ศุกร์นี้ยังไหวกันอยู่มั้ยคะ
ไหน เหนื่อยมั้ย นั่งๆ หาน้ำเย็นๆ กินให้ชื่นใจแล้วมาอ่านรายงานนักสืบของมิสกันค่ะ!
มาค่ะ ขออัพเดตข่าวล่าสุดเลยคือ Times Higher Education (THE) ได้ปล่อย World University Ranking ปี 2022 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดออกมาแล้ว! วันนี้เราจะมาเจาะลึกการจัดอันดับของ Times กัน ไปดูกันว่าชาวเน็ตฝั่งอินเตอร์เค้าคิดเห็นยังไงกับการจัดอันนี้
ก่อนอื่นมาดูอันดับปีนี้กันก่อน โดยมหาลัยที่ขึ้นแท่นแชมป์ก็คือ University of Oxford ซึ่งได้รับตำแหน่งนี้ติดต่อกัน 6 ปีแล้ว อันดับต่อๆ มา คือ
2. California Institute of Technology (=2)
3. Harvard University (=2)
4. Stanford University
5. University of Cambridge (=5)
6. Massachusetts Institute of Technology (=5)
7. Princeton University
8. University of California, Berkeley
9. Yale University
10. University of Chicago
สังเกตว่ามหาลัยที่ติด Top 10 นี่เป็นมหาลัยฝั่งตะวันตกที่ตั้งอยู่ในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นหลักเลย โดยมีมหาลัยจากอเมริกาว่า 8 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นมหาลัยจากไอวี่ลีกด้วย ส่วนสองมหาลัยจากอังกฤษก็อยู่ใน Russell Group ด้วย แถม 10 อันดับมหาลัยนี้ก็ไม่มีหน้าใหม่เลย หน้าเก่าก็วนๆ กันอยู่ใน Ranking นี้แหละ
ส่วนถ้าไล่มาดู Top 30 ปีนี้มหาลัยจากเอเชียเข้ารอบมา 4 แห่ง ตามลำดับดังนี้
16. Peking University
17. Tsinghua University
21. National University of Singapore
30. University of Hong Kong
นอกจากนี้ปีนี้ยังมีการเอาผลกระทบของ Covid-19 มาใช้ในการจัดอันดับด้วยนะ เพราะงานวิจัยสำคัญก็เน้นไปที่การผลิตวัคซีนและการจัดการวิกฤติ โดยมหาลัยแชมป์อย่าง Oxford ก็มีการคิดค้น AstraZeneca ที่เรารู้ๆ กัน
เอาล่ะ วอร์มอัพกันมาสักพักแล้ว มาดูกันว่าชาวเน็ตคิดเห็นยังไงบ้างเกี่ยวกับการจัดอันดับมหาลัยที่ทำกันมาช้านาน ความเห็นของคุณ Robin Wake บอกว่า “ก่อนอื่นเลยนะ การจัดอันดับมหาลัยพวกนี้ก็เหมือนกันการจัดอันดับนางแบบนั่นแหละที่จะใช้ข้อมูลแค่ส่วนสูง ตาหรือจมูด โดยไม่มองภาพรวมใหญ่จริงๆ
“แต่ถึงจะบอกอย่างนั้น ข้อมูลบางจุด (จากการจัดอันดับ) ก็พอจะมีประโยชน์อยู่ แต่ใน Ranking 50-100 นี่จะมีส่วนที่ข้อมูลไม่แม่นอยู่ เช่นในอันดับ 50-100 มหาลัยมันไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น”
ในขณะที่การจัดอันดับของ QS จะเน้นไปที่ประสบการณ์ของนักเรียนมากที่สุด โดยจะนำความหลากหลายและสัดส่วนนักเรียนต่างชาติ สัดส่วนนักเรียนในคณะและชื่อเสียงต่อนายจ้าง (ซึ่งก็ไม่เป็นกลาง) ทำให้ Ranking นี้จะเหมาะกับนักเรียนที่ไม่ต้องการเรียน/ทำวิจัยต่อ หรือคนที่อยากไปทำงานเลย
“ส่วนการจัดอันดับของ Times จะเน้นไปที่การวิจัยมากกว่า โดยจะแบ่งสัดส่วนของงานวิจัยและประสบการณ์นักเรียน ในขณะที่การสอนก็ไม่ค่อยเอามาใช้เป็นเกณฑ์
