มีนาคมแล้วค่า
กระพริบตาเดียวทำไมเวลาผ่านไปเร็วจังเลย
วันนี้รายงานนักสืบของมิสจะเกี่ยวกับการเรียนปริญญาโท แต่ไม่ใช่แค่โทใบเดียว แต่เป็นสองใบ! เอาล่ะ หลายคนอาจจะเริ่มนึกแล้วว่าเว่อร์รึเปล่า จะเรียนทำไมตั้ง 2 ใบเพราะน้ำตาที่จะเสียไปก็ต้องคูณสองแน่ๆ แต่!! กรณีแบบนี้มีจริงๆ ค่า
มิสเลยไปสืบเสาะหน่อยว่าอะไรทำให้ชาวเน็ตอยากเรียนปริญญาโทตั้ง 2 ใบ? เรียนแล้วได้อะไร? เรียนไปทำไม ไปอ่านกัน ลุยย
เริ่มที่กระทู้ฝั่งไทย ของคุณ Awinakit0 คุณจะเรียนปริญญาโท 2 ใบเพื่ออะไร? ร่วมกันแสดงทัศนะของท่านกันหน่อยนะครับ ที่มาถามว่า การเรียนโท 2 ใบว่ามีเหตุผลและความจำเป็นอะไรถึงอยากจะเรียนหรือต้องการเรียนปริญญาโท 2 ใบในสาขาที่แตกต่างกัน
คุณ lazyflood บอกว่า “เราเรียนโทใบแรกเพราะอยากได้อะไรใหม่ๆค่ะ หลังจากใช้ความรู้ ป.ตรี ทำงานหลายปี ก็คิดว่าความรู้ในสาขาที่ทำงานเขาพัฒนาไปถึงไหนแล้ว เลยเรียนต่อโท อีกใบเป็นโทภาษา ตปท เพราะเห็นว่าภาษา ตปท จะเพิ่มช่องทางและโอกาสทำงานกับชาวต่างประเทศ และเราก็ได้โอกาสนั้นจริง ๆ
เปรียบความรู้เป็นเครื่องยนต์ ภาษาต่างประเทศเป็นน้ำมันหล่อลื่นที่เพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องไงคะ เราพิจารณาทุกครั้งก่อนเรียนว่า ความรู้ที่เรียนแต่ละสาขาต้องสนับสนุนหน้าที่การงานและอาชีพ แต่ละสาขาที่เรียนมีค่าใช้จ่ายสูงค่ะ และยังใช้เวลานับปี จึงต้องเรียนและนำมาใช้ให้คุ้มค่า เรียนเพราะ "ชอบ" อย่างเดียวไม่ได้ค่ะ”
คุณ amptap บอกว่า คิดจะเรียนต่อเหมือนกัน แต่อยากเลื่อนขั้นเป็น Senior manager ก่อน “โทตัวแรกเรียนเพื่อต่อยอดป.ตรี หรือเปลี่ยนสายงาน แต่ตัวที่สองนี่คิดว่าถ้าเรียน คงเรียน MBA เพื่อทำงานบริหารเต็มตัว ได้ทั้งคอนเนคชั่นและคอนเซาท์ฟรีๆเลยครับ ส่วนป.เอก ถ้าไม่ได้คิดทำงานสายวิชาการก็ไม่คิดจะเรียนครับ”
สมาชิกหมายเลข 3307596 เล่าว่า “การเรียนปริญญาโททั้ง 4 ใบ ที่แตกต่างหลากหลายของผมนั้น ใบแรก เกิดจากการอยากเปลี่ยนสายงานจาก QC ในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นนักวิชาการสิ่งแวดล้อม ครับ ส่วนอีก 3 ใบถัดมา เกิดจากความจำเป็นในขณะประกอบวิชาชีพ ที่จำเป็นต้องค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความกว้างขวางและลึกซึ้งในงานที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เพียงแต่บังเอิญได้ของแถมมาเป็นใบปริญญา ในขณะที่สาระสำคัญอยู่ที่ความรู้ที่ได้รับมามากกว่าครับ”
คุณโบตั๋น ปุ๋ย ปุ๋ย เห็นแย้งว่า การเรียนเยอะๆ ไม่สามารถนำมาใช้จริงในการทำงานได้ ประสบการณ์ในการทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า หรือเลือกเรียนสายอาชีพไปเลย
