นโบบายความเป็นส่วนตัว

เราใช้คุกกี้เพื่อทำให้คุณสามารถใช้เว็บไซต์ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คุกกี้ส์จะช่วยจัดให้คุณเห็นโฆษณาที่เหมาะกับคุณจริงๆ พร้อมทั้งช่วยให้คุณใช้ฟีเจอร์ที่หลากหลาย การอนุญาตทั้งหมดถือว่าคุณยอมรับการใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ คุณสามารถจัดการ เปลี่ยนการตั้งค่าของคุณได้ตลอดเวลา
ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : ก่อนเดินทาง

8 สุดยอดหนังสือที่นักเรียนฝรั่งต้องคารวะ

Top Books to Read Before Starting University

  ทุกวันนี้มีหนังสือคุณภาพหลากหลายเล่มที่ถูกแปลเป็นภาษาต่าง ทั่วโลกมากมาย แต่น้อยเล่มนักที่จะเป็นหนังสือที่เป็นอมตะและสามารถสะท้อนสังคมได้อย่างแยบยลและร่วมสมัย 

 

    วันนี้ Hotcourses Thailand จะพาไปรู้จัก 8 หนังสือหรือวรรณกรรมที่ควรค่าแก่การอ่าน โดยทั้งหมดต่างเป็นผลงานจากปลายปากกาของนักเขียนที่มีชื่อเสียงในระดับโลกทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเป็นหนังสือที่ควรอ่านสักครั้งในชีวิตเลย 

 

The Little Prince - เจ้าชายน้อย

    ผู้แต่ง: Antoine de Saint-Exupéry

    ปีที่พิมพ์: 1943

    เจ้าชายน้อยเป็นวรรณกรรมเยาวชน ต้นฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศส ถือเป็นหนังสือคลาสสิคตลอดกาลที่ถูกแปลมากกว่า 380 ภาษา แปลมากที่สุดรองจากคัมภีร์ไบเบิล รวมทั้งยังถูกแปลเป็นภาษาท้องถิ่น อักษรเบรลล์และรหัสมอร์สด้วย การันตีถึงคุณภาพและสามารถเข้าถึงทุกคนอย่างแท้จริง

 

    The Little Prince เป็นหนังสือที่แฝงไปด้วยเรื่องราวการผจญภัยของ Saint-Exupéry ที่ประสบพบเจอ เช่น การเกิดอุบัติเหตุจากเครื่องบิน หมายเลขเครื่องบิน สภาพภูมิประเทศ ประเทศที่เคยไปมาเป็นฉากในการแต่งนิยายท่องเที่ยวจักรวาลที่ทำให้เด็กๆ ได้จินตนาการภาพได้อย่างน่าประทับใจด้วยเนื้อเรื่องที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยการตั้งคำถามและข้อคิดต่าง ได้อย่างลึกซึ้ง แม้หนังสือเล่มนี้จะเป็นวรรณกรรมเยาวชน แต่ก็เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกวัย

    

Animal Farm

    ผู้แต่ง: George Orwell

    ปีที่พิมพ์: 1945

 

    “สัตว์ทุกตัวเท่าเทียม แต่สัตว์บางตัวได้ความเท่าเทียมมากกว่าประโยคนี้อาจจะเป็นประโยคที่หลายคนคงเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง แม้กระทั่ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยก็เคยแนะนำให้คนไทยอ่านหนังสือเล่มนี้ 

 

    Animal farm เป็นนวนิยายสั้นเชิงอุปมานิทัศน์ เสียดสีการเมือง โดยได้แรงบันดาลใจจากการเมืองของรัสเซียตั้งแต่ช่วงปฏิวัติรัสเซียจากการเปรียบเทียบสัตว์ต่าง ที่เคยถูกเลี้ยงโดยมนุษย์ในฟาร์มแห่งหนึ่ง และสัตว์เหล่านั้นก็ทำการปฏิวัติเจ้าของฟาร์มนำโดยหมู ซึ่งเปรียบเทียบกับบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีม้า ลา และสัตว์ตัวอื่น ที่เป็นตัวแทนของพลเมืองที่มีบุคลิก แนวคิดทางการเมืองและการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไป หนังสือเล่มนี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงระบบอำนาจนิยมที่แทรกซึมอยู่ในทุกชนชั้นทุกที่ทั่วโลกเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน ถือเป็นหนังสือที่คู่ควรแก่การอ่านอย่างยิ่งหากต้องการทำความเข้าใจเรื่องการเมืองแบบย่อยง่าย

