Slovenia, Croatia, Bosnia and Herzegovina

    3. Balkan region - territories of contemporary Serbia, Macedonia, Montenegro, Kosovo, Bulgaria

    4. Eastern Europe - territories of contemporary Ukraine and Belarus

    5. Russia - territories of contemporary Russia with some overlap of Ukraine and Belarus

    6. Caucasus - territories of contemporary Georgia, Armenia, Azerbaijan

    7. Central Asia - territories of contemporary Kazakhstan, Uzbekistan, Turkmenistan, Kyrgyzstan, Tajikistan

    

    กลุ่มประเทศที่จัดนี้ดูจากภูมิหลังประวัติศาสตร์ร่วม และทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มประเทศยุโรปกลางบางประเทศมีการรวมตัวเป็นกลุ่มประเทศวิแชกราด (Visegrád) เมื่อปี ค.ศ. 1991 ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ประกอบด้วยเช็ก โปแลนด์ ฮังการี สโลวาเกีย เขาพยายามโปรโมทภาพลักษณ์ความเป็นยุโรปกลาง ที่มีนัยยะว่าพัฒนากว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคยุโรปตะวันออก เวลาไปเรียกเขาว่ายุโรปตะวันออกเขาก็จะเคืองๆ หน่อย

 

  บางสำนักก็จะรวมเยอรมนีตะวันออก (สมัยสงครามเย็น) และออสเตรียด้วยเวลาพูดถึงบริบทของยุโรปกลาง แต่ของเราไม่ได้รวมอะ ความลำบากหนึ่งตอนเรียนคือเราเรียนอักษรฯ มาก่อน ในเทอมแรก พอมาเจอเพื่อนคนอื่นๆ ที่เรียนรัฐศาสตร์มา พูดถึงทฤษฎีต่างๆ ในหรือระเบียบวิจัยที่ต่างกันจากสายมนุษยศาสตร์ ก็จะงงมาก แต่ก็พอจะอ่านหนังสือตามคนอื่นได้บ้าง จบเทอมก็พอถูไถไปได้บ้าง 

    ทุกคนจะต้องเรียนทั้งภาพรวมและมีสาขาเฉพาะทางของตนเองตามความถนัดและ/หรือสนใจ เพราะจะเป็นตัวแปรหลักที่ส่งผลว่าปีสองจะไปไหน และจะทำธีสิสเกี่ยวกับอะไร   

     ตัวอย่างเลคเชอร์ที่สรุปก่อนสอบ comprehensive เทอมแรก (อาจจะมีข้อผิดพลาดบ้าง)

 

       ขอยกตัวอย่างวิชาเรียนที่เปิดสอน เช่น ที่เอสโตเนียมีวิชา Contemporary Economic and Social History, Foreign Policy Analysis, Politics of History and Memory (วิชานี้ฮิตมาก), Sovereignty and Global Order, Comparative Ethnopolitics, Conflict Management and Resolution

      ที่กลาสโกว์ มีวิชา Geopolitics of Central Europe (วิชานี้วิชาโปรดเราเลย), Media & Democratization in Central and Eastern Europe and the Former Soviet Union, De Facto States in the Post-soviet Space, Russian Foreign Policy 

    

    ที่คราคูฟ มีวิชา Citizenship, Migration & Multiculturalism in Europe, Anthropology of Heritage and Memory in Europe, European Civilization ที่นี่จะเน้นวิชาด้านยุโรป/eu มากๆ แต่วิชาที่ชอบที่สุดคือวิชา Museums of Kraków ได้ไปพิพิธภัณฑ์เยอะมากๆ แล้วก็เขียนรีวิว วิเคราะห์คอลเลกชั่นจัดแสดง สนุกมาก

    

    จุดเด่นที่ทางหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์พยายามประชาสัมพันธ์ คือนักศึกษาจะต้องได้เรียนภาษาราชการในภูมิภาคนี้ด้วย แต่ตอนนี้ที่มีสอนในปีแรกทั้งที่เอสโตเนียและสกอตแลนด์คือ โปลิช ฮังกาเรียน และรัสเซีย เราพูดภาษาฮังกาเรียนได้อยู่แล้ว ยังไม่พร้อมเรียนภาษารัสเซีย และตั้งใจว่าจะเลือกไปโปแลนด์ ก็เลยเลือกภาษาโปลิชไป (ไม่น่าเลย ฮือๆ ยากมากก)

