ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : Essentials

8 แกรมม่าที่ใช้ผิดกันบ่อยๆ ใน TOEFL

share image

กลับมาอีกครั้งกับหัวข้อที่ได้รับเสียงตอบรับถล่มทลายกับ 8 แกรมม่าที่ใช้ผิดกันบ๊อยบ่อยในการสอบวัดผลภาษาอังกฤษ คราวที่แล้วเราพูดถึง IELTS กันไปแล้ว (ใครพลาด อ่านได้ตรงนี้เลยค่ะ) วันนี้ก็เป็นคิวของ TOEFL กันบ้างค่ะ 

 

ต้องบอกว่าถึงการสอบวัดผลเหล่านี้จะไม่มีพาร์ทที่เป็นแกรมม่าโต้งๆ แต่เค้าก็มีบทบาทอยู่ในทุกพาร์ทค่ะ โดยเฉพาะ speaking กับ writing ที่ถ้าเราอยากได้คะแนนสูงๆ เราต้องพยายามไม่เสียท่าให้แกรมม่าเด็ดขาดเลยค่ะ 

 

ว่าแล้วก็มาดูกันเลยว่า 8 ข้อแกรมม่าที่ผิดกันเยอะมากๆ ในการสอบ TOEFL มีอะไรบ้าง

 

1. ประโยคยืดยาว - ผิด

 

บางทีเวลาเขียนคำตอบในเวลาที่จำกัด มันก็ทำให้เราสติกระเจิดกระเจิง ลนลานได้ง่ายสุดๆ หลายๆ ครั้งเราก็เลยเขียนแบบใส่ทุกอย่างที่นึกได้ลงในประโยคเพียงประโยคเดียว กลายเป็นประโยคยืดยาว ไม่เชื่อมต่อกัน ข้อนี้โดนหักคะแนนทันทีค่ะ ตัวอย่างเช่น Madeleine went to the store she found a pair of shoes she really liked. นี่มันสองประโยคชัดๆ

 

วิธีที่ถูกคือ ริงๆ อันนี้ใช้ได้หลายอย่างเลย เช่น ใช้ semi-colon (;) คั่นระหว่างประโยค, เริ่มประโยคใหม่ หรือใช้คำเชื่อมที่เหมาะสม เช่น

 

  • แยกประโยคด้วย comma หรือ semi-colon แล้วใช้คำเชื่อมอย่าง therefore, thus, however, consequently, furthermore, also, and nevertheless มาต่อประโยคถัดไป เช่น Madeleine went to the store; consequently, she found a pair of shoes she really liked.

  • แยกเป็น 2 ประโยค เช่น Madeleine went to the store. She found a pair of shoes she really liked.

 

2. ใช้ future tense ใน time clauses - ผิด

 

บางคนอาจจะจำไม่ได้ว่า time clause คืออะไร วิธีดูง่ายๆ ก็คือประโยคแบบนี้จะมีคำพวกนี้อยู่ด้วยค่ะ

when, as, as soon as, while, after, until, and before แล้วก็จะตามด้วยอีกประโยค ที่ต่อเนื่องกัน

 

จำไว้ว่า พวกนี้จะใช้ประโยคเดี่ยวๆ ไม่ได้ ต้องมาเป็นแพ็คคู่ เช่น As soon as the dishes are done, you can go out and play.  (คือถ้ามีประโยคแรกโผล่มาเฉยๆ เราก็จะมีคำถามต่อว่า แล้วไงต่อ? อะไรแบบนี้) 

 

ที่ผิดกันบ่อยม้ากมากเลยก็คือหลายๆ คนมักจะใช้ will (future tense) ใน time clause นั่นเองค่ะ 

 

วิธีที่ถูกคือ ใช้ present tense เท่านั้นใน time clause 

เช่น After the movie ends, you can go back to class. (ไม่ใช่ After the movie will end…)


 

3. การใช้ a, an, the



 

