ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

ส่องโฟรไฟล์ตัวพ่อตัวแม่สายประชาธิปไตย

share image

    ช่วงนี้เป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังร้อนระอุไปด้วยเสียงเพรียกจากเยาวชนและคนไทยเกือบทั้งประเทศในการเรียกร้องประชาธิปไตย หลายๆ ท่านคงอยากทราบกันว่าในยุคนี้ผู้นำด้านประชาธิปไตยของโลกที่เราเห็นได้อย่างเด่นชัดจะมีใครบ้าง และพวกเขาเหล่านั้นจบการศึกษาจากที่ใด สาขาใด ถึงได้ก้าวเข้ามาเป็นถึงผู้นำประเทศ ผู้นำโลก รวมไปถึงผู้นำประชาธิปไตยได้อย่างเต็มภาคภูมิ วันนี้เราขอยกตัวอย่าง 5 ผู้นำประชาธิปไตยในแต่ละฝั่งของโลกกันค่ะ

 

Barack Obama

 

    เริ่มจากฝั่งสหรัฐอเมริกา ประเทศที่เราจะนึกถึงแรกๆ พอนึกถึงคำว่าประชาธิปไตย ‘Barack Obama’ อดีตประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009-2017 สร้างประวัติศาสตร์โดยการเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของอเมริกา

 

    โอบามาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก Columbia University คณะ political science สาขา international relations และ English literature จากนั้นก็ทำงานอยู่ปีประมาณหนึ่งปีและเข้าเรียนต่อด้านกฎหมายที่ Harvard University

 

    โอบาม่าคว้ารางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2009

 

Alexandria Ocasio-Cortez

 

    ใครที่ติดตามการเมืองอเมริกาก็จะรู้ว่า Alexandria Ocasio-Cortez หรือหลายคนอาจรู้จักในนาม AOC (มาจากชื่อย่อของเธอ) เป็นที่รู้จักดีแค่ไหน! เธอเป็นส.ส. พรรคเดโมแครตจากรัฐนิวยอร์กที่อายุน้อยที่สุดในรัฐสภา

 

    ด้วยพื้นเพที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมืองตั้งแต่แรก ทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ในแมนฮัตตัน ก่อนจะถูกชักชวนให้ลงสมัครส.ส.โดยกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง และได้รับการเลือกตั้ง ล้มส.ส. คนก่อนที่อยู่ในตำแหน่งกว่า 10 ปีลงได้!

 

    สิ่งที่ทำให้ AOC โดดเด่นก็คือนโยบายก้าวหน้าที่เธอผลักดัน ไม่ว่าจะเป็น Medicare for All (ทุกคนมีประกันสุขภาพๆ ฟีลเดียวกับบัตรทองบ้านเรา), jobs guarantee (ประกันว่าทุกคนต้องมีงาน), Green New Deal (นโยบายแก้ไขปัญหาวิกฤตสภาพอากาศ) และการยกเลิก ICE หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของอเมริกา

 

    AOC จบการศึกษาจาก Boston University โดยเรียนเอกควบสาขาระหว่าง International relations และ economics

Martin Luther King Jr.

‘I have a dream.’ คือหนึ่งในสปีชที่ทรงพลังและเป็นที่จดจำมากที่สุดสปีชหนึ่ง และคนที่พูดสปีชนั้นก็คือ ‘มาร์ติน ลุเธอร์ คิง จูเนียร์’ ผู้สิทธิมนุษยชน และผู้นำ civil rights movement ในอเมริกาในช่วงกลางปี 1950 โดย movement นี้เป็นรากฐานสำคัญในการยุติกฎหมายแบ่งแยกสีผิวในอเมริกา

พื้นฐานครอบครัวของ Dr. King มาจากครอบครัวผิวดำที่มีการศึกษา พ่อเป็นบาทหลวง ตัวเขาเองก็เป็นบาทหลวงเช่นกัน ในช่วงวัยรุ่น การอาศัยอยู่ในรัฐเทนเนสซี ซึ่งเป็นรัฐทางใต้ที่มีการแบ่งสีผิวหนักๆ ทำให้เขาต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติเพราะสีผิวตลอด การไปใช้ชีวิตในรัฐทางเหนือ (คอนเนคติคัต) ก่อนเข้าเรียนมหาลัยทำให้เค้าเห็นว่าการแบ่งแยกสีผิวทางใต้มันเป็นปัญหายังไง (คอนเนคติคัตไม่มีกฎหมายแบ่งแยกสีผิว)

Dr. King เข้าศึกษาต่อที่ Morehouse College ซึ่งเป็นมหาลัย liber arts เอกชนสำหรับนักเรียนชายผิวดำ ในสาขาสังคมวิทยา และที่นี่เองที่ทำให้เขาได้อ่านงานของ Henry David Thoreau นักเขียนเสรีนิยมชาวอเมริกัน งานเขียนที่มีชื่อเสียงคือเรื่อง Civil Disobedience หรื อการประท้วงอย่างสงบ หรือ  ‘อารยะขัดขืน’ นั่นเองจ้า

Dr. King ถูกลอบสังหารในปี 1968...