    

    เราเลือกเรียนสาขานี้เพราะว่าสนใจภูมิภาคนี้ อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ประเทศไทย/อาเซียน กับภูมิภาคนี้ และคิดว่าประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาความสัมพันธ์ ทำความรู้จักภูมิภาคนี้อีกมาก หลายคนยังเข้าใจและตีขลุมว่าทั้งหมดคือยุโรปตะวันออก ยังด้อยพัฒนา ยังเป็นคอมมิวนิสต์อยู่ แต่มันก็แบ่งย่อยไปได้อีก มีทั้งความเหมือนและความต่าง เราเรียนรู้จากเขาได้ เช่น ความตื่นตัวทางการเมือง ประชาสังคม (civic society) ภาคประชาชนหลายประเทศเขาเข้มแข็งมาก มีการประท้วงเรียกร้องกันตลอดเวลา นักเรียนนักศึกษาเขามีบทบาทในการแสดงออกทางการเมือง ก็ควรศึกษาว่าเขาทำยังไง เขาต่างกับเรายังไง มีอะไรที่เราทำได้บ้าง หรืออย่างเอสโตเนียที่กำลังนำประเทศไปสู่สังคมดิจิตอลเต็มตัว เขาทำได้อย่างไร เราเคยไปฟังผู้แทนจากกกต. เอสโตเนียมาบรรยายเรื่องระบบเลือกตั้งออนไลน์ เขากล่าวไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า โมเดลแบบที่เอสโตเนียทำมันเวิร์คเพราะเป็นเอสโตเนีย เช่น จำนวนคนน้อย ประเทศขนาดเล็ก มีทรัพยากรพร้อม แต่ถ้าใครจะเอาไปใช้ที่อื่น ก็ต้องศึกษาและปรับให้เข้ากับบริบทประเทศนั้นๆ ก่อน จะก๊อปไปใช้โต้งๆ เลยไม่ได้ ประเทศเขาเองก็ลองผิดลองถูกมาเยอะกว่าจะมาถึงจุดนี้

    

    ในด้านเศรษฐกิจ เราก็ยังมีโอกาสในการลงทุนและทำการค้ากับเขามาก เช่นฮังการีและโปแลนด์มีทิศทางการดำเนินนโยบายการต่างประเทศมาทางตะวันออกมากขึ้น เราจะรู้จักเขาได้มากขึ้นยังไง เราจะไปลงทุนอะไรหรือขายอะไรให้เขาได้บ้าง และจะชวนเขามาลงทุนอะไรในประเทศได้บ้าง (ในวันที่ประเทศเราเป็นที่ยอมรับของนานาชาติแล้ว)

    

    ด้านวัฒนธรรม ถ้ายกตัวอย่างชัดๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยว ปัจจุบันคนไทยเริ่มสนใจภูมิภาคยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก และคอเคซัสใต้มากขึ้น (การที่จอร์เจียเปิดวีซ่าฟรีให้หลายประเทศนี่ก็มองได้ว่าเป็นความพยายามจะลดการพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวรัสเซีย) เราก็หวังว่าพอคนไทยได้ไปเที่ยวแล้วจะเกิดแรงบันดาลใจ ฉุกคิด ความสนใจอะไรเล็กๆ น้อยๆ ในประเทศเหล่านี้บ้าง กลับมาเป็นของฝากพร้อมกันกับภาพสวยๆ หรือของที่ระลึกน่ารักๆ 

    