ปัญหาสุดคลาสสิคของการใช้ภาษาอังกฤษก็หนีไม่พ้นเรื่องนี้เลยค่ะ หัวข้อนี้ก็ติดชาร์ทในบทความที่แล้ว มาคราวนี้ก็ยังติดอีก มาค่ะ เรามาสรุปง่ายๆ กันว่าต้องใช้อะไรตอนไหนบ้าง

 

เราใช้ a, an ในการพูดถึงสิ่งทั่วๆ ไป ไม่เฉพาะเจาะจง แบบพูดไปรวมๆ เช่น a dog, an apple คือไม่ได้เจาะไปว่าเป็นสุนัขตัวนี้นะ หรือแอปเปิ้ลลูกนี้นะ ตัวอย่างก็คือ Could you please bring me a glass of water?

 

เราใช้ the กับ

  • สิ่งที่เฉพาะเจาะจง พูดแล้วรู้ว่าหมายถึงอันไหน

  • สิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียว เช่น the earth

  • ใช้กับตัวเลขที่เป็นลำดับ เช่น  the first, the second, the third

  • ใช้กับอะไรที่เป็นที่สุด เช่น the worst, the shortest, the lowest, the most beautiful


 

 

 

4. สับสน Could, Should, and Would



 

นี่ก็ใช้ปนกันนะบางทีเพราะมันงงจริงอะไรจริง

วิธีใช้ที่ถูกคือ 

 

Could ใช้ได้ทั้งเป็นคำขอร้องแบบสุภาพมากๆ เช่น Could you please close the window? หรือเป็นรูปอดีตของ can เล่าเรื่องที่เคยทำได้ในอดีต เช่น Before I got sick, I could run five miles without stopping.

 

Should ใช้ในการแนะนำ เช่น You should stop looking at your phone for a minute.

 

Would ใช้เป็นรูปอดีตของ will พูดถึงเรื่องที่จะทำในอดีต เช่น I would quit my job if I won the lottery. หรือเป็นคำขอร้องแบบสุภาพอีกเหมือนกัน เช่น Would you like some dessert?

 

5. เรียงลำดับคำคุณศัพท์ (adj.)



 

ยิ่งคำคุณศัพท์เยอะ ยิ่งวางไม่ถูก ไม่รู้อันไหนมาก่อน จริงๆ แล้วต้องเรียงแบบนี้ค่ะ

 

- ตัวเลข จำนวน

- คุณภาพ เช่น ดี แย่

- ขนาด

- รูปทรง

- อายุ

- สี

- เชื้อชาติ

- วัสดุ

จำแบบนี้อาจจะยาก แนะนำว่าลองจำเป็นประโยคสั้นๆ ไว้เป็นตัวอย่างก็พอค่ะ เช่น

The seven big old black cows walked through the field.

The tall Canadian woman was waiting outside the shop.

 

6. Their, There, and They’re ฟังคล้ายกันแต่คนละเรื่องเลย หลายๆ คนสับสนตรงนี้ มาดูวิธีใช้ที่ถูกกันค่ะ



 

Their เป็นการบอกความเป็นเจ้าของ (ก็พวกเดียวกับ my, her, his) อันนี้ใช้บอกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของของคนกลุ่มนี้/กลุ่มหนึ่งนะ เช่น This is their new team.

 

There ใช้ได้ 2 แบบค่ะ คือใช้บอกสถานที่ ว่าอยู่ตรงนู้นนน (ต่างกับ This ที่แปลว่า ตรงนี้) เช่น You can hang your coat there. อีกแบบนึงคือใช้ขึ้นต้นประโยคแล้วต่อด้วย is, are, was, were เพื่อบอกว่า มี....เช่น There's someone on the phone for you.

 

They’re นี่คือรูปแบบย่อของ They are ค่ะ เช่น They’re going to the theme park.

 

7. Me กับ Myself 



 

อันนี้ดูเหมือนแตกต่างกันแบบชัดเจน แต่บางครั้งก็ใช้ผิดกันเพราะนึกว่า myself ฟังดูสุภาพกว่า อย่าตกหลุมพรางเชียวค่ะ เพราะ me เป็นการพูดถึงตัวเรา เช่น Can you get a taxi for John and me? หรือ He didn’t ask me if I wanted to join his party.

