ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

ตั้งเป้า ตั้งใจ ทุ่มเท : เส้นทางสายอนิเมะ สู่นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น

interview japanese government scholarship student

 

    จุดเริ่มต้นความชื่นชอบในภาษาญี่ปุ่น ลามไปถึงประเทศญี่ปุ่นของ อู๋-ทนันท์ วิศิษฏ์สุขวัฒนา เริ่มจากการดูการ์ตูนญี่ปุ่น หรือ อนิเมะ (Anime) ตอนอายุ 10 ขวบ เมื่อคุณพ่อให้เลือกเรียนระหว่างจีนกับญี่ปุ่น อู๋ก็ตกลงเลือกญี่ปุ่นอย่างไม่ลังเล และถ้าอะไรขับเคลื่อนด้วยความชอบแล้ว มักจะไปได้นาน 

 

    “หมู่คนที่ชอบญี่ปุ่น คนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นจะเป็นที่รู้กันว่า ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นคือจุดมุ่งหมายสูงสุด เพราะได้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นฟรี แถมไม่ต้องใช้ทุนอีกด้วย

 

    เราเรียนภาษาญี่ปุ่นมาตลอด เลยมีเป้าหมายชีวิตว่า ถ้าไม่ทำบริษัทญี่ปุ่นที่ไทย ก็จะสอบทุนมาเรียนที่ญี่ปุ่น ถ้ามีโอกาสก็อยากทำงานที่นี่ไปเลย แปลกเหมือนกัน เพื่อนเราหลายคนไปต่ออเมริกาหรือยุโรป แต่เราไม่เคยมีความคิดที่ไปทางอเมริกาหรือยุโรปอยู่ในหัวเลย จริงๆ เราเคยอยากสอบทุนนี้ไปเรียนตั้งแต่ม.ปลายนะ แต่เกรดไม่ผ่าน”

 

    ก่อนจะได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ อู๋จบปริญญาตรีที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

รายละเอียดทุน

 

    ทุนต้องสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์ ทุนแบ่งเป็นสายวิทย์ สายศิลป์ A (อักษรศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ กฎหมาย ฯลฯ) และสายศิลป์ B (เศรษฐศาสตร์ บริหาร บัญชี) เรียกแบบง่ายๆ ก็ ศิลป์คำนวณนั่นแหละ 

 

    เริ่มจากข้อสอบข้อเขียน สายวิทย์จะสอบเลข B (ยากกว่า) ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ อังกฤษ ส่วนสายศิลป์ A สอบแค่อังกฤษ และสายศิลป์ B สอบเลข A (ยาก) กับอังกฤษ งงมั้ย

 

    จริงๆ ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นมีทุนอีกหลายประเภทนะและเว็บสถานทูตญี่ปุ่นในไทยเปิดให้ทุกคนไปโหลดข้อสอบเก่าย้อนหลังได้ฟรี แบบ official https://www.th.emb-japan.go.jp/itpr_th/jis_study.html, https://www.studyinjapan.go.jp/en/planning/scholarship/application/examination.html#1

 

    ถ้าเขาไปดูก็พอจะรู้คร่าวๆแหละว่าความยากมันประมาณไหน แต่จะขออธิบายเพิ่มเติมให้ว่า ข้อสอบเลข A ที่สายศิลป์คำนวณต้องสอบนั้น คือ ความรู้เลขม.ปลายทั้งนั้น เราว่าง่ายกว่า PAT1 ส่วนภาษาอังกฤษมันไม่สามารถเก็งอะไรได้ทั้งนั้น เอาเป็นว่าต้องไปทำข้อสอบย้อนหลัง ทำแบบฝึกหัดเยอะๆ 

 