    อีกอย่างหนึ่งที่เราตั้งใจจะทำหลังเรียนจบ (เพราะตอนนี้ไม่ว่างเลยยย) คืออยากนำเสนอวรรณกรรมจากภูมิภาคนี้ให้มากขึ้น ปีที่แล้ว Olga Tokarczuk นักเขียนหญิงชาวโปแลนด์ได้รับรางวัลโนเบล รวมถึง Svetlana Alexievich นักเขียนหญิงชาวเบลารุสที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2015 เราก็ดีใจที่เห็นคนเริ่มสนใจภูมิภาคนี้จากจุดนี้ หวังว่าเขาจะเริ่มดูงานเขียนในประเทศอื่นๆ หรือดูต่อไปยังด้านอื่นๆ ของวัฒนธรรม เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ มากขึ้น ถ้าเรื่องภาพยนตร์ก็มีงาน masterpiece หลายชิ้นที่ไปสู่ระดับโลก เช่นภาพยนตร์ฮังกาเรียนเรื่อง Son of Saul (2015) และภาพยนตร์โปลิชเรื่อง Ida (2013) ที่ชนะรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ซึ่งสองเรื่องนี้พูดถึงประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ไว้ชัดเจนและนำไปศึกษาต่อได้เยอะมาก แต่ก็ยังมีภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ แล้วแต่ว่าชอบแบบไหน สนใจอะไร

 

ตัวอย่างการบรรยายเนื้อหาในมหาวิทยาลัย Jagiellonian ประเทศโปแลนด์

 

การเรียนการสอนแต่ละประเทศต่างกันยังไง

     โครงสร้างหลักสูตรคือ ปีหนึ่ง เทอมแรกเรียนที่มหาวิทยาลัยเมืองตาร์ตู (Tartu) ประเทศเอสโตเนีย เทอมสองเรียนที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์ ปีสอง ย้ายไปประเทศตามที่สนใจ มีตัวเลือกคือโปแลนด์ ฮังการี รัสเซีย ยูเครน จอร์เจีย คาซัคสถาน 

    

    เราเลือกมาโปแลนด์ เพราะว่า...จริงๆ อยากไปฮังการีมากกว่า แต่เคยไปอยู่ฮังการีมาแล้ว เลยอยากลองไปที่อื่นบ้าง และเราสนใจภูมิภาคยุโรปกลาง เลยเลือกมาที่นี่ มหาวิทยาลัย Jagiellonian เมืองคราคูฟ (Kraków) ประเทศโปแลนด์

 

    วิธีการเรียนก็ต่างกันเยอะเลย

    เอสโตเนีย - ด้วยความที่เขาพยายามพรีเซนต์ตัวเองว่าเป็นประเทศผู้นำด้าน IT ก็มีระบบ blackboard ที่ยอดเยี่ยม ที่นี่ใช้ moodle บางวิชามีให้ฟังเลคเชอร์ สั่งงาน ทำงานกลุ่ม ทำควิซ ประชุมกลุ่มในนั้นเลย ที่นี่ก็เรียนหนัก มีทั้งวิชาที่สัมมนาและวิชาบรรยาย แต่ไม่ค่อยมีสอบ ส่วนมากจะให้ส่งเปเปอร์เป็นการประเมินผลปลายเทอมมากกว่า แต่มีวิชาหนึ่งคือวิชาสัมมนาปริทัศน์ยุโรปตะวันออกฯ เรียนแบบ comprehensive ทุกสิ่งอย่างในภูมิภาคนี้หมดเลย ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน เวลาเรียนก็จะไปอ่านมาก่อนแล้วมาถกกันในห้อง อาจารย์จะเสริมบ้าง อันนี้สอบปากเปล่า เป็นวิชาสุดโหดรับเทอมแรกเลย

    สกอตแลนด์ - ที่นี่เรียนน้อย ทั้งระยะเวลา (สามเดือน) และเนื้อหา ไม่ค่อยมีการบ้าน งานระหว่างเทอม เขาจะเน้นให้ไปศึกษาเอง ซึ่งทรัพยากรที่นี่ก็พร้อมมากๆ ห้องสมุดมีหนังสือให้อ่านครบครัน มีบริการยืมหนังสือระหว่างห้องสมุด ห้องสมุดมหาวิทยาลัยกลาสโกว์มีชื่อเสียงในเรื่องคลังหนังสือด้านโซเวียตศึกษาเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ และยังมีห้องสมุด แหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศ เช่น ห้องสมุดแห่งชาติที่เอดินบะระ หรือห้องสมุดแห่งชาติที่ลอนดอน วิธีการเรียนก็จะเน้นสัมมนา ทุกคนต้องอ่านหนังสือมาเองก่อนแล้วมาถกประเด็นในห้องเรียน ที่เราชอบคือมหาวิทยาลัยเชิญวิทยากรมาบรรยายบ่อยมากๆ ไปฟังได้ตามสะดวกเลย เราก็ชอบข้ามไปฟังฝั่งมนุษยศาสตร์บ่อยๆ เราชอบการเรียนและชีวิตที่นี่ที่สุด