 

แต่ myself เป็นการบอกว่า ทำนั่นนี่ด้วยตัวเอง เช่น I made the entire dinner by myself.

 

8. รูปพหูพจน์ของคำศัพท์บางคำ ต้องจำให้แม่นเลยนะคะ ดูข้างล่างแล้วท่องไว้เลย




 

Singular Form

Plural Form

Child

Children

Curriculum

Curricula

Fish

Fish

Foot

Feet

Half

Halves

Man

Men

Mouse

Mice

Syllabus

Syllabi

Thesis

Theses

Woman

Women



 

 

 

Credit: https://www.prepscholar.com/toefl/blog/toefl-grammar/ 

 

เกี่ยวกับผู้เขียน

author image

ศิษย์เก่าคณะวารสารศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์ ที่พลิกมาเรียนต่อด้านการตลาดที่ King’s College London ก่อนจะจับพลัดจับผลูมาทำงานด้าน communication เต็มตัวในอังกฤษ

MUST READ

ข้อมูลครบจบทุกเรื่องการสอบ IELTS

IELTS คืออะไร?   IELTS (International English Language Testing System)  เป็นการสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษไว้สำหรับประเมินว่าเรามีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพียงพอกับการเอาตัวรอดในการเรียนหรือเปล่า และ เช่นเดียวกับ TOEFL  การสอบก็จะวัดสี่สกิลหลักๆ  คือ Listening, Reading, Writing, และ Speaking   การสอบ IELTS แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ เพื่อการศึกษาต่อ (Academic

204024

สอบ TOEFL

สอบ TOEFL internet-based test (iBT) สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวจะไปเรียนต่ออเมริกา ที่จำเป็นจะต้องใช้ผลคะแนน TOEFL ยื่น ก่อนสอบควรจะมีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปสอบนะคะ วันนี้ Hotcourses Editor ขออนุญาตนำประสบการณ์และเทคนิคที่น่าสนใจจาก คุณมุตตา มานำให้ชาว Hotcourses Thailand ได้อ่านกันนะคะ เพราะคิดว่าคงเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆคนที่กำลังเตรียมตัวสอบ TOEFL อยู่ค่ะ ขอพูดถึงการสอบ TOEFL internet-based test (iBT) ก่อนนะคะ เราเคยสอบทั้งหมด 2 ครั้ง

66711

การสอบวัดระดับประเภทต่างๆ

ATAS The National Board of Dental Examination (NBDE) คือ การทดสอบสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนด้านทันตกรรมในประเทศอเมริกา แบบทดสอบจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นคำถามแบบ multiple choice ประมาณ 400 ข้อ เกี่ยวกับจุลชีววิทยา, ทันตกรรม และคัพภวิทยา (Embryology) ส่วนที่ 2 เป็นการประเมินผลด้านวิชาชีพ และส่วนที่ 3 เกี่ยวกับการจัดการสุขอนามัยด้านทันตกรรมในด้านต่างๆ MCAT The Medical College Admission Test (MCAT)

12184

การเขียนใบสมัคร

ทาง hotcourses ได้รวบรวมเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้ใบสมัครของเราพร้อมที่สุดเท่าที่จะพร้อมได้ • ถึงตอนนี้เราคงตัดสินใจไปแล้วว่าอยากจะเรียนหลักสูตรไหน เพราะอะไร แต่คนที่จะสมัครหลักสูตรเดียวกับเราก็คงคิดเหมือนกัน นอกจากจะต้องแสดงความมุ่งมั่นของเราให้ทางมหาวิทยาลัยเห็นในใบสมัครแล้ว เท่านี้ยังไม่พอ เราจะต้องนึกถึงข้อกำหนดที่ทางมหาวิทยาลัยต้องการจากนักศึกษาในอนาคตของทางมหาวิทยาลัยด้วย ลองคิดดูว่าเราเหมาะสมกับข้อกำหนดนี้หรือเปล่า

10625