ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

อธิบายความแตกต่างของปริญญาโททุกประเภท

ปริญญาโทมี่กีประเภท
31174

 

ถ้าจะให้พูดกันง่ายๆเลย ปริญญาโทแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การเรียนกับการวิจัย

  • การเรียนจะถูกสอนผ่านการเลคเชอร์ การสัมมนา การทำแลป หรือ e-learning ตามแต่ความเหมาะสมของเนื้อหาต่างๆ
  • การวิจัย นักศึกษาต้องทำโครงงานวิจัยในสาขาที่สนใจด้วยตนเอง ซึ่งโดยทั่วไปการวิจัยจะใช้เวลาในการศึกษานานกว่าการเรียน

 

อย่าลืมว่าการตั้งชื่อปริญญานั้นมีความหลากหลายมากเช่น มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด มหาวิทยาลัยชิคาโก และ MIT ใช้ชื่อปริญญาเป็นภาษาละติน! ตัวอย่างคือ MA ย่อมาจาก magister artium หรือ artium magister (ศิลปศาสตร์) และ MSc หมายถึง magister scientiae หรือ scientiae magister (วิทยาศาสตร์)

 

นอกจากนั้นเรื่องการเรียนแล้วเรายังสามารถแบ่งประเภทปริญญาโทตามหัวข้อวิชา ความเฉพาะทาง และคุณสมบัติแรกเข้า โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

ประเภทของปริญญาโทตามหัวข้อวิชา

ตัวอย่างด้านล่างนี้จะอธิบายความแตกต่างของปริญญาโทในสาขาวิชาต่างๆที่พบเห็นได้บ่อยๆในหลักสูตรค่ะ แต่ขอย้ำนะคะว่าของแบบนี้มันไม่มีมาตรฐานการตั้งชื่อตายตัว ดังนั้นชื่อหรือเนื้อหาวิชาอาจมีความแตกต่างกันบ้างในแต่ละสถานศึกษา

 

  • Master of Arts (MA) ครอบคลุมทั้งวิชาทางศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ เช่น นิเทศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วรรณกรรม ธรณีวิทยา ประวัตศาสตร์ และดนตรี โดยการเรียนการสอนจะมีทั้งเลคเชอร์และสัมมนา ส่วนการประเมินจะทำโดยการสอบ และ/หรือ วิทยานิพนธ์แบบเดี่ยว

 

  • Master of Science (MS, MSc) จะครอบคลุมวิชาสายวิทยาศาสตร์ทั้งหมด เช่น ชีววิทยา เคมีวิทยา วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสถิติศาสตร์ ที่น่าสนใจคือ เศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์อาจถูกนับเป็น MA หรือ MSc ก็ได้ ขึ้นกับสถานบันจะกำหนดตามความสอดคล้องของหลักสูตร! โดยการเรียนการสอนของ MSc จะเน้นไปที่การวิจัยที่มากกว่า MA นั่นเอง

 

  • Master of Research (MRes) มันถูกออกแบบมาให้ผู้ที่ต้องการจะเป็นนักวิจัยโดยเฉพาะค่ะ และแน่นอนว่าจะเน้นการศึกษาไปที่การทำวิจัยที่มากกว่าหลักสูตร MA และ MSc โดยจะปูทางให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนต่อในปริญญาเอกหรือก้าวเข้าสู่อาชีพนักวิจัยได้ทันที แต่จงระวังไว้ด้วยว่าบางมหาวิทยาลัยอาจตั้งชื่อหลักสูตรนี้เป็น MSc แบบปกติ ดังนั้นก่อนที่จะสมัครก็ควรศึกษารายละเอียดให้ครบถ้วนก่อนนะ

 

