ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

สืบประสบการณ์ เรียนต่อนอกในประเทศที่ใช้ภาษาที่สาม

share image

    วันศุกร์อีกแล้วค่ะซิส สบายดีกันมั้ยยย ใครที่ติดตามการเมืองไทยช่วงนี้ก็จะปวดหัวหน่อยนะคะ เพราะเดือดมาก อย่าลืมพักบ้างเน้อ ใครที่ยังไหวก็อ่านมารายงานมิสต่อเลยค่า สัปดาห์นี้มิสจะพาไปสำรวจความเห็นชาวเน็ตหน่อยว่า การที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศสักครั้งเนี่ย จำเป็นรึเปล่าที่ต้องไปประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นหลักเท่านั้น (เช่นอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์) หรือไปประเทศที่ใช่ภาษาที่ 3 ก็ได้

 

    เช่นเคย เรามีผลโพลมาให้ดูจ้า กางตัวเลขแพรป

    ในเฟซบุ๊ก ซึ่งมีคนมาใช้เสียง 36 คน

    53% บอกว่าจำเป็นต้องไปเรียนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

    47% บอกว่าไม่จำเป็น

 

    ส่วนในทวิตเตอร์ มีคนมาโหวต 10 คน

    40% บอกว่าจำเป็น

    60% บอกว่าไม่จำเป็น

 

    อ้าวว ผลออกมาคอนทราสต์กันอยู่นะคะ มิสคิดว่าสำหรับคนที่บอกว่าจำเป็น คงกังวลเรื่องของภาษาที่สามอยู่ เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษา ไม่เหมือนภาษาอังกฤษที่เราก็เรียนๆ กันอยุ่ในโรงเรียน แต่ถ้าสังเกตดู คะแนนจะต่างกันไม่เยอะ แต่ก็ทำให้เรารู้ว่าในประเด็นนี้ชาวเน็ตก็ยังแบ่งเป็น 2 เสียงอยู่นะ

 

    ดังนั้นลองไปอ่านประสบการณ์อื่นๆ ของชาวเน็ตกันว่าอะไรทำให้พวกเขาตัดสินใจไปเรียนต่อในประเทศนั้นๆ กัน เริ่มจากกระทู้ เรียนต่อ ป.โท MBA เยอรมัน กับ UK ถ้าเป็นคุณ จะเลือกไปที่ไหนครับ

 

    คุณ Vault Dweller บอกว่า ภาษาเยอรมัน ยากกว่าอังกฤษนะ ถ้าภาษาไม่ใช่ปัญหา ผมจะไปเยอรมัน

 

    คุณ kueckieziegler ชี้ประเด็นได้น่าสนใจว่า ค่าเรียน ป โท เอก ภาคภาษาเยอรมัน ถูกกว่า อังกฤษ ที่ถือการศึกษาเป็นพาณิชย์ ทำเงินจากนร.เอเชียต่างชาติที่มีฐานะ แลกกับ กำแพงภาษา ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา เหมือนเนเธอร์แลนด์ในยุค เรียนฟรีภาษาดัชต์...ยุคปี 2005 ดึงดูด นร หัวกะทิ ท็อปประเทศต่างๆ เข้ามารับทุน ปีนข้ามกำแพงภาษาที่ 3 ในอดีต

 

    ปจบ. ทางอเมริกา นร Ph.D เริ่มมาทำวิจัยทางเยอรมนีมากขึ้น เพราะค่าเรียนมหาลัยที่สูงลิ่ว

ต้องใช้ทุนทรัพย์การเงินสูง ขณะที่ฝั่งเยอรมัน ใช้ต้นทุนสมองด้านภาษา 2-3 ปีแรก ถ้าฝ่าด่าน กำแพงภาษาเฉพาะด้าน ในสายที่สนใจศึกษาต่อ ได้แล้ว ... มันก็เหมือนภาษาอังกฤษ การใช้ชีวิต ฝันเป็นภาษาที่ 3 ได้อัตโนมัติ ส่วน ถ้าจะเอาไปทำกำไร ฝั่งเอเชีย ค่านิยมยังไม่แพร่หลายเหมือนประเทศกลุ่มภาษาอังกฤษ

    

    ส่วนคนที่ไปเรียนต่อปริญญาโทที่เยอรมนีอย่างคุณ aumpchem ก็มาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังในกระทู้ (รีวิว) เรียนต่อโท ที่เยอรมัน ถูกและดี ให้ฟังว่า ประเทศเยอรมัน มีการเปิดหลักสูตร ปริญญาโท และ เอกแบบ international program เเล้ว ซึ่งหมายถึง การใช้ภาษาอังกฤษ เป็น สื่อกลางในการสอนและการสอบ (แต่ในชีวิตประจำวันก็ต้องพูดเยอรมันนะ). และที่สำคัญ ค่าเทอมนั้น ไม่มี ย้ำครับว่า tuition fee ในช่องนั้นเขียนว่า NONE คือมัน “ฟรี"!!!!!!