 

1984

    ผู้แต่ง: George Orwell

    ปีที่พิมพ์: 1949

 

    1984 เป็นหนังสือแนว ดิสโทเปีย บันเทิงคดีการเมือง บันเทิงคดีสังคมศาสตร์ เป็นหนังสือเล่มสุดท้ายของ George Orwell ผู้แต่งเรื่องเดียวกันกับ Animal Farm โดยเรื่องราวเกิดขึ้นในโอชันเนียรัฐสมมติซึ่งปกครองด้วยระบอบเผด็จการ โดยมีท่านผู้นำเป็นผู้กุมอำนาจและกำหนดทิศทางของทุกอย่างเบ็ดเสร็จ ผู้คนส่วนใหญ่ในรัฐจึงมีชีวิตอยู่โดยไม่เคยตั้งคำถาม จนวันหนึ่งเมื่อชายวัยกลางคนชื่อ วินสตัน สมิธและคนรักต้องการเป็นอิสระ ทั้งคู่จึงกลายเป็นกบฏของรัฐ 

 

    ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตอีกประมาณ 30-40 ปีข้างหน้าจากตัวผู้เขียนเอง เช่น ผู้คนจะถูกรัฐบาลสอดแนมและควบคุมประชาชนอยู่ตลอดเวลาผ่านกล้องที่ติดตั้งไว้ทั่วเมืองแม้กระทั่งในที่พักอาศัย ซึ่งในปัจจุบันก็เทียบได้กับ CCTV ที่เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน

 

Teahouse: A Play in Three Acts - ร้านน้ำชา

    ผู้แต่ง: Lao She

    ปีที่พิมพ์: 1957

 

    ร้านน้ำชาเป็นบทละครพูด 3 องก์ ที่สะท้อนให้เห็นสังคมของผู้เขียนอย่าง เหลาเส่อ นักเขียนวรรณกรรมจีนร่วมสมัยผู้โด่งดัง ฉากเกิดขึ้นในร้านน้ำชาเก่าแก่ชื่อ ยู่ไท่ เมืองปักกิ่ง และบทละครบอกเล่าเรื่องราวสภาพสังคมจีนที่เปลี่ยนผ่านมากว่า 5 ทศวรรษผ่านตัวละครต่าง ตั้งแต่ช่วงปลายราชวงศ์ชิงจนถึงทศวรรษ 1940 หรือช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นช่วงที่สังคมจีนมีความกระท่อนกระแท่นอย่างมาก มีแต่ความโกลาหนวุ่นวาย ไร้ซึ่งความสงบ ข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง และการกดขี่ประชาชนจากชนชั้นปกครอง ร้านน้ำชายู่ไท่ก็เป็นสถานที่หนึ่งที่จะต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดจากความลำบากเหล่านั้นอยู่เสมอ

 

    ใครที่ชื่นชอบด้านประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของประเทศจีนในช่วงกลียุคและการเปลี่ยนผ่านเรื่องราวต่าง ผ่านบทละครพูดที่ทรงคุณค่าทางวรรณศิลป์ร้านน้ำชาพระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ถือเป็นหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ

 

One Hundred Years of Solitude - หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว

    ผู้แต่ง: Gabriel García Márquez

    ปีที่พิมพ์: 1967

    One Hundred Years of Solitude เป็นผลงานชิ้นเอกของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นักเขียนรางวัลโนเบล สาขาวรรณคดี ผู้บุกเบิกงานเขียนแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ (Magical Realism) ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมชั้นเลิศโดยเรื่องราวเล่าถึงระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษที่เกิดขึ้นกับตระกูลบูเอนดิยาในหกชั่วอายุคน กับเมืองในจินตนาการมาก็อนโดตั้งแต่การก่อตั้ง แต่เมื่อครั้งบรรพกาล กับการรุกคืบเข้ามาของกาลเวลา ซึ่งสามารถสะท้อนปัญหาของผู้คนในละตินอเมริกา รวมถึงความเป็นไปของโลกที่สามได้อย่างลึกซึ้ง หากใครชื่นชอบอ่านแนวการเมือง เศรษฐกิจ และดราม่า หนังสือเล่มนี้น่าจะตอบโจทย์คุณได้อย่างแน่นอน