    

David Cameron

    

    มาที่ฝั่งอังกฤษกันบ้างกับ ‘เดวิด วิลเลียม ดอนัลด์ แคเมอรอน’ นักการเมืองชาวอังกฤษ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 53 และเป็นอดีตหัวหน้าพรรค พรรคอนุรักษนิยม (สหราชอาณาจักร) (Conservative Party)

 

    ประวัติคนนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะผู้ดี Posh สุดๆ เขาจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีในสาขาวิชา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ จาก Brasenose College มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด (รุ่นเดียวกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเลยจ้า)

 

    ต่อมาฮีได้ประกาศจะลาออกจากนายกรัฐมนตรี ในเดือนตุลาคม เพื่อแสดงความรับผิดชอบ เพราะเขาเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดประชามติว่าอังกฤษจะ “อยู่” หรือ “ไม่อยู่” ใน EU จนต่อมาชาวบ้านเค้าโหวตออก ที่เราเรียกว่า Brexit นั่นเอง

 

    “ความรับผิดชอบ” นี่คือบทเรียนที่สำคัญ จากการลงประชามติครั้งนี้ เห็นชัดเจนว่านักการเมืองอังกฤษเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้มติหรือคำสั่งของพรรค แสดงให้เห็นถึงบทเรียนประชาธิปไตยที่สำคัญคือ การลงประชามติในอังกฤษเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายอย่างเสรี ซึ่งเปรียบเทียบกับการเมืองไทยแล้ว แม้รัฐธรรมนูญจะระบุว่า ส.ส.เป็นอิสระ แต่ในความเป็นจริงก็ยังอยู่ภายใต้อาณัติเจ้าของพรรค

 

Sun Yat Sen

หรือบางคนรู้จักในชื่อ ดร.ซุน ยัด เซ็น เป็นนักประชาธิปไตย และเป็นผู้ปลุกกระแสการปฏิวัติล้มราชวงศ์ชิงที่ปกครองประเทศจีนมาหลายร้อยปี เขาได้ปลุกกระแสให้ชาวจีนหันมามองความล้มเหลวของราชวงศ์ (คุ้นๆ) จนกระทั่งเกิดความไม่พอใจต่อราชวงศ์และนำไปสู่การปฏิวัติซินไฮ่ในที่สุด เค้าได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘Father of the Nation’ ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่และประเทศไต้หวัน

หลักสำคัญของเขาก็คือ หลัก 3 ประการแห่งประชาชน หรือลัทธิไตรราษฎร์ ซึ่งได้แก่ หลักประชาชาติ (Nationalism) หลักปนะชาสิทธิ (democracy) และหลักประชาชีพ (people’s livelihoods)

ซุน ยัด เซ็นเรียนจบแพทย์จาก Hong Kong College of Medicine for Chinese (ต่อมากลายเป็นThe University of Hong Kong)

 

Mahathir bin Mohamad

 

    มาที่รุ่นเดอะกันบ้าง ย้ายกลับมาที่ฝั่งเอเชียใกล้บ้านเราในประเทศมาเลียเซีย ‘นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด’ ฉายารัฐบุรุษแดนเสือเหลือง สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอายุมากที่สุดในโลก เขารับตำแหน่งเมื่อปี 2018-2020 ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสมัยที่ 2 ของเขา (แต่ไม่ครบเทอม)

 

    เขาจบคณะแพทยศาสตร์จาก University of Malaya ซึ่งถือเป็นมหาลัยที่ติดอันดับต้นๆ ของมาเลเซียเลยที่เดียว

    ล่าสุดคือ เคยมาพูดที่จุฬาฯว่า ประเทศประชาธิปไตย “ผู้นำ” ต้องไม่ทำตัวเป็นเผด็จการ หากต้องคอยสังเกตว่าประชาชนคิดอะไรและทำงานสนองความต้องการของประชาชน ลงพื้นที่ไปพูดคุยจับมือกับประชาชน เมื่อนั้นจะได้รับคะแนนในการเลือกตั้ง การตัดสินใจที่ดีที่สุดตลอดที่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมานั้น คือ การตัดสินใจฟังเสียงประชาชน เพราะในประเทศประชาธิปไตยนั้น หากคุณสนองตอบความต้องการของประชาชนมากเท่าไหร่ เขาก็จะสนับสนุนคุณมากเท่านั้น

 

Mahatma Gandhi

พูดถึงนักเรียกร้องสิทธิอีกคนที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ มหาตมา คานธี นักเคลื่อนไหวชาวอินเดียที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงอย่างสันติ  ในช่วงนั้นอินเดียยังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ชาวอินเดียในตอนนั้นถูกเจ้าอาณานิคมกดขี่สารพัด