  • Master by Research (MPhil) ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ MPhill นับเป็นขั้นกว่าของ MRes นั่นเอง โดยจะศึกษาในหัวข้อใดหัวข้อนึงเท่านั้น แต่จะเจาะลึกลงไปในรายละเอียดแบบสุดๆ เพื่อเป้าหมายสูงสุดนั่นคือโครงงานวิจัยชิ้นใหญ่ อาจพูดได้ว่า MPhill เป็นตัวจำลองที่บางมหาวิทยาลัยก็ได้อนุญาตให้นักศึกษาได้มาชิมลางก่อนก้าวไปสู่ PhD (ปริญญาเอก) นั่นเอง แน่นอนว่าการจะเรียนจบ MPhill คงจใช้เวลานานที่สุดเมื่อเทียบกับหลักสูตรอื่นๆ ส่วนจะนานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสถาบันต่างๆ

 

  • และสุดท้าย Master of Studies (MSt) จะมีสอนเฉพาะในบางมหาวิทยาลัยเท่านั้น เช่น Oxford, Cambridge, Canberra และ Dublin มันสามารถเปรียบเทียบได้กับ MA หรือ MSc ซึ่งอาศัยการเรียนในห้องเรียน การทำวิทยานิพนธ์ และการสอบนั่นเองค่ะ มาถึงตรงนี้ เพื่อนๆอาจสงสัยว่า ถ้าลักษณะการเรียนจะเหมือนกันขนาดนี้ จะตั้งชื่อให้มันต่างกันทำไม เหตุผลก็คือ ที่มหาวิทยาลัย Oxbridge (Oxford และ Cambridge) และใน Dublin นักศึกษาที่ที่จบศิลปศาสตร์บัณฑิต (มนุษยศาสตร์/อักษรศาสตร์) จะได้วุฒิ MA มาครอบครองโดยอัตโนมัติหลังจากระยะเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง ซึ่งต่างกับ MSt ที่ต้องเรียนอีกหนึ่งหลักสูตรเพื่อให้ได้ปริญญานี้มา

 

quote ให้กำลังใจ

 

ประเภทของปริญญาโทตามความเฉพาะทาง 

ซึ่งจะเน้นศึกษาเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์กับการพัฒนาในสายอาชีพเท่านั้น หรืออาจเรียกว่าเป็น tagged master's degrees (tagged = ถูกติดป้าย) บางครั้งชื่อปริญญาจะขึ้นต้นด้วยคำว่า Professional เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเฉพาะเจาะจงในสายอาชีพกันเลยค่ะ เช่น Professional Science Master’s Degree (PSM) รวมถึงอาจมีการลงมือปฏิบัติเพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความสามารถที่จำเป็นต่อการทำงานในวิชาชีพของตนเองอีกด้วย

ด้านล่างนี้จะเป็นตัวอย่างหลักสูตรที่ถูกแบ่งประเภทตามความเฉพาะทางค่ะ อย่างที่ได้บอกไปนะคะ ชื่อและเนื้อหาอาจมีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับประเทศและสถานบันศึกษา

 

  • Master of Business Administration (MBA) ถูกออกแบบเพื่อให้นักศึกษามีทักษะและความรู้สำหรับประกอบอาชีพทางธุรกิจหรือบทบาทในการจัดการ นักศึกษาจะได้รับการสอนในทุกด้านของธุรกิจ ทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานในหลากหลายอาชีพ นักศึกษาหลายคนก็อยู่ในวัยทำงาน รวมถึงบางสถาบันยังมีข้อกำหนดให้ผู้สมัครมีประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป นอกจากนั้นเรายังสามารถที่จะเลือกเรียน MBA ไปพร้อมกับวิชาเฉพาะทางอื่นๆ เช่น การบัญชี และการเงิน เพื่อให้เหมาะสมกับความสนใจของเรานั่นงเองค่ะ ตัวอย่างหลักสูตรที่เกี่ยวข้องได้แก่ Master of Professional Accountancy (MPAcc) และ Master of Science in Information Systems (MSIS).