 

Disgrace - ไร้เกียรติยศ

    ผู้แต่ง: J.M. Coetzee

    ปีที่พิมพ์: 1967

 

    “ไร้เกียรติยศหรือ Disgrace ผลงานของนักเขียนรางวัลโนเบล เจ.เอ็ม คูตซี (J.M. Coetzee) นักเขียนชาวแอฟริกา เป็นเรื่องราวของตัวละครชื่อเดวิด ลูรี ศาสตราจารย์วัย 52 ปี ที่ต้องจบอาชีพอาจารย์เพราะไปมีความสัมพันธ์กับลูกศิษย์จนต้องกลับไปหาลูกสาวที่เป็นชาวไร่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่คนดำอาศัยอยู่มาก เหตุการณ์เหมือนจะดีขึ้น แต่กลับต้องมาประสบเหตุการณ์ที่สุดสลดอีกหนเหมือนหนีเสือปะจระเข้ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความโชคร้ายของชีวิตหรือเป็นเพราะกรรมเวร 

 

    หนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม การใช้ชีวิตในสภาพสังคมของประเทศแอฟริกาใต้ที่มีนโยบายแบ่งแยกผิวสี นิยายเล่มนี้ได้รับรางวัล The Booker Prize ด้วย 

 

No Exit - นรกคือคนอื่น

    ผู้แต่ง: Jean Paul Sartre

    ปีที่พิมพ์: 1944

 

    Jean-Paul Sartre เป็นนักเขียนและปราชญ์ชาวฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 20 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1964 และเป็นคนแรกที่ปฏิเสธรางวัลนี้ 

 

    No Exit เป็นละครที่เล่าเรื่องราวของตัวละครหลัก 3 ตัวหลังจากเสียชีวิตด้วยสาเหตุต่างๆ แล้วถูกขังอยู่ด้วยกันในนรกที่ไม่ใช่นรกตามอุดมคติ ที่ว่าจะต้องมีการทรมานด้วยอาวุธ ปีศาจ แต่ผลของการกระทำได้รับการลงโทษที่อาจจะมาในรูปแบบของคนอื่น

 

Waiting for Godot - คอยโกโด

    ผู้แต่ง: Samuel Beckett

    ปีที่พิมพ์: 1952

 

    Waiting for Godot ถือเป็นวรรณกรรม Absurd ที่มีชื่อเสียงที่สุด บอกเล่าเรื่องราวของชายสองคนที่มีความหวังจากบุคคลหนึ่งคือคุณ Godot ที่แปลได้ว่าเป็น God ที่ไม่รู้ว่าเป็นใครและจะมาถึงเมื่อไหร่ โดยตัวละครมักจะพูดหรือทำอะไรซ้ำ โดยที่ไม่รู้ว่าทำไปทำไม เพื่ออะไร สะท้อนให้เห็นถึงมนุษย์ที่บางครั้งก็มักจะทำอะไรที่บางทีก็ไม่ต้องมีเหตุผล แปลก หรือรอคอยใครบางคน บางสิ่งบางอย่างที่คาดหวังว่าจะพบเจอในวันพรุ่งนี้ แต่อนิจจาพรุ่งนี้ก็ไม่เคยเป็นวันนี้อยู่ดี

 

 

    10 หนังสือดี ที่กลายมาเป็นภาพยนตร์สุดฮิต

    10 หนังสือที่ทำให้ นักศึกษา Top U ในอเมริกาเป็นตัวท็อป

    หนังสือ 10 เล่มที่ Mark Zuckerberg อยากให้อ่านสักครั้งในชีวิต!