การจัดอันดับของของ Times จึงเหมาะกับคนที่อยากจะเรียนหรือทำวิจัยต่อ หรือคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าหลังเรียนจบจะทำอะไร เพราะการจันอับดับ Times เน้นเรื่องการวิจัยของมหาลัยมากๆ ซึ่งการวิจัยนี้ก็ไม่ใช่สำหรับนักเรียนปริญญาโทหรือเอกเท่านั้นนะ แต่การทำวิจัยตอนปริญญาตรีก็ถือเป็นก้าวที่สำคัญเช่นกัน แถมยังมีประโยชน์กับคนที่จะเรียนสายศิลป์ด้วย เพราะสามารถดูคอร์สที่ใช้การสอนในคลาส (taught) หรือสอนแบบวิจัยหรือแบบผสมก็ได้”
อื้อหือ ปังมาก เห็นภาพเลยค่ะ
อีกความเห็นคือของคุณ Otto Barret ที่มาเสริมนิดหน่อยว่าการจัดอันดับ QS นั้น 40% เป็นการจัดอันดับการรับรู้แบรนด์มหาลัยมากกว่า โดยไม่ได้นำด้านวิชาการมาเกี่ยวมากนัก
โดยเกณฑ์ที่ Times Higher Education ใช้ในการจัดอันดับนนั้นมี 13 อัน แบ่งออกเป็น 4 หัวข้อ
- Teaching (which evaluates the learning environment) 30%
- Reputation survey (15%)
- Student to staff ratio (4.5%)
- Doctorate to bachelor’s student ratio (2.25%)
- Doctorates awarded to academic staff (6%)
- Institutional income (2.25%)
- Research (30%)
- Reputation survey (18%)
- Research income (6%)
- Research productivity (6%)
- Citations (influence of research) 30%
- International Outlook (7.5%)
- Proportion of international students (2.5%)
- Proportion of international staff (2.5%
- International collaboration (2.5%)
- Industry income (transfer of knowledge) 2.5%
จากความเห็นที่มิสส่องๆ มา ส่วนใหญ่ก็คิดว่าการจัดอันดับพวกนี้มันค่อนข้าง biased พอสมควรเลย อย่างคุณ Michael Colao บอกว่า “มันมีไม่การจัดอันดับที่ดีที่สุดหรอก ... อย่างของ THE ก็ใช้เกณฑ์การสอนกว่า 30% ซึ่งกว่าครึ่งเป็น reputation survey แล้ว”
ส่วนคุณ Kip Purdy บอกว่า “จากมุมมองนักเรียนปริญญาตรี การจัดอันดับดูไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่ Ranking เป็นเหมือนกิมมิคมากกว่า”
มิสขอมาต่อกันที่ความเห็นของคุณ Sreekar Sannapareddy อีกนิดนึง เพราะคิดว่าน่าสนใจดีค่ะ โดยเขาบอกว่า “อย่าไปจริงจังกับ Ranking (ไม่ว่าจะ rank ไหน) มากเลย เอาข้อมูลนี้เป็นแค่ข้อมูลตั้งต้นในการหาข้อมูลต่อไปดีกว่า
เพราะถ้าความต้องการคุณในการเข้ามหาลัยคือเพื่อหางานทำหลังเรียนจบ การจัดอันดับพวกนี้ก็ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก เพราะนี่ไม่ได้เป็นตัววัดสำคัญสำหรับผู้สมัครหลายคนเลย ยิ่งถ้าเป็นนักเรียนต่างชาติที่อยากไปเรียนต่อนอกและทำงานที่นั่น ก็ไม่ต้องคิดมากกับการจัดอันดับพวกนี้ เพราะการจัดอันดับนี่วัดจากผลผลิตด้านการวิจัยของมหาลัยมากกว่า”
“สิ่งที่คุณควรจะนึกถึงคือ
1. มหาลัยหนึ่งจะดีหรือแย่กว่าที่อื่นๆ ได้ในคอร์สที่ต่างกันออกไป
2. ประเทศและการขอวีซ่าก็มีผลมากกับการที่คุณเป็นนักเรียนต่างชาติ เพราะบางประเทศก็ไม่อนุญาตให้คุณทำงานต่อหลังเรียนจบ
3. ตลาดงานในแต่ละประเทศต่างกัน
4. เมืองที่คุณอยู่ในประเทศนั้นๆ ก็มีผล
ดังนั้นจงใช้ Ranking อย่างฉลาด อย่าให้มันบังตาเรา”