 

  • Master of Library Science (MLS, MLIS, MSLS)  ถูกออกแบบเพื่อนักศึกษาได้รับทั้งความรู้จากตำราและการทำงานในสถานที่ทำงานจริง นั่นก็คือ ห้องสมุด! โดยอาจให้นักศึกษาได้มีโอกาสฝึกงานในห้องสมุดต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยได้เลือกไว้ แต่ก่อนจะจบหลักสูตรได้ก็ต้องส่งโครงงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ด้วยนะคะ อีกหนึ่งเกร็ดความรู้ก็คือ ตำแหน่งบรรณารักษ์ในอเมริกาและแคนนาดามักจะถามหา MLS เพื่อใช้สมัครงานด้วย

 

  • Master of Public Administration (MPA) จะมีเนื้อหาวิชาที่คล้ายกับ MBA แต่ต่างกันที่จะศึกษาในส่วนของสาธารณะมากกว่าในส่วนของบุคคล นักศึกษาสามารถเลือกเรียนในหัวข้อต่างๆ เช่น สิ่งแวดล้อม การบริหารระหว่างประเทศ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเป้าหมายในการทำงานราชการ เอกชน องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร หรือแม้แต่บริษัท consult ค่ะ การเรียนการสอนจะควบคู่กันทั้งในทางทฤษฎีและวิชาชีพ โดยจะเน้นไปที่การวิเคราะห์นโยบายและการบริหาร ตัวอย่างหลักสูตรที่เกี่ยวข้องได้แก่ Master of Public Policy (MPP), Master of Public Affairs (MPA) Master of Urban Planning (MUP) และ Master of International Affairs (MIA) 

 

  • Master of Public Health (MPH) จะศึกษาทั้งในส่วนทฤษฎีและวิชาชีพเพื่อให้สอดคล้องกับงานสาธารณสุข นักศึกษาจะได้เรียนรู้การติดตามผล การวินิจฉัย และการควบคุมงานสาธารณสุขของชุมชนผ่านนโยบายสาธารณะค่ะ MPH ยังมีการเรียนในศาสตร์เฉพาะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบาดวิทยา สาธารณสุขโลก สาธารณสุขในอาชีพต่างๆ วิทยาศาสตร์อาหาร ที่สำคัญก็คือในขณะที่หลายประเทศยอมรับเฉพาะนักศึกษาแพทย์ แต่บางประเทศก็มีการยอมรับนักศึกษา MPH ให้ดูแลงานในส่วนที่กล่าวมาเช่นกัน นับเป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่น่าสนใจนะ

 

  • Master of Social Work (MSW) เน้นให้นักศึกษาได้มีความพร้อมสำหรับงานสังคมสงเคราะห์ โดยให้ความสนใจกับการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของบุคคล กลุ่ม และสังคม อีกทั้ง MSW ยังแบ่งออกเป็น clinical degree ซึ่งจะสอนให้ลงมือทำงานโดยตรงเลย กับ macro-practice degree ที่จะสอนให้ทำงานสนับสนุนทางการเมืองและการจัดการชุมชน

 

  • Master of Laws (LLM) มักจะเรียนต่อเนื่องมาจากปริญญาตรีทางกฎหมายเช่นกันค่ะ จะเปิดโอกาสให้นักศึกษารวบรวมความรู้ และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อไปเป็นทนายความที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน จากการศึกษาในขอบเขตวิชาที่สนใจ

 

  • Master of Arts in Liberal Studies (MA, MALS, MLA/ALM, MLS) เป็นหลักสูตรที่ผสมความรู้หลายด้านของศิลปศาสตร์ค่ะ โดยจะเรียนทั้งแบบเจาะลึกและแบบกว้าง โดยทั่วไปนักศึกษาจะเลือกหลักสูตรนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองนั่นคือการหาความรู้ในเรื่องที่ตนสนใจ และการค้นหาไอเดีย มากกว่าการเรียนเพื่อไปทำงาน

 

 

ปริญญาโท วรรณคดีอเมริกัน

 

 

  • Master of Fine Arts (MFA) เป็นหลักสูตรที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์ โดยมีให้เลือกเรียนทั้งทัศนศิลป์ ศิลปะการแสดง และการถ่ายทำต่างๆ นอกจากนั้นยังรวมถึงงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ graphic design การถ่ายรูป การถ่ายทำภาพยนตร์ และการวาดภาพอีกด้วยค่ะ การเรียนและการประเมินจะเป็นแบบปฏิบัติทั้งหมด โดยจะเน้นไปที่โปรเจคใหญ่หรือการแสดงนั่นเอง