 

 

 

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สและสถาบัน

คอร์สแมทเชอร์
มีแพลนคิดที่จะเรียนต่อ แต่เหนื่อยหาข้อมูลเยอะๆหรือเปล่า?
"คอร์สแมทเชอร์" ช่วยได้ เพียงไม่กี่คลิ๊ก เราแมทช์คุณกับคอร์สทั่วโลก
เริ่มหาและแมทช์เลย

MUST READ

article Img

นิสัย 8 อย่างที่ควรทำถ้าอยากประสบความสำเร็จ

เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านมาถึงเกือบจะกลางเดือนสี่แล้ว ยังจำเป้าหมายที่เราตั้งใจจะทำไว้ในช่วงปีใหม่เมื่อสามเดือนกว่าๆ ที่แล้วได้มั้ย? ไอ้ความตั้งใจที่จะทำนู่นทำนี่เยอะแยะไปหมด สุดท้ายสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ผ่านไปหนึ่งปีก็มาเริ่มต้นตั้งเป้าหมายกันใหม่ ถ้าใครอยากประสบความสำเร็จในระยะยาวละก็ ลองนำนิสัย 8 อย่างที่คนประสบความสำเร็จระดับโลกมีเหมือนกันไปปรับใช้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จเล็กหรือใหญ่แค่ไหนอย่างน้อยก็ได้ทำอะไรเพื่อตัวเองเนอะ :)  

374.5K
article Img

10 สำนวนภาษาพูดอังกฤษแบบเจ้าของภาษา

1) What's up?  มี 3 รูปแบบการใช้ คือ ใช้แทนคำทักทาย (Hi) ใช้ถามว่าสบายดีไหม (How are you?) หรือใช้ถามว่า เกิดอะไรขึ้นที่นี่ (What is happening here?)     2) Your fly is undone. ใช้เวลาแอบกระซิบเพื่อนว่า "แกๆ แกลืมรูดซิปอะ"       3) To wolf down To wolf (something) down หมายถึง กินอย่างตะกละ กินอย่างรวดเร็ว  How   did   you   wolf

246.8K
article Img

ตอบคำถาม How are you? ยังไง ที่ไม่ใช่แค่ I'm fine, thank you. And you?

ถ้าจะเริ่มต้นประโยคทักทายเป็นภาษาอังกฤษ หลายๆคนก็อาจจะนึกถึง Hi How are you? เป็นอันดับแรกใช่มั๊ยล่ะคะ ซึ่งก็ไม่แปลกเลย เพราะคำทักทายแบบนี้เป็นคำที่ได้ยินทั่วไปแทบทุกวัน และก็ใช้กันในวงกว้างมากๆ แต่เอ.. เคยสงสัยกันมั๊ยคะว่า เราเจอคนเดิมๆทุกวัน พูดทักซ้ำๆทุกวัน มันจะน่าเบื่อรึเปล่านะ และจะมีคำอื่นๆให้ใช้รึเปล่า มาค่ะ วันนี้ Hotcourses Thailand แวะเอาคำทักทายหลายๆแบบมาฝากกัน จะได้นำไปใช้กันได้นะคะ     คำทักทายแบบไม่เป็นทางการ

63.7K
article Img

Infographic คู่มือจัดกระเป๋าฉบับเตรียมตัวไปเรียนต่อนอก

เวลาจะจัดกระเป๋าไปเที่ยวทีไรนี่ถึงไหนถึงกันนะ เพราะส่วนใหญ่ก็ไปไม่นาน แป๊บๆ ก็กลับ หรือถ้าขาดเหลืออะไรก็รู้ว่าวิ่งเข้าร้านสะดวกซื้อ (ที่มีแทบทุกประเทศ) แป๊บเดียวก็แก้ปัญหาได้ละ แต่พอถึงเวลาต้องมาจัดกระเป๋าไปเรียนต่อต่างประเทศนี่ อยากจะเอาขาก่ายหน้าผากแล้วนอนไปทั้งอย่างนั้นเลย เพราะมันเป็นอะไรที่ต้องเตรียมตัวอย่างดี บางอย่างนี่ถ้าลืมคือหาซื้อที่ไหนไม่ได้ แถมเผลอๆ ไปถึงที่่เรียนแล้วแต่ไม่มีที่พักอีก มันก็เลยจะเครียดหน่อยๆ อ่ะเนอะ เอ้า ไม่ต้องกลัวค่ะ

5.1K