    พอผ่านข้อเขียนก็จะได้สัมภาษณ์ ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์จะมีคำชี้แจงว่าจะต้องพูดหรือทำอะไรบ้าง ซึ่งก็คือ ประมาณ 5 นาทีแรก เขาจะให้เราแนะนำตัวแล้วร่ายรายละเอียดของแผนการวิจัยเราให้เขาฟัง พอจบแล้ว กรรมการสัมภาษณ์ (เป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตคนญี่ปุ่น 3 คน) จะเริ่มถามในจุดที่เขาสงสัย ซึ่งถ้าเราอธิบายแผนการวิจัยของเราดีแล้ว เขาก็จะไม่ถามอะไรมาก ดังนั้นเตรียมสคริปต์ให้ดีและซ้อมมากๆ เราไม่จำเป็นต้องไปถึงญี่ปุ่นแล้วต้องทำหัวข้อนี้นะ เราสามารถเปลี่ยนแปลงทีหลังได้ แต่ต้องแสดงให้เขาเห็นว่าตอนนี้เรามีการศึกษามาประมาณนึง มีที่มาที่ไปว่าทำไมทำหัวข้อนี้ จะใช้ข้อมูลอะไรประมาณไหน ทำแล้วจะได้ประโยชน์อะไร ทำไมต้องไปทำที่ญี่ปุ่น (ถ้าผ่าน ป.ตรี มาแล้ว น่าจะพอรู้แหละว่างานวิจัยต้องมีอะไรบ้าง) นอกนั้นก็จะเป็นคำถามที่วัดว่าเราจะอยู่รอดในญี่ปุ่นได้ไหม ชอบญี่ปุ่นไหม เคยไปอยู่เมืองนอกคนเดียวไหม อะไรประมาณนี้ ทั้งหมดน่าจะประมาณ 15 นาที

 

    ที่สำคัญที่สุดคือมารยาทแบบญี่ปุ่น เช่น ก่อนเข้าห้องต้องเคาะประตูสามที ต้องกล่าวขออนุญาต การวางมือ ลุกแล้วต้องเก็บเก้าอี้ เป็นต้น

 

Waseda University

Waseda University

 

การเตรียมตัว

     พอผ่านสัมภาษณ์แล้ว แทบจะการันตีได้ว่าได้ไปญี่ปุ่นแน่ๆ นอกจากเตรียมตัวเตรียมใจแล้ว ยังจะต้องดำเนินการเอกสารมากมายหลายอย่างกับทางสถานทูต ซึ่งวุ่นวายทีเดียว หลักๆ คือต้องติดต่อหาอาจารย์ที่ญี่ปุ่นตามลำดับที่เลือกไว้ตอนสมัคร และหาที่อยู่ในญี่ปุ่นให้ได้ ซึ่งเรื่องที่อยู่นั้นเราใช้บริการนายหน้าหาบ้านของมหาลัยเลยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง (เรื่องดำเนินเอกสาร ถ้าผ่านสัมภาษณ์แล้ว สถานทูตจะนัดมาอธิบายอย่างละเอียดอีกที ไม่ต้องห่วง)

 

     ส่วนการเตรียมตัวเรื่องภาษาญี่ปุ่น ตอนที่เราสอบได้ทุน เราสอบผ่าน N2 แล้วเลยไม่ได้เตรียมตัวอะไร แต่ภาษาญี่ปุ่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะเพื่อนๆ หลายคนทั้งคนไทย คนชาติอื่นๆ ได้ทุนมาแต่ไม่ได้ญี่ปุ่นก็มี แค่แสดงให้เห็นว่าคุณมีความสนใจในประเทศญี่ปุ่น และสนใจที่จะไปศึกษาหาความรู้ก็พอที่จะผ่านสัมภาษณ์แล้ว แต่ถ้ามีความรู้ภาษาญี่ปุ่นน่าจะเป็นแต้มต่อให้เราได้ แต่ยังไงก็ตาม เรียนภาษาญี่ปุ่นเอาไว้เถอะ มาแล้วชีวิตประจำวันจะได้ไม่ลำบากเกินไป ถ้าเอาตัวรอดได้แน่ๆ ก็ระดับ N3

 

การเรียนที่ญี่ปุ่น VS ที่ไทย

     อันนี้พูดยากเพราะต่างทั้งระดับและสถานที่ ต้องพึ่งพาตัวเองสูงมาก ถ้ามีเพื่อนๆหรือรุ่นพี่ช่วยเหลือก็จะดีมาก เราเรียนในโปรแกรมภาษาอังกฤษ จะเลือกเรียนวิชาที่สอนเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาญี่ปุ่นก็ได้ขอแค่เก็บหน่วยกิตให้ครบและทำวิทยานิพนธ์ให้ผ่าน ส่วนใหญ่จะเป็นวิชาเลือกเสียส่วนใหญ่ แต่อาจารย์ที่ปรึกษาบางคนจะกำหนดวิชาที่ต้องเรียนอยู่บ้างก็แล้วแต่ นอกจากนี้ยังต้องเข้าสัมมนาของอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อรายงานความคืบหน้าของการวิจัยทีสิส ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวต่างชาติด้วยกัน และเป็นคนจีนซะเยอะ 

 

 