    โปแลนด์ - ที่นี่เรียนเยอะแบบไม่ค่อยมีเหตุผลอะ บางวิชามีทั้งสัมมนาและบรรยาย (ข้อดีคือโดดบรรยายได้ แหะๆ) การสอบก็มีทั้งส่งเปเปอร์และสอบข้อเขียน งานระหว่างเทอมก็เยอะ ถือว่าหนักหน่วงอยู่พอตัว ค่อนข้าง traditional อยู่มาก ห้องสมุดมหาลัยไม่ค่อยมีหนังสือที่อยากได้ แถมระเบียบก็เยอะยุ่งยากอีก ต้องพึ่งแหล่งออนไลน์เสียมาก

 

กิจกรรมของแต่ละมหาลัยมีอะไรบ้าง

    ทุกมหาลัยก็มีชมรม กิจกรรมนักศึกษาให้เลือกทำ ที่เอสโตเนียกับโปแลนด์จะยากหน่อย เพราะส่วนใหญ่เป็นภาษาท้องถิ่น คณะก็มีทริปทัศนศึกษาบ้าง เช่นที่เอสโตเนีย เราได้ไปรัฐสภาเอสโตเนีย และเมืองทางใต้ของเอสโตเนียที่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง ที่โปแลนด์ก็มีทริปไป Zakopane เมืองตากอากาศบนเทือกเขา Tatra และเมืองตากอากาศริมทะเล Gdánsk  

 

    ทุกเมืองจะมีสมาคม ESN (Erasmus Student Network) สำหรับนักเรียนอีราสมุส ไม่ว่าจะมาแลกเปลี่ยนช่วงปริญญาตรีสั้นๆ หนึ่งหรือสองเทอม มาฝึกงาน หรือนักศึกษาปริญญาโทแบบพวกเรา ก็มีกิจกรรมไปปาร์ตี้ (ไปเมา) มีทริปไปเที่ยว ศึกษาวัฒนธรรมต่างๆ เราก็ได้ไปบ้าง แต่ไม่ค่อยชอบไปปาร์ตี้เท่าไหร่ ชอบไปเที่ยวคนเดียว ไปดูคอนเสิร์ตคนเดียว หรืออยู่บ้านเงียบๆ มากกว่า ซึ่งเราก็ไปเที่ยวคนเดียวหลายที่มาก ตอนอยู่เอสโตเนียก็ไปรัสเซีย ฟินแลนด์ ลัตเวีย โปแลนด์ เช็ก ตอนอยู่สกอตแลนด์ก็ไปไอร์แลนด์ ไปเมืองอื่นๆ ในสหราชอาณาจักร ปิดเทอมหน้าร้อนก็ตะลุยเที่ยวในอิตาลีและภูมิภาคยุโรปกลาง ส่วนพอมาโปแลนด์ก็พยายามเก็บเมืองต่างๆ ในโปแลนด์ และไปเยี่ยมเพื่อนและโฮสต์แฟมิลี่ที่ฮังการีบ้างเป็นครั้งคราว

    

 

