รู้จักการใช้ Reported speech วิธีเล่าเรื่องที่ฟังมาอีกทอด

เรียนต่อไม่ยากเลย เช็คโฮมเพจที่เราพัฒนาขึ้นใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลสุดปัง

เข้าดู
ขั้นตอนเรียนต่อ

Product of

สนใจข้อมูลเรียนต่อสุดอินไซด์?

ฟังรีวิวคอร์สคณะมหาลัย ทิปส์เรียนต่อ จากนักเรียนตัวจริงเสียงจริง

เข้าดู
cta banner image
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

รู้จักการใช้ Reported speech วิธีเล่าเรื่องที่ฟังมาอีกทอด

what is reported speech and how to use it

    ในภาษาอังกฤษ ในการจะเล่าว่าคนคนหนึ่งพูดอะไรบ้างให้อีกคนฟัง เราอาจทำได้ 2 แบบ คือ พูดตรงๆ ไปเลยว่าเค้าพูดว่าอะไร หรือเป็นการอ้างอิงคำพูดเป๊ะๆ นี่เรียกว่า ‘Direct Speech’ แต่ถ้าหากเราอยากสรุปใจความสำคัญของสิ่งที่เค้าพูดเพื่อนำไปเล่าต่อ นี่จะเรียกว่า ‘Indirect Speech’ หรือ 'Reported Speech’

    

Reported Speech คืออะไร

 

    Reported Speech เรียกอีกอย่างว่า Indirect Speech คือ การนำคำพูดไป ‘เล่า’ ต่ออีกทีหนึ่ง โดยการเล่าก็คือการสรุปใจความโดยผู้นำไปเล่าต่อนั่นเอง แปลตรงตัวก็คือ ‘คำพูดที่ถูกนำไปรายงาน ไปเล่าต่อ’

 

ตัวอย่างของประโยค Direct speech และ Reported speech

 

    Direct speech: 'I worked as a waiter before becoming a chef,' he said.

    Reported (indirect) speech: He said he'd worked as a waiter before becoming a chef.

 

    Direct speech: Jamilla says 'I travel a lot in my job.’

    Reported (indirect) speech: Jamilla said she travelled a lot in her job.

 

    จากตัวอย่าง จะเห็นว่า โครงสร้างประโยค Reported speech สามารถแบ่งได้ 2 ส่วน คือ 

 

    1. Reporting clause ก็คือประโยคที่มี reporting verbs เช่น said, told, asked, replied

    2. Reported clause คือประโยคที่ผู้พูดจะบอกเล่า 

 

    จากตัวอย่างจะเห็นว่าในประโยค repoorted speech จะใช้ tense ในอดีตมาพูด (ในตัวอย่างที่ 1 คือ had worked และ travelled) นอกจากนี้ยังต้องเปลี่ยน pronoun ด้วย (ในตัวอย่างที่ 2 จาก my ที่เจ้าตัวพูด เป็น her เมื่อนำไปเล่าใหม่)    

 

หลักการใช้ Reported Speech

 

    หลักการเปลี่ยน Direct Speech ให้เป็น Reported (indirect) Speech คือ ต้องเปลี่ยน

 

  1. เปลี่ยน Tense

    

    ประโยค reported speech ต้องลด Tense จากประโยค direct speech ไป 1 Tense

 

    ตัวอย่าง 

 

    “I always drink coffee”, she said.

    ต้องเปลี่ยนเป็น She said that she always drank coffee.

 

    “Bill arrived on Saturday”, he said.

    ต้องเปลี่ยนเป็น He said that Bill had arrived on Saturday.

 

    Clara said, ” I can swim”.

    ต้องเปลี่ยนเป็น Clara said that she could swim.

 

    อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นอยู่ว่า ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน Tense หากประโยคนั้นยังเป็นจริงอยู่ เช่น 

 

    I go to the gym next to your house.'

    อยู่ในรูป Reported speech คือ Jenny told me that she goes to the gym next to my house. แต่ยังใช้ Tense เดิม เพราะเจนนี่ยังคงไปเล่นยิมที่เดิมอยู่ ยังคงเป็นความจริง

 

2. เปลี่ยนสรรพนาม (Pronoun)

 

    หลักการก็คือ สรรพนามที่ผู้พูดพูดนั้น หากนำมาเล่าต่อใน reported speech ก็ต้องเปลี่ยนด้วย (เพราะคนพูดไม่ใช่คนเดิมแล้ว)

 

    Mary said 'I ate the pie.'