 

  • Master of Music (MM/MMus) จัดสอนจากทั้งมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยดนตรีค่ะ MM จะมีการเรียนแบบผสมผสานระหว่างเนื้อหาที่นักศึกษาเป็นคนเลือกเองเช่น music performance องค์ประกอบของดนตรี หรือการประพันธ์ กับทฤษฎีดนตรีขั้นสูง ผู้ที่จบหลักสูตรนี้อาจออกมาเป็นครูสอนดนตรีหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีในด้านที่ตนเองเลือกศึกษา

 

  • Master of Education (MEd, MSEd, MIT, MAEd, MAT) เป็นหลักสูตรสำหรับคนที่อยากประกอบอาชีพในวงการการศึกษา บางหลักสูตรก็เปิดให้เรียนเพื่อให้ได้การรับรอง แต่บางหลักสูตรก็เพื่อเพิ่มความรู้เฉยๆค่ะ แบ่งออกเป็นหลายสายาได้แก่ การจัดหลักสูตร การสอน การศึกษาพิเศษ การแนะแนว และการบริหารจัดการ MIT และ MAT จะมีทั้งการเรียนในห้องและการฝึกสอนเพื่อให้ผ่านการประเมินต่างๆ โดยจะต้องทำการฝึกสอนจริงที่โรงเรียนด้วย

 

 

  • Master of Engineering (MEng) มีทั้งหลักสูตรที่เน้นการเรียนทฤษฎี และเน้นการเรียนภาคปฏิบัติ โดยบางหลักสูตรอาจต้องการให้นักศึกษาได้เข้าฝึกงานกับโรงงานอุตสาหกรรมในช่วงปิดเทอมด้วย

 

  • และสุดท้าย Master of Architecture (MArch) จะมีการประเมินผ่านการฝึกงาน การสอบ และวิทยานิพนธ์หรือโครงงาน เพื่อให้ได้ใบอนุญาต แต่เนื่องจากว่า MArch เปิดสอนในหลายสาขามาก จึงทำให้เพื่อนๆ อาจเจอชื่อที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละสาขานั้นๆค่ะ นักศึกษาต้องเข้าเรียนตามในรายวิชาต่างๆ เช่น การออกแบบ วิทยาศาสตร์อาคาร วิศวกรรมโครงสร้าง ประวัติศาสตร์สถาปัติยกรรม ทฤษฎีสถาปัติยกรรม และการฝึกงาน

 

 

ประเภทของปริญญาโทตามคุณสมบัติแรกเข้า 

ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่สำคัญที่ผู้สมัครจำเป็นจะต้องมีเพื่อใช้ในการศึกษาต่อปริญญาโทค่ะ อย่างแรกก็คือผู้สมัครจะต้องจบปริญญาตรี (บางหลักสูตรก็ไม่ต้องค่ะ) อย่างที่สองก็อาจจะเป็นประสบการณ์ทำงาน โดยจะระบุเป็นตัวเลขที่แน่ชัดค่ะ (ต้องการแค่บางหลักสูตร) ด้านล่างจะพูดถึงคุณสมบัติที่ต้องการที่พบเห็นได้มากที่สุดสำหรับปริญญาโทหลักสูตรต่างๆค่ะ ขอแอบกระซิบตรงนี้เลยนะคะว่าหลักสูตรบางตัวผู้สมัครก็ไม่จำเป็นต้องจบตรงสายเพื่อเรียนต่อปริญญาโทค่ะ เช่น MA, MSc, MLA, MSW และอื่นๆ

 

  • Business or management master’s degrees (MBA, MSc, MIM, MSM, MA, MEM) สำหรับหลักสูตรเหล่านี้ มักจะต้องการประสบการณ์ทำงานมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ MBA ค่ะ ส่วน MSc สาขาการบริหารจัดการมักจะต้องการปริญญาตรีสังคมศาสตร์ ในขณะที่ MA สาขาการบริหารจัดการสามารถรับได้ทุกสาขาของปริญญาตรี ส่วน Masters in Engineering Management (MEM) จะออกแบบมาเพื่อนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้นนะ