     ที่เราประทับใจมากคือ เทอมแรกที่เอสโตเนีย องค์กร International House Tartu จัดคอร์สวัฒนธรรมเอสโตเนียสำหรับชาวต่างชาติ ร่วมมือกับ Estonian National Museum มีเลคเชอร์วัฒนธรรม พาไปเข้าพิพิธภัณฑ์และสถานที่ต่างๆ อย่างโรงละคร ทัวร์ชมเมือง สวนพฤกษศาสตร์ และทั้งหมดนี้ฟรี! ได้ทั้งความรู้ ความสนุก และได้เพื่อนใหม่ด้วย เพราะปกติเราก็จะเจอแต่เพื่อนที่เรียนด้วยกัน ไม่ได้มีโอกาสพบปะคนหลากหลายเท่าไหร่ ประกอบกับมีวิชาหนึ่งที่เราลงเรียนคือ Insight to Estonian Culture through Films and Museums อาจารย์พาไปพิพิธภัณฑ์หลายที่ ก็มีโอกาสได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองตาร์ตูและวัฒนธรรมเอสโตเนียจากหลายมุม

    

    อีกเรื่องประทับใจในเทอมแรกเช่นกัน เพื่อนในหลักสูตรมีดำริขึ้นมาว่าอยากจัดกิจกรรมฉายหนังจากภูมิภาคนี้ และมีสนทนาหลังฉายจบ ก็จัดกันแบบง่ายๆ ขอจองห้องประชุมในตึกเรียน เช่าแผ่นหนังหรือดาวน์โหลดแบบถูกกฎหมายมา ทุกคนสามารถเสนอชื่อหนังได้ และถ้าได้รับเลือกก็ต้องทำพรีเซนต์เกี่ยวกับหนังมานิดหน่อยเพื่อให้เข้าใจบริบท จัดขึ้นทุกสองสัปดาห์ ใครว่างก็มาได้ เอาขนมมากินกันเอง ดูจบก็สนทนากันนิดหน่อย แล้วก็ไปกินข้าวหรือกินเบียร์ด้วยกันต่อ บางวันอาจารย์เองก็มาแจมด้วย (และตามไปกินเบียร์อีกด้วย!)

    

    เนื่องจากโครงสร้างหลักสูตรที่ทำให้พวกเราต้องอยู่ด้วยกันอย่างน้อยหนึ่งปี ความสัมพันธ์ก็เลยแน่นแฟ้นกันประมาณหนึ่ง จะมีตัวตั้งตัวตี้ หัวตี้ในการจัดกิจกรรม เช่น ปาร์ตี้วันอีสเตอร์ คริสต์มาส มีจับฉลากคริสต์มาส ไปเที่ยวด้วยกันบ้าง นัดเที่ยวผับวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ หรือปาร์ตี้กินข้าวเย็นกินง่ายๆ ที่บ้านก็มี ทุกคนทำอาหารมาแชร์กัน ก็เป็นโอกาสดีในการเข้าสังคม ได้คุยกับเพื่อนๆ ในหลักสูตรบ้าง ที่บางคนอาจจะเรียนคนละวิชาหรือคนละเซค ทำให้ไม่ได้เจอกันบ่อย

 

เมืองกลาสโกว์ (Glasgow) ประเทศสกอตแลนด์ 

  ที่กลาสโกว์ เราก็พยายามไปกิจกรรมชมรมต่างๆ บ้าง เช่น ชมรมฮังกาเรียน เพราะมีน้องที่เคยมาฝึกงานที่ทำงานที่กรุงเทพเข้าเรียนที่กลาสโกว์พอดี น้องชวนให้ไปสมาคมกับคนฮังกาเรียน ก็ได้รื้อฟื้นทักษะภาษาฮังกาเรียนบ้าง ไปร่วมกิจกรรม Central and Eastern European Dance ที่จัดกับชมรมอื่นๆ อย่างชมรมลิธัวเนีย ชมรมยูเครน เป็นต้น, หรือชมรมคนไทยในกลาสโกว์ที่จัดร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกลาสโกว์และมหาวิทยาลัย strathclyde ก็ได้รู้จักเพื่อนๆ น้องๆ ที่เรียนสายธุรกิจอีกมหาลัย และก่อนจะลาจากกลาสโกว์ เราก็มีโอกาสได้นำเสนองานค้นคว้าของเราด้าน migration โดยนำเสนอเรื่อง domestic migration ผ่านวรรณกรรมไทยเรื่องลูกอีสาน เพราะตอนนั้นเรามองว่าไม่ค่อยมีการศึกษาเรื่องการย้ายถิ่นฐานภายในประเทศนัก 