    ต้องเปลี่ยนเป็น She said that she ate the pie.

 

    สังเกตว่า สรรพนาม I ในประโยค direct speech เปลี่ยนเป็น She ในประโยค reported speech

 

    'I enjoy working in my garden,' said Bob.

    ต้องเปลี่ยนเป็น Bob said that he enjoyed working in his garden.

 

    สังเกตว่า สรรพนาม I และ my ที่บ๊อบพูดในประโยคบน ต้องเปลี่ยน He และ his ในประโยค reported speech

 

    อย่างไรก็ตาม หากผู้พูดเป็นคนเดียวกับคนที่ไปเล่าต่อ ก็ยังสามารถใช้สรรพนามเดิมได้ เช่น

 

    I'm working on my thesis,' I said.

    ประโยค Reported Speech ก็ต้องเป็น I told her that I was working on my thesis.

 

3. เลือกใช้ Reporting verb

 

    Reporting verb คือกริยาที่ใช้ในการบอก โดยจะอ้างอิงจากประโยค direct speech เช่น said, told, asked, replied

 

    โดย reporting verb ใน reported speech นั้นสามารถอ้างอิงจาก direct speech ได้เลย

 

 

 

 

MUST READ

article Img

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOEFL ต่างกันยังไง ควรสอบอะไรดี อัพเดตการสอบปี 2026

IELTS vs TOEFL ต่างกันยังไง? เลือกสอบอะไรดีสำหรับเรียนต่อต่างประเทศ   ใครที่กำลังวางแผนเรียนต่อต่างประเทศ หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยก็คือระหว่าง IELTS และ TOEFL ควรสอบอะไรดี เพราะทั้งสองแบบสามารถใช้ยื่นมหาวิทยาลัยได้ แต่มีความแตกต่างทั้งรูปแบบสอบ ระบบคะแนน และประเทศที่นิยมใช้   บทความนี้จะเปรียบเทียบการสอบทั้ง 2 รูปแบบ พร้อมตัดสินใจว่าการสอบแบบไหนเหมาะกับใครบ้าง   IELTS vs TOEFL ต่างกันยังไง? IELTS และ TOEFL

463K
article Img

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี! แจกแพลนครบ 12 เดือน อยากเรียนต่อต่างประเทศปีหน้า เริ่มได้เลย

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี เอ๊…ถ้าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศปีหน้า เราควรต้องเตรียมตัวช่วงไหนนะ? ตอนนี้มันจะสายไปมั้ยหรือยังไง? แล้วเดือนไหนควรต้องเตรียมอะไรบ้าง? หลาย ๆ คำถามเหล่านี้อาจเป็นคำถามในใจของใครหลาย ๆ คน ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนเราก็อาจจะหาคำตอบได้ยากหน่อย เพราะข้อมูลมันเยอะมากกกก จนต้องเอามาสรุปกันเองแบบงง ๆ (แอดมินเป็นมาก่อนค่า) แต่ไม่ต้องเครียดค่ะ วันนี้ Hotcourses Thailand ขอเสนอตัว

106.8K
article Img

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

79.7K
article Img

IELTS Writing Task 2 คืออะไร? โครงสร้าง วิธีเขียน และเทคนิคทำคะแนนสูง

IELTS Writing Task 2: เทคนิคเขียน essay ให้ได้คะแนนดี  สำหรับนักศึกษาที่เลือกสอบ IELTS เพื่อยื่นผลคะแนนภาษาอังกฤษ สิ่งที่ต้องเจอก็คือข้อสอบพาร์ทการเขียนที่มี 2 ข้อ โดยข้อ 2 จะเป็นส่วนที่มีคะแนนถึง 2 ใน 3 ของคะแนนทั้งหมดในส่วนนี้ วันนี้ IDP Hotcourses จะพาไปเจาะลึกข้อสอบส่วนนี้ พร้อมให้เทคนิคดีๆ เพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวได้ถูกต้องกัน   IELTS Writing Task 2 คืออะไร IELTS Writing Task 2 คือ ข้อสอบข้อที่ 2

71.5K