 

 

  • Executive master’s degrees (EMBA, EMS) ถูกออกแบบมาเพื่อผู้บริหารโดยเฉพาะ โดยผู้สมัครจะต้องมีประสบการณ์ด้านการบริหาร ซึ่งจะมากกว่าในหลักสูตร MBA 

 

  • Postgraduate research master’s degrees (Master by Research) ถูกออกแบบมาเพื่อคนที่จบปริญญาตรีและมีผลงานวิจัยชิ้นสำคัญ หรือได้รับการตีพิมพ์เท่านั้นค่ะ

 

  • และสุดท้าย Integrated master’s degrees (MEng, MMath, MSci, etc) เป็นหลักสูตรต่อเนื่องมาจากปริญญาโดยตรง มักจะมีในหลักสูตรทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีค่ะ ที่สำคัญคือผู้เรียนสามารถสมัครเข้าหลักสูตรนี้เลยหลังจากเรียนจบ high school โดยทั่วไปหลักสูตรจะใช้เวลามากกว่าปริญญาตรี 1 ปี ดังนั้นผู้เรียนอาจหยุดการเรียนปีสุดท้ายเพื่อขอจบเพียงปริญญาตรีก็ได้เช่นกัน ^^

 

นอกจากนี้แล้วยังมีอีกหนึ่งทางเลือกในบางประเทศเช่น อเมริกา ที่จะสามารถได้ปริญญาโทควบคู่ไปกับการเรียนปริญญาตรีได้เลย เรียกว่า en route หรือ in passing หรือ in course นั่นเองค่ะ โดยจะต้องผ่านการเรียนให้ครบตามหลักสูตร และผ่านการสอบด้วย

 

ค้นหาคอร์สเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศได้ที่นี่เล้ย! :)

 

 

คำแนะนำเรื่องคอร์สและสถาบัน...

ค้นหาคอร์ส

เลือกประเทศ
ปริญญาโท
เกี่ยวกับผู้เขียน

ปริญญาโทมี่กีประเภท

จบการศึกษาด้านสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย เคยทำงานด้านอีเว้นท์และงานโฆษณา ปัจจุบันเป็นนักเรียนและนักเขียนอิสระ

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

348032

เปรียบเทียบ IELTS TOEFL สอบอันไหนดี ไปเรียนอังกฤษสอบอันไหน

ระบบคะแนน ระดับคะแนนของ IELTS จะอยู่ระหว่าง 1 ถึง 9 ในทุกทักษะ​(ฟัง พูด อ่าน เขียน) โดยระดับ 1 คือระดับต่ำสุดและระดับ 9 คือระดับสูงสุด หมายความว่าใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับดีมาก ในขณะเดียวกันคะแนน TOEFL จะแบ่งตามทักษะ และนำคะแนนรวมของทุกทักษะมาใช้เป็นคะแนนสุดท้าย ยกตัวอย่างเช่น TOEFL iBT 120 คะแนน จะแบ่งเป็นทักษะละ 30 คะแนน คะแนนรวมของทุกทักษะจะบอกถึงความถนัดทางภาษาของเราว่าได้กี่คะแนน ดูการเปรียบเทียบระบบคะแนนด้านล่าง   รูปแบบการสอบ

269416

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

75567

เตรียมสอบ IELTS ด้วยตนเอง

>>> การสอบ IELTS คืออะไร >>> รู้จักกับ IELTS แบบใหม่ IELTS UKVI สำหรับขอวีซ่าอังกฤษ เริ่มใช้ 2558    ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ในการสอบฟังของ IELTS เราจะได้ยินการสนทนาที่ตัดมาจาก 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยอาจจะเป็นเพื่อนคุยกับเพื่อน อาจารย์คุยกับนักเรียน หรือรายงานข่าวทางวิทยุ ดังนั้นเราควรจะปรับนิสัยการดูข่าวของเรา ดูรายการเกมส์โชว์ หรือฟังเพลงในรายการต่างประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสำเนียงต่างๆ

49414