    

    เมืองคราคูฟ (Kraków) ประเทศโปแลนด์

 

    ส่วนที่โปแลนด์ เราก็ไปร่วมกิจกรรมที่เพื่อนๆ จัดบ้าง เช่น ฉายภาพยนตร์ ปาร์ตี้คริสต์มาส แต่ไม่ค่อยได้ไปเท่าไหร่เพราะปีสองเริ่มติดบ้าน อยากนั่งทำงานอ่านหนังสืออยู่บ้านมากกว่า ไม่ค่อยอยากออกไปไหนบ่อยๆ ประกอบกับกิจกรรมที่เอื้อให้นักเรียนต่างชาติเข้าร่วมได้นั้นมีน้อย ทว่าก็ชดเชยกันได้ด้วยการหากิจกรรมอื่นๆ ที่คนอื่นจัด เพราะเมืองคราคูฟเป็นเมืองที่มีคนต่างชาติอยู่เยอะมาก ทั้งมาเรียนและมาทำงาน มีคนจัดกิจกรรมต่างๆ เยอะแยะมากมายตลอดเวลา (แต่ช่วงนี้กลัวไวรัส ก็เลยยิ่งอยู่ติดบ้านเข้าไปอีกก)

 

ต้องปรับตัวยังไงบ้าง

     ตอนแรกเราคิดว่าเราเคยไปแลกเปลี่ยนมาแล้ว และก็ทำงานคลุกคลีกับคนต่างชาติมานาน น่าจะไม่มีปัญหามาก แต่ก็ยังเจอความท้าทายมากมาย เช่น เทอมแรกที่เอสโตเนีย อยู่หอพักนักศึกษา ต้องแชร์แฟลตกับคนอีกห้าคนจากทั่วทุกมุมโลก และมีรูมเมทด้วยหนึ่งคนในห้องนอน ก็ต้องจูนนิสัย ความคิดกันพอประมาณ บางชาติจะมีคอนเซปต์ความสะอาด ความเกรงใจในการใช้เสียงดังและพื้นที่ส่วนรวมยามวิกาลต่างกัน ก็ต้องพูดคุยกันให้มากๆ

 

    ปัญหาอีกอย่างที่อาจจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนคือสภาพอากาศ เอสโตเนียหนาวมาก ช่วงหน้าหนาวมืดไว บ่ายสามสี่โมงเย็นก็มืดแล้ว กว่าจะสว่างก็เก้าโมง บางวันออกไปเรียนคาบเช้าก็ยังมืดอยู่เลย เลิกเรียนยังไม่ทันทำอะไรก็มืดแล้ว คนจะหดหู่กันเยอะ บางคนก็ต้องไปพบจิตแพทย์เลย เราสังเกตตัวเองว่าหน้าหนาวจะเศร้าและหงุดหงิดง่ายมากๆ เพราะไม่มีแสงแดด คนที่นี่ก็จะแนะนำให้ทานวิตามินดี หรือไปออกกำลังกายบ้าง ซึ่งก็ช่วยได้บ้าง พอย้ายมากลาสโกว์ ที่ฟ้าครึ้มและฝนปรอยตลอดเวลา อากาศก็ยังชวนให้หดหู่อยู่ดี นอกจากสภาพจิตใจแล้วก็ต้องดูแลร่างกายไม่ให้ป่วยด้วย

    

    ปัญหาที่เราเจอที่โปแลนด์กับเอสโตเนีย และคิดว่าชาติอื่นๆ ที่มีภาษาราชการที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษก็เป็น คือ พอเราไม่ได้ภาษาท้องถิ่น การหาเพื่อนท้องถิ่นจะยากมากๆ หลักสูตรที่เรียนบางทีอาจจะไม่มีคนท้องถิ่นเลยก็ได้ ต้องไปหาจากกิจกรรมนอกห้องเรียน ทำให้เราจะไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ต้องใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษในการเข้าหาเพื่อนคนท้องถิ่น คนเอสโตเนียและโปลิช รวมถึงคนชาติอื่นในภูมิภาคนี้ จะค่อนข้างเก็บตัว เข้าถึงยาก ใช้เวลาทลายกำแพงนานหน่อย แต่คนรุ่นใหม่ก็ไม่ค่อยเป็นแบบนั้นแล้ว และสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แน่นอนว่ามีคนบางคนปิดใจ เหยียดเชื้อชาติ ก็ให้ทำใจไว้ว่าโลกนี้มีคนหลายแบบ จะไม่สนใจเลยหรือตอบโต้ก็ได้ แล้วแต่ว่าเรารับมือไหวแค่ไหน