แต่รู้หรือไม่ว่าจุดเริ่มต้นเรียกร้องสิทธิพลเมืองของคานีนั้นเริ่มต้นที่ประเทศแอฟริกาใต้ เขาใช้เวลาในแอฟริกาใต้เพื่อส่งเสริมชาวนาและแรงงานให้เรียกร้องค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรมและการเลือกปฏิบัติจากสีผิว หลังจากนั้นเมื่อเขากลับอินเดียก็เริ่มเล่นการเมืองและผลักดันนโยบายแก้ไขความยากจน สร้างความปรองดองในประเทศ รวมไปถึงการหยุดการเอาเปรียนทางชนชั้นวรรณะของอินเดีย

ปี 1930 คานธีเดินต่อต้านการเก็บภาษีเกลือจากอังกฤษ ต่อมาอีก 12 ปีเขากลายเป็นผู้นำชาวอินเดียต่อสู้เพื่อเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษจนสำเร็จในปี 1947

หลังจากเข้าๆ ออกๆ มหาลัยในอินเดีย (เรียนไม่จบนั่นแหละ) คานธีก็ตัดสินใจเข้าเรียนอีกรอบ คราวนี้ไปเรียนที่ University College London (UCL) ในสาขากฎหมาย

 

Ellen Johnson Sirleaf

 

    ข้ามฟากมาที่ฝั่งทวีปแอฟริกา ‘เอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ’ ประธานาธิบดีแห่งไลบีเรีย ฉายา  "หญิงเหล็กแห่งแอฟริกา" ประธานาธิบดีหญิงที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกของทวีปแอฟริกาและผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

 

    เธอจบการศึกษาจากคณะบัญชี Madison Business College และต่อโทที่ Harvard University ด้าน Public administration

 

เธอได้รับเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปี 2011 เซอร์ลีฟได้คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกับนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและประชาธิปไตยชาวไลบีเรียและเยเมนอีก 2 คน ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามกลางเมืองไลบีเรียครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นในปี 2003 และนำไปสู่การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยซึ่งส่งผลให้เธอได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีหญิคนแรกในประวัติศาสตร์ของทวีป

 

    นอกจากนี้บทบาทของพวกเธอคือการเป็นแกนนำการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อความปลอดภัยและสิทธิสตรีในการมีส่วนร่วมสร้างสันติภาพในประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ที่สร้างแรงบันดาลใจแก่สตรีทั่วโลก

 

Nelson Mandela

 

    ถ้ายังวนเวียนที่อยู่แอฟริกา เราก็ต้องไม่ลืมนักต่อสู้คนสำคัญอีกคน นั่นก็คือ ‘เนลสัน โรลีลาลา แมนเดลา’ นักเคลื่อนไหวด้านประชิปไตยที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก ผลงานของเขาและรางวัลต่าง ๆ กว่า 250 รางวัล รวมถึงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพยังถูกพูดถึงอยู่จนถึงปัจจุบัน

 

    แมนเดลาเรียนปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์ (เรียนวรรณกรรม การเมือง มานุษยวิทยา การบริหารบ้านเมืองท้องถิ่น กฎหมาย) ที่  University of Fort Hare ซึ่งถือว่าเป็นมหาลัยของชนชั้นนำผิวดำในขณะนั้น แต่สุดท้ายก็โดดไล่ออกเพราะเข้าร่วมการประท้วงของนักเรียน

    

    แมนเดลาเชื่อว่าทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เขาจึงเข้าร่วมพรรคสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา (African National Congress หรือ ANC) และต่อมาได้ร่วมก่อตั้งสันนิบาตเยาวชนพรรค ANC ซึ่งเป็นแกนนำการประท้วงนโยบายแบ่งแยกสีผิว

 

    แม้เขาจะถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อปี 1964 จากการชุมนุมประท้วงของสันนิบาตเยาวชนพรรค ANC แต่ในปี 1990 เขาก็ออกจากเรือนจำเยี่ยงวีรบุรุษ ปีถัดไปเขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ดยมีภารกิจสำคัญในการหล่อหลอมประชาชนทุกเชื้อชาติและสีผิวเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

    แมนเดลาเสียชีวิตปี 2013 เขามีอายุ 95 ปี

 

 

MUST READ

article Img

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOEFL ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

396.7K
article Img

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

91.8K
article Img

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

67.3K
article Img

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร >>เตรียมตัวสอบ IELTS Speaking หัวข้อคำถาม >>หลักสูตรด้านภาษาอังกฤษ >>หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบ EFL   (เรียนเป็นภาษาต่างประเทศ)   หลายๆ คนคงทราบว่าการสอบ IELTS นั้นแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่การฟัง อ่าน เขียน และพูด ตามลำดับ โดยมีคะแนนเต็ม 9.0 ซึ่งจะนำคะแนนที่เราได้ในแต่ละ part มาเฉลี่ยกัน บทความนี้จะเจาะลึกที่การเขียน task 2

61K