การปรับตัว

     เรามาอยู่คนเดียวที่นี่เราต้องพึ่งตัวเองครับ ไม่มีพ่อแม่ เพื่อนคนไทยก็มีไม่มาก คนที่ไม่ขี้เหงาและได้ภาษาญี่ปุ่นน่าจะอยู่สบาย เพื่อนหลายคนกลับไทยทุกปิดเทอม กลับทีเป็นเดือนก็มี ส่วนเรา ตั้งแต่มาญี่ปุ่นเพิ่งเคยกลับไทยไปครั้งเดียวเอง ถ้าคนที่เคยอยู่หอน่าจะคุ้นเคยดี แต่ถ้าคนที่อยู่กับครอบครัวมาตลอดอาจจะต้องปรับตัวนิดหน่อย เราก็อยู่กับครอบครัวมาตลอดแต่อยากอยู่คนเดียวมานานแล้วเลยรู้สึกเป็นอิสระ รู้สึกว่าไม่ต้องปรับตัวมากขนาดนั้น อาจจะเพราะว่ามีคนที่รู้จัก มีมหาลัยคอยแนะนำอะไรต่างๆ อยู่ด้วย และที่สำคัญที่นี่มีสมาคมนักเรียนไทยด้วย มีจัดงานพบปะสังสรรค์ทำกิจกรรมบ่อยๆ ไม่มีเหงาแน่นอน

 

    ส่วนเรื่องความเป็นอยู่ก็ต้องทำเองทุกอย่าง ถ้าทำอาหารได้จะประหยัดได้มาก อาจจะต้องหางานพิเศษทำเพิ่มเติมซึ่งได้ประสบการณ์ชีวิตมากๆ และเด็กต่างชาติทำงานพิเศษแทบจะเห็นได้ทั่วไป ทั้งร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ เพราะว่าคนทำงานเขาเริ่มไม่พอ และค่อนข้างเปิดกว้างแล้วด้วยแหละ เราเคยทำร้านอาหารไทย แต่ตอนนี้ทำงานเป็นครูสอนภาษาไทยให้คนญี่ปุ่น มีเพื่อน เพื่อนจะแนะนำงานให้เราได้แน่นอน

 

Japan government scholarship

 

กิจกรรมมหาลัย

    จริงๆ แล้วที่มหาลัยมีกิจกรรมแทบจะตลอดเวลา ระหว่างปีจะมีงานกีฬาระหว่างมหาลัย จะมีเชียร์ลีดเดอร์ วงโยฯ มาแสดงเชิญชวนให้ไปดูกีฬากัน งานเทศกาลประจำปีช่วงเดือนพฤศจิกายนก็ไปเดินๆ ดูพอเป็นพิธี พอซึมซับบรรยากาศเฉยๆ เราไม่ค่อยเข้าสังคม ขี้เกียจทำความรู้จักคนใหม่ๆ เลยไม่ได้ไปสรรหากิจกรรมมหาลัยทำ ที่พอรู้มีคลับของนักเรียนต่างชาติ แบบว่างๆ กลางวันมานั่งกินข้าวคุยกัน ก็จะมีทั้งเด็กต่างชาติ เด็กญี่ปุ่นมาแจม ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วแต่มหาลัยฯ มีเพื่อนเยอะๆ จะช่วยแนะนำได้ 

 

สิ่งที่ต้องทำในการหาทุน

1. หาข้อมูลให้รอบคอบสอบเมื่อไร สอบยังไง ต้องเขียนอะไรบ้าง ต้องใช้ทุนหรือไม่ ข้อมูลประสบการณ์จากคนที่เคยสอบในเน็ตน่าจะหาได้ไม่ยาก และทำแต่เนิ่นๆ 

2. ควรจะรู้ตัวเองว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร อยากไปเรียนต่อด้านนั้นจริงมั้ย ไม่งั้นจะทรมานมากเวลาเรียนและทำวิจัย

3. ถ้าอยากเรียนต่อประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ควรจะไปเรียนภาษาและวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆให้พอสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้

4. พยายามทำอะไรต่างๆ ด้วยตัวเองให้มากที่สุด เพราะไปอยู่เมืองนอกก็จะต้องพึ่งตัวเองแล้ว

5. ถ้าตั้งเป้าหมายว่าจะสอบทุนอะไรให้ได้แล้ว ให้ตั้งใจและทุ่มเทเวลาให้กับมันให้มากที่สุด ยิ่งเตรียมสอบระหว่างยังทำงานไปด้วยก็สู้ๆนะครับ

 

 

 

 

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

412.9K

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

336.6K

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

87.6K

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

58.3K