    

    อีกอย่างคือความอิสระ คนทั้งสามประเทศโดยทั่วไปมีความเป็นปัจเจกสูงมาก ใครจะทำอะไรก็ทำ แต่งตัวยังไงก็ได้ ที่ไม่ผิดกฎหมายและไม่เดือดร้อนใครก็พอ ช่วงเวลาที่มาเรียนนี้ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ลองใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรมแปลกใหม่บ้าง อย่าไปกลัวค่ะ ใช้ชีวิตให้คุ้ม อยากไปไหน ทำอะไร ทำเลย (แต่ก็ระวังตัวเองให้มากๆ อย่าให้เสี่ยงเกินไป)

 

 

5 สิ่งที่ควรและไม่ควรทำเมื่อสมัครทุน

  1. รู้จักตัวเอง ข้อนี้สำคัญมาก ต้องรู้ก่อนว่าอยากเรียนอะไร สนใจอะไร เรียนแล้วจะไปทำอะไรต่อ เราแนะนำว่า ไม่ต้องรีบต่อโททันทีที่จบตรี ควรไปทำงานก่อนสักพัก บางหลักสูตรจะอยากได้ผู้สมัครที่มีประสบการณ์ทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องมาก่อน อย่างน้อย 1-2 ปี ระหว่างนี้ก็สะสมประสบการณ์ ใช้เวลาตกผลึกก่อนว่าอยากทำอะไรในชีวิต จังหวะชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องรีบทำอะไรตามคนอื่นก็ได้ บางสายอาชีพ ประสบการณ์ทำงานสำคัญกว่าใบปริญญา ก็ต้องพิจารณาให้ดี บางทีไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำงานไปเรียนก็ได้ อาจจะลงคอร์สออนไลน์ก็เพียงพอ ---  เทคนิคนี้เราได้มาจากรุ่นพี่คนหนึ่ง เขาแนะนำให้ทำตารางเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และจดบันทึกว่าการสมัครแต่ละหลักสูตรต้องใช้อะไรยังไงบ้าง ทำใน excel ก็ได้ง่ายๆ เลย เราทำตัวอย่างของเราให้ดูที่เราใช้ตอนนั้นค่ะ https://imgur.com/RNVGZk2 
  2. ฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษ นอกจากจะต้องสอบภาษาอังกฤษเพื่อใช้ประกอบใบสมัครแล้ว เวลาเรียน เข้าสังคมก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นหลัก ถ้าไม่ได้ภาษาอังกฤษเลยก็จะลำบากมาก ส่วนภาษาอื่นๆ นั้นก็แล้วแต่ความสนใจเลย
  3. ศึกษารายละเอียดแต่ละทุนให้ดี ว่าแต่ละทุนต้องการเอกสารอะไร ต้องมีคะแนนหรือเกรดเท่าไหร่ มีกำหนดหมดเขตเมื่อไหร่มีข้อบังคับอะไรบ้าง บางหลักสูตรอาจจะให้ส่งเอกสารทางไปรษณีย์ด้วย ก็ต้องเผื่อเวลาไว้สักหน่อย แนะนำว่าลงทุนกับบริการขนส่งอย่าง DHL FedEx ดีกว่า
  4. คุยกับศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ค้นคว้าข้อมูลหลายแหล่ง ติดตามข่าวสาร ฟังความเห็นให้รอบด้านว่าหลักสูตรนี้เหมาะกับเราไหม การไปงานมหกรรมเรียนต่อก็ช่วยได้มาก บางทีเราอาจจะเจอมหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรอื่นๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนมาไว้พิจารณาก็ได้ ---    เราแนะนำเว็บไซต์ให้ค้นคว้าเพิ่มเติมอย่าง https://www.study.eu/ และ https://www.mastersportal.com/ เพราะทุนฟรีบนโลกนี้มีเยอะมากกกก ถ้าค้นหาแค่ภาษาไทยอาจจะมีไม่ครอบคลุม
  5. เตรียมเงินสำรองไว้ด้วย บางทุนการศึกษาอาจจะให้เงินช้า ก็ต้องมีเงินสำรองไว้บ้าง อย่างน้อยที่สุด ช่วงเวลาสมัครเรียนต่อ ก็ต้องใช้เงินจำนวนหนึ่งในการจ่ายค่าสอบวัดระดับภาษา บางหลักสูตรเก็บค่ายื่นเอกสารใบสมัครด้วย