 

    สรุปข้อดี-ข้อเสียสั้นๆของการเรียนที่นี้ครับ

 

    ข้อดี

1. หลักสูตร นั้น ครอบคลุม 90  credits เหมือนประเทศอื่นในยุโรป

2. แม้ว่าเราจะเข้าเรียนเป็น international program หลายมหาลัยให้โอกาสเราเรียน ภาษาเยอรมันฟรี

3. เยอรมันเป็นประเทศที่ gdp per capita สูง และคนตกงานต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากระบบการศึกษาที่หลากหลาย และ หลักสูตรที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ทาง industrial sector (ภาคอุตสาหกรรม) มากกว่า มุ่งเน้นในด้านวิชาการ (ส่งผลให้เมื่อจัดอันดับมหาลัย เยอรมันจะต่ำกว่า USA, UK)

4. เยอรมันเป็นประเทศที่มีระบบ และ ทำงานเป็นระบบ.

5. สำคัญที่สุด คือเรียนฟรี

    

    ข้อเสีย

1. ใช้เวลาเรียนจบหลักสูตร ปริญญาโท 2 ปี

2. ต้องพูดภาษาเยอรมันให้ได้บ้าง แนะนำระดับ A2-B1 แม้ว่าจะเรียนหลักสูตรอังกฤษก็ตาม เพราะ ถ้าไม่รู้เรื่องเลย จะพาไม่สนุกไปด้วย

3. เป็นประเทศเหงาๆ เช่น เกือบทุกอย่างจะปิดวันอาทิตย์ เกิน 3 ทุ่มไปเเล้วต้องเงียบ.

4. ที่พักดีๆหายาก ถึงหาได้ห้องก็เล็กๆ ตามสไตล์ยุโรป

 

    คุณจขกท. อธิบายชีวิตการเรียนต่อในเยอรมันในกระทู้นี้ว่า ณ จุดที่มาถึงวัน เยอรมันวันแรกบอกเลยครับว่าอยากกลับบ้าน

 

    และสรุปเรื่องเรียนว่า ผมว่าใครมานี้ต้องเมพระดับหนึ่ง เพราะการเรียน independent พอสมควร ถ้าเราไม่ขยันด้วยตัวเอง โอกาสจบยากนะ สิ่งหนึ่งที่ผมชอบก็คือ practical เหมือนให้โอกาสเราได้ทำงานจริงๆ ใช้ความคิดของเราจริงๆ เจอปัญหาจริง แก้ปัญหาจริง ซึ่งตลอด 4 ปีตอนป.ตรีที่ไทย ผมไม่เคยถูกฝึกแบบนี้เลย ตอนเริ่มใหม่ก็หนักอะครับ แต่พอเราเรียนรู้และผ่านมาได้ skills เราก็มากขึ้นจริงๆ.

 

 

    อีกคนที่เลือกไปเรียนต่อประเทศที่ใช้ภาษาที่สามคือ คุณ สมาชิกหมายเลข 3545369 และได้แชร์ประสบการณ์ไว้ที่ แชร์ประสบการณ์มาเรียนโทที่ฝรั่งเศส จนได้ฝึกงานบริษัทเหล้าที่ใหญ่เป็นอันดับต้นของโลก ซึ่งบอกว่าตัวเองนั้นจบเอกภาษาจีนกลางมาในปริญญาตรี! จบปุ๊ปก็บินมาเรียนที่ฝรั่งเศสเลย ซึ่งจขกท. บอกว่า “รู้สึกว่าภาษาจีนอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์อาชีพที่อยากทำและชีวิตที่อยากใช้ในอนาคตได้” และ “อยากออกไปเจอกับอะไรที่แปลกใหม่กว่าที่เคยเจอมา”

 