“ผมกลับรู้สึกว่าการเรียนไม่ได้เอามาใช้จริงในชีวิตการทำงานเท่าไหร่เลยครับ เคยตั้งใจจะเรียน ป.โท เพิ่มอีก 1 ใบนอกจากสาย IT ที่ทั้งตรีและโทเรียนมาแล้ว แต่พอได้ทำงานจริง ๆ ในระดับเริ่มจะบริหาร บางวันว่าง ๆ นั่งคิดกับตัวเองเล่น ๆ ว่า ไอ้สูตรเคมีเอย ไฟลัมเอย หรือแม้กระทั้งการรำกระบี่กระบองมันได้เอามาใช้ตอนไหน ทุกวันนี้ยังท่องได้อยู่เลยนะครับพวกตารางธาตุเนี่ยะ
การทำงานผมมองว่ามันเป็นการเรียนรู้ แล้วเอามาเก็บเกี่ยวเป็นประสบการณ์ และสิ่งสำคัญมาก ๆ ที่มหาลัยส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สอนคือการบริหารเงินและการลงทุน
ผมตัดสินใจในชีวิตเลยว่าผมจะไม่เรียน โท หรือ เอก อีกแล้ว ถ้าจะเรียนจริง ๆ ผมจะเรียนช่างยนต์ เพื่อจะเปิดกิจการของตัวเองควบคู่ไปกับการทำงานประจำครับ”
ข้ามมาฝั่งอินเตอร์กันบ้าง Why do some people get two masters and a PhD?
SnittingNexttoBorpo บอกว่า “ฉันได้วุฒิ MS ในสายวิชาชีพ จึงต้องกลับมาเรียนใหม่เพื่อให้ได้วุฒิ MA ในสายมนุษย์ศาสตร์เพื่อใช้เรียนต่อในระดับปริญญาเอก”
velax1 บอกว่า “หลายคนชอบที่จะเรียนรู้และสนุกกับการศึกษา อย่างเพื่อนร่วมงานของฉันมีปริญญาโทสองใบและปริญญาเอกสองใบในสาขาที่แตกต่างกัน เพียงเพราะเขาชอบมัน ประเทศเยอรมนีที่ไม่มีค่าเล่าเรียน ดังนั้นสิ่งนี้จึงทำให้เขามีความคล่องตัวด้านการเงิน”
แต่การเรียนปริญญาโทสองใบก็ใช่จะไม่มีข้อเสียนะ ในกระทู้ What would be the pros and cons of getting two master’s degrees versus a PhD in the research sector?
คุณ Mamoun A Besaiso บอกว่า “การมีปริญญาโทสองใบในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกันนั้นเป็นข้อดี ตัวอย่างเช่น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับวิศวกรที่จะเรียน MBA เพราะจะมีคุณสมบัติทั้งด้านเทคนิคและการจัดการ ตรงกันข้ามผู้ที่จบปริญญาด้านป่าไม้และอีกปริญญาหนึ่งในสาขาการธนาคาร เพราะทั้งคู่ไม่เกี่ยวข้องกันซึ่งจะสะท้อนถึง CV ที่ไม่สตรองนัก”
อะ มิสขอสรุปคร่าวๆ ชาวเน็ตส่วนใหญ่พบว่า การเรียนปริญญาโท 2 ใบนั้นสามารถเรียนได้นะ หากทั้งสองสาขานั้นสามารถส่งเสริมทักษะให้แก่กันและกัน ซึ่งเท่าที่เห็นส่วนใหญ่ปริญญาโทใบที่สองมักจะเรียนด้านภาษาหรือไม่ก็การบริหารจัดการ เพื่อนำไปต่อยอดในอาชีพการงาน
ส่วนตัวมิสไม่ได้ต่อต้านการเรียนปริญญาโทสองใบ แต่คิดว่าถ้าเรียนไปพร้อมกันคงหัวจะปวดแย่ค่ะ แถมเผลอๆ อาจแบ่งเวลาไม่ได้ ความรู้ที่ควรจะได้ก็ไม่ได้อีก เสียดายแย่ค่ะ
ดังนั้นถ้ามีเวลาและทุนทรัพย์ อยากเรียนอีกสักใบก็ไม่มีใครว่า แต่ต้องลิมิตของตัวเองและรู้เป้าหมายว่าจะเรียนไปทำไมให้ได้เพื่อจะได้ไม่กระทบค่าใช้จ่ายและงานที่ทำอยู่เน้อ