 

ไม่ควรทำ

  1. สมัครเรียนตามเพื่อนไปโดยที่ไม่รู้ว่าจริงๆ อยากเรียนอะไร หรืออยากทำอะไรในอนาคต จะเสียทั้งเงินและเวลาโดยใช่เหตุ
  2. ติดต่ออาจารย์หรือผู้บังคับบัญชาเราไว้ช้าเกินไป ควรแจ้งท่านล่วงหน้าสักเดือนสองเดือนก่อนเดดไลน์ หลายท่านอาจจะมีภาระงานเยอะมาก มีเวลามาเขียนจดหมายให้ลูกศิษย์หรือลูกน้องได้ไม่มากนัก ถ้าไปขอให้ท่านเขียนจดหมายรับรองให้กระชั้นเกินไป ท่านมีสิทธิ์ปฏิเสธเราได้ เพราะอาจแสดงให้เห็นได้ว่าเราไม่ใส่ใจหรือกระตือรือร้นจะมาขอไว้แต่เนิ่นๆ
  3. ห้ามโกหก บรรยายตัวเองเวอร์เกินไป แน่นอนว่าคณะกรรมการไม่มีเวลามา background check ทุกคนได้ก็จริง แต่ถ้าประวัติที่เราเขียนกับความเป็นจริงไม่สัมพันธ์กัน ก็จะเป็นผลเสียกับเราเสียเองเมื่อเข้าไปเรียนแล้วพบว่าเราตามคนอื่นไม่ทัน บางที่ที่จับได้อาจจะปรับตกเลย
  4. ถ้าสมัครหลายหลักสูตร ไม่ควร reuse จดหมายเดิมแล้วเปลี่ยนแค่ชื่อหลักสูตร เราควรจะตั้งใจเขียนจดหมายแต่ละหลักสูตรให้ต่างกัน เพราะแต่ละหลักสูตรก็มีความคาดหวังต่างกัน เช่น บางหลักสูตรอยากได้นักศึกษาที่จะไปทำงานสายวิชาการต่อ แต่บางหลักสูตรเน้นให้นักศึกษาออกไปทำงานจริง บางหลักสูตรอยากได้คนที่จะออกไปเป็นผู้นำสังคม ก็จะย้อนกลับไปในข้อที่บอกว่าให้ศึกษาดีๆ ว่าแต่ละหลักสูตรต้องการผู้สมัครแบบไหน
  5. ให้คนอื่นเขียนใบสมัครให้ ห้ามเด็ดขาดเลย! แม้บางคนไม่เก่งภาษา แต่ก็ต้องเขียนเองในขั้นต้น หลังจากนั้นก็ขอรับคำปรึกษาในการแก้ไขจากคนอื่นได้ ให้ช่วยอ่านทวน ปรับแก้ไวยากรณ์ โดยเฉพาะหลักสูตรที่มีสัมภาษณ์ คณะกรรมการอาจจะหยิบบางจุดในใบสมัครมาถามได้ ถ้าตอบไม่ได้ก็อาจจะแปลว่าไม่ได้ทำเองจริง มีโอกาสพลาดทุนได้สูงมาก
 

 

 

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

412.9K

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

336.6K

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

87.6K

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

58.3K