    ที่ไม่เลือกเรียนต่ออเมริกาก็เพราะ “ขี้เกียจเสียเวลาสอบ GRE/GMAT บวกกับแพงเลยตัดออกไปเป็นอันดับต้นๆ” และที่มาลงเอยในยุโรปก็เพราะ “หลายที่ในยุโรปไม่จำเป็นต้องมีสอบเพิ่มอะไรมากมาย คัดไปคัดมาจนสุดท้ายก็มาลงเอยที่ประเทศฝรั่งเศสแหละค่ะ"

 

    ปริญญาโทสายการตลาดที่แพรทเรียนค่อนข้างเน้นการทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อฝึกให้ทำงานร่วมกับคนอื่นที่มีพื่นภูมิที่ต่างกันภายใต้แรงกดดันให้ได้ และการบริหารคนในทีม เพราะฉะนั้นงานกลุ่มจึงเยอะมาก และเรื่องก็เยอะมากเช่นกัน คอร์สปริญญาโทสายธุรกิจหรือแม้กระทั้ง MBA ที่นี่ส่วนมากจะมีโครงสร้างคล้ายๆ กันคือ คอร์สเรียนปีหนี่งถึงปีครึ่ง และฝึกงาน+final project/thesis อีกครึ่งปีหรือปีนึง อาจจะมีความแตกต่างกันออกไปแล้วแต่มหาลัยแต่ส่วนมากจะประมาณนี้

    

    สิบเดือนของการเรียนที่อัดแน่น เข้มข้น และวุ่นวานใช้ได้เลยค่ะ เพราะเวลาเรียนในห้องเรียนจริงๆแค่สิบเดือน แต่ต้องเรียนทั้งหมดประมาณ 17 ตัวได้ ยังไงก็แล้วแต่เรื่องเรียนไม่หนักเท่าเรื่องทำงานร่วมกับเพื่อนชาวต่างชาติที่มาจากหลายต่อหลายประเทศ ความงงและแอบ culture shock กันเป็นระยะ

 

    ส่วนการหางาน (หาที่ฝึกงานยังไง ยากไหม พูดฝรั่งเศสไม่ได้ จะหาได้เหรอ) จขกท.บอกว่า โหดมากแต่ไม่ได้แปลว่าจะหาไม่ได้นะคะ ถ้าไม่หยุดพยายามสมัครยังไงก็หาได้แน่นอนค่ะ เพราะตัวโปรแกรมออกแบบมาให้เรามีเวลาเยอะพอที่จะหาที่ฝึกงาน ฝึกงาน และเขียน final project/thesis ค่ะ แหล่งหางานที่แพลทใช้บ่อยๆ คือ เว็บหางานของโรงเรียน LinkedIn และเว็บไซท์บริษัทโดยตรงค่ะ LinkedIn เวิร์คมากๆ ในการศึกษาบริษัทและตำแหน่งงาน ทำให้เห็นเลยว่าแต่ละบริษัทมีแผนกอะไรบ้าง มีแผนกที่เราสนใจไหม สุดท้ายแพลทได้ที่ฝึกจาก LinkedIn ค่ะ

 

    กรุบๆ มั้ย ยังไงงง มาสรุปความกันค่ะ จากที่มิสสืบด้านนี้มาสักพัก ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ กำแพงภาษาเป็นอุปสรรคก็จริง แต่ในการเรียนต่อปริญญาโทส่วนใหญ่จะใช้ภาษาอังกฤษกันค่ะ แต่ในชีวิตประจำวันก็... นั่นแหละค่า ดังนั้นก็ลองเอามาชั่งน้ำหนักดูกับเรื่องค่าใช้จ่าย (ทั้งค่าเทอม+ค่าครองชีพ) ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักมักแพงอยู่ ในขณะที่ประเทศในยุโรปค่าครองชีพแพงแต่ค่าเล่าก็จะถูกกว่าจ้า

 

    บวกวัฒนธรรม ผู้คนแต่ละประเทศก็ต่างกันอะนะ ลองนึกดูว่าเราอยากได้ประสบการณ์แบบไหน และข้อจำกัดเรามีอะไรบ้าง

 

    เจาะลึกทุน DAAD ทุนรัฐบาลเยอรมันที่มีโควต้าให้นักศึกษาไทยทุกปี

    ใครอยากติดตามข่าวสาร สาระความรู้เรียนต่ออย่าลืมไปกด follow เฟซบุ๊กของ Hotcourses Thailand เน้อ 

 

 

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

427.7K

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

354.8K

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

88.6